พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากครูโรงเรียนนายร้อย สู่นักการทูต นักปฏิวัติ และอาชญากรสงคราม (1)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
: จากครูโรงเรียนนายร้อย
สู่นักการทูต นักปฏิวัติ และอาชญากรสงคราม (1)
ชื่อของพระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) กลับขึ้นมาในความรับรู้ในสังคมอีกครั้งเมื่อมีประกาศหาผู้เป็นทายาทโดยธรรมของตระกูลสุนทานนท์ บนหน้าหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2567 (prachachat.net/general/news-1554972) พระสารสาสน์ฯ เป็นใคร มีบทบาทสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์ไทย เป็นสิ่งที่เราจะสะกดรอยเขาเข้าไปในประวัติศาสตร์ไทย
Whom The Gods Deny

พระสารสาสน์พลขันธ์ คือ หนึ่งในบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตทางการเมืองโลดแล่นบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาแต่มีผู้รู้จักเขาน้อยในปัจจุบัน เขา-ผู้มีภูมิหลังเป็นนายทหารและนักการทูตผู้เคยเคลื่อนไหวผลักดันให้ไทยปฏิวัติทางการเมืองทั้ง ร.ศ.130 (2455) และการปฏิวัติ 2475 เขาถูกคณะราษฎรเรียกกลับมาไทยภายหลังการปฏิวัติสำเร็จเพื่อเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการ เขาผู้เป็นมิตรกับนายปรีดี พนมยงค์ แกนนำคนสำคัญของคณะราษฎรตั้งแต่นายปรีดีเป็นนักเรียนในฝรั่งเศส ต่อมา เขาขัดแย้งกับกลุ่มทหารหนุ่มในคณะราษฎรจนต้องลี้ภัยทางการเมืองไปยังญี่ปุ่น
ภายหลังการลี้ภัยไปญี่ปุ่น เขาเรียนจบปริญญาเอกแบบที่เน้นการวิจัยส่งดุษฎีนิพนธ์เป็นหลักหรือแบบ “รอมบุนฮาคาเสะ” (Ronbun Hakase) ในหัวข้อ Money and Banking in Japan (1940) เขาเป็นนักชาตินิยมและสังคมนิยม ผู้นิยมญี่ปุ่น เคยเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อในช่วงสงครามโลก ด้วยเขาเคยรับผิดชอบรายการวิทยุไทยที่กระจายเสียงวิพากษ์ฝ่ายสัมพันธมิตรจากโตเกียว เขาผู้ถูกญี่ปุ่นวางตัวให้เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม ลงจากอำนาจ (2487) ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง เขาถูกจับกุมในข้อกล่าวหาเป็นอาชญากรสงครามในไทย แต่มีนายปรีดี หัวเรือใหญ่ของเสรีไทยให้การเป็นพยานช่วยเหลือเขา

พระสารสาสน์ฯ มีบทบาททางการเมืองในการเมืองไทยสมัยใหม่ตั้งแต่ปลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ระบอบประชาธิปไตย จนถึงการกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งของพวกรอยัลลิสต์ในการเมืองไทยแต่เขากลับเป็นบุคคลแปลกปลอมที่ยากแก่การจัดวางในโครงเรื่องทางประวัติศาสตร์และการอธิบายในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายนิยมประชาธิปไตยหรือฝ่ายรอยัลลิสต์ หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามที่เขียนโดยกลุ่มเสรีไทย
ดังนั้น ในหน้าประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยจึงแทบไม่มีพื้นที่พอต่อการจดจำความไม่ลงร่องลงรอย ความไม่เข้าพวก ความเจ็บปวด ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งรวมถึงบทบาท ความคิดและงานเขียนของเขาแทบไม่ถูกนำขึ้นมาพิจารณา
ความกระจัดกระจายในการกล่าวถึงบุคคลดังกล่าว ดูราวกับว่าทุกคนอยากลืมพระสารสาสน์ฯ ไว้ข้างหลัง แต่หากพิจารณาจากบทบาทของเขาเราจะพบว่า บุคคลคนนี้มีความน่าสนใจ ที่ชีวิตของเขารวมเอาความขัดแย้ง ความน่าถกเถียง ความน่าขันเอาไว้มากมาย เช่น นักปฏิวัติในความเงียบ นักสังคมนิยมผู้พิสมัยทหารนิยม นักแอนตี้รอยัลลิสต์แต่มีลูกเขยและลูกสะใภ้เป็นพระราชวงศ์
เขาเป็นนักต่อต้าน “เผด็จการ” ไทยที่กลายมาเป็นอาชญากรสงครามที่มีหัวหน้าขบวนการเสรีไทยให้การเป็นพยานช่วยแก้คดีให้ นักญี่ปุ่นนิยมที่งานเขียนของเขาถูกฝ่ายสัมพันธมิตรหยิบมาใช้เป็นแนวทางในการทำลายไซบัทสุ ผลงานในระดับที่ยิ่งใหญ่ของเขาที่วิจารณ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ (despotism) ตีพิมพ์ในญี่ปุ่นช่วงสงคราม (2484) และถูกพิมพ์ซ้ำโดยเชื้อพระวงศ์อีกหลายครั้ง ตลอดจนการเขียนประวัติศาสตร์ไทยของเขามาก่อนกาล
นายพันโท พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทรานนท์)

ความยาวนานของความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา เริ่มตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากอดีตครูโรงเรียนนายร้อยทหารบกและนักการทูตผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างน้อยสองครั้งในฐานะนักปฏิวัติทางไกล รัฐมนตรีเศรษฐการของรัฐบาลระบอบใหม่ ผู้มีความคิดสังคมนิยม ผู้เสนอโครงการเศรษฐกิจที่ถูกต่อต้านไม่น้อยกว่าโครงการเศรษฐกิจของนายปรีดี
เขาติดร่างแหทุกครั้งที่มีการพยายามโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. นักเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยในต่างแดน นักเขียนนักหนังสือพิมพ์ที่เลือกใช้เสียงหัวเราะ “๕๕๕” – ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นนามปากกาในการท้าทายอำนาจรัฐ ความเคลื่อนไหวของเขาดำเนินมาถึงหลังสงครามโลก ด้วยความหลากหลายที่ขัดแย้ง ความไม่เข้าพวก ความแปลกปลอมในบทบาทของเขาสร้างความลำบากในการจัดวางเขาลงบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ถึงกระนั้นก็ดี เรารู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขาน้อยมาก
บุคคลที่กล่าวถึงนี้ คือ พันโท พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์ ; 2432-2509) เขาเติบโตมาจากครอบครัวที่ทำการค้า ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อจบการศึกษาได้รับราชการเป็นครูในโรงเรียนนายร้อยฯ โดยรับหน้าที่สอนวิชาเลข ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบกชั้นมัธยม อย่างน้อยตั้งแต่ปี พ.ศ.2452 และสอนภาษาอังกฤษด้วย ในช่วงที่เขารับราชการทหารนั้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงเป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยฯ เสนาธิการทหารบก และเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก โดยเขามีตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นผู้อำนวยการการศึกษา และเป็นบรรณาธิการหนังสือเสนาศึกษาของโรงเรียนนายร้อยฯ

เขาได้รับความไว้วางใจให้เป็นอาจารย์ประจำพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ โอรสของผู้บังคับการโรงเรียนด้วย เคยแต่งบทละครขบขันเรื่อง “เอ๊ะ” แสดงในโรงเรียนนายร้อยฯ ด้วย ในขณะที่รับราชการที่โรงเรียนนายร้อยฯ นั้น เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นร้อยเอก (2452) เป็นนายพันตรี หลวงศัลวิธานนิเทศ (2456) เป็นนายพันโท (2459) ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระสารสาสน์พลขันธ์
สำหรับบรรดาศักดิ์พระสารสาสน์พลขันธ์ในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่นั้นมีสองคน คนแรกคือ พันเอก พระสารสาสน์พลขันธ์ (เยรีนิ-มีบทบาทในการวางรากฐานการทหารสมัยใหม่ และเคยเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษา) ได้ลาออก (2449) และคนต่อมาคือ พันโท พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) ได้รับบรรดาศักดิ์นี้แทน
เมื่อกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทิวงคต (2463) แล้ว เขาลาออกจากโรงเรียนนายร้อยฯ ต่อมาได้ทำงานกับบริษัทโรงไฟฟ้าสามเสน ซึ่งขึ้นกับกระทรวงนครบาล และได้โอนไปยังกระทรวงการต่างประเทศ โดยเริ่มจากตำแหน่งผู้ช่วยทูตประจำกรุงเฮก ต่อมา 2467 เป็นกงสุลสยามประจำเมืองกัลกัตตา ที่เมืองนี้เขาโชคดีถูกสลากม้าแข่งได้รางวัลมาก้อนใหญ่ ต่อมาเขาได้เป็นอุปทูตสยามประจำฝรั่งเศส สุดท้าย เขาลาออกจากกระทรวงการต่างประเทศ (2471) และที่ฝรั่งเศสนี้เอง เราเริ่มเห็นบทบาททางการเมืองและความคิดทางการเมืองของเขาในการชักชวนนักเรียนไทยให้ร่วมกันก่อการปฏิวัติในสยาม (ปรีดี พนมยงค์, 2517, 18)
บทบาทนักปฏิวัติในต่างแดน ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและงานเขียนของพระสารสาสน์ฯ ปลุกเร้านักเรียนไทยในยุโรปและคนไทยในสยามอย่างไร ติดตามต่อในตอนหน้า

