สาระสำคัญของลัทธิกรัมชี่ (Gramscianism) (2)
บทความพิเศษ
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง
- อ่านบทความทั้งหมดของธเนศวร์ เจริญเมือง คลิกที่นี่
- อ่าน สาระสำคัญของลัทธิกรัมชี่ (Gramscianism) ตอนที่ 1 คลิก
ประเด็นแรก ว่าด้วยวัตถุกับจิต เห็นได้ชัดว่า แนวคิดของมาร์กซ์ได้พัฒนามาจากปรัชญาของเฮเกล นั่นคือ บทบาทของจิตในการเปลี่ยนแปลงวัตถุและโลก และโลกนี้มีพัฒนาการมาอย่างไม่หยุดยั้งก็เพราะจิตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
มาร์กซ์มองเห็นพัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้งของโลก แต่ในขณะนั้น โลกนี้หมุนไปข้างหน้าด้วยการผลักดันของวัตถุ เนื่องจากทุน ผลกำไร การค้าขายแลกเปลี่ยน และการผลิตเพื่อขายและเพิ่มผลกำไรได้ขยายตัวไปอย่างมาก
การเคลื่อนไหวของวัตถุในระยะดังกล่าวจึงทำให้เกิดการศึกษาค้นคว้าระบบทุนนิยมอันเป็นระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่มนุษยชาติไม่เคยพบมาก่อน
ก็คือ การต่อสู้กันระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์ทางการผลิตในสังคมที่ความสลับซับซ้อนมีมากขึ้นเป็นลำดับ
ประเด็นก็คือ มาร์กซ์ได้ทุ่มเทศึกษาเรื่องทุน พัฒนาการของทุน และความสลับซับซ้อนในการพัฒนาอันหลากหลายของระบบทุนนิยม ทั้งได้เขียนบทวิเคราะห์เรื่องระบบทุนอย่างละเอียดถึง 3 เล่ม จนทำให้โครงสร้างส่วนบนไม่ได้ถูกนำมาอธิบายอย่างละเอียด
เช่น คำถามคือ ขณะที่สังคมมีภาพซ้อนระหว่างวัตถุต่างๆ มายมาย เราควรที่จะอธิบายกระบวนการผลักดันด้านความคิด ความรู้ การโฆษณาทั้งด้านตัวหนังสือ ภาพ ถ้อยคำ การเสริมสร้างกำลังใจต่อกำลังของโครงสร้างส่วนบนอย่างไร ฯลฯ
แน่นอน เมื่อวัตถุเปลี่ยน รากฐานทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนก็มีผลทำให้โครงสร้างส่วนบนแปรเปลี่ยนไปด้วย
แต่ก็ดังที่กรัมชี่ได้อธิบายไว้ จิตในทุกๆ รูปแบบมิใช่เปลี่ยนไปแบบถูกกระทำอย่างเดียว โครงสร้างส่วนบนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง กฎหมาย และวัฒนธรรมมีบทบาทอย่างไรบ้างต่อรูปแบบของพลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิต
จากที่กล่าวมา ประเด็นใหญ่ที่กรัมชี่มองเห็นก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุกับจิต จำเป็นที่จะต้องมองให้เห็นความสัมพันธ์แบบ 2 ด้าน คือสัมพันธ์กันแบบทั้ง 2 ฝ่ายมีปฏิกิริยาต่อกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีบทบาทเป็นผู้กำหนดหรือบงการฝ่ายเดียว
แน่นอน แนวคิดเช่นนี้ นอกจากความคิดของฟอยเออร์บัค เกี่ยวกับบทบาทของมนุษย์ แต่ความคิดของโครเช่ (Croce) แห่งสำนักจิตนิยม ทำให้กรัมชี่มองเห็นบทบาทและพลังของจิตที่จะต้องชัดเจน จิตที่ประกอบด้วยความคิด สติปัญญา และมีปฏิกิริยาต่อคนและวัตถุรอบๆ และสังคมล้อมรอบ แสดงผลออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ฯลฯ
และนั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับวัตถุ ทั้งสองอย่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ตอบโต้กันไปมาตลอดทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในประวัติศาสตร์
ประเด็นต่อไปก็ยิ่งชี้ชัดมากขึ้น โดยเฉพาะความคิด ความเชื่อ ศาสนาต่างๆ เหตุผลต่างๆ ระบบการศึกษา สิ่งพิมพ์ สันทนาการ สื่อสารมวลชนทุกแขนง การประชาสัมพันธ์ของรัฐและฝ่ายทุน ฯลฯ ที่มีบทบาทในสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะส่วนที่เข้มแข็ง เช่น สถาบันกษัตริย์ สถาบันศาสนา ค่านิยม ประเพณีต่างๆ และข้อบังคับ, กฎเกณฑ์ และกฎหมายต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดวัตถุ
สัมพันธภาพระหว่างวัตถุกับจิต จึงมีลักษณะ 2 ด้าน กฎเกณฑ์หรือประเพณีบางอย่างเปลี่ยนไปหรือถูกยกเลิกไป
รัฐธรรมนูญจึงมีการแก้ไขเพิ่มเติม บางประเทศมีการเปลี่ยนแปลงน้อยครั้ง เกิดความเข้าใจร่วมกันที่ชัดเจนแจ่มชัด แต่รัฐธรรมนูญของบางประเทศก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายๆ ครั้ง จนไม่มีใครจำได้ ฯลฯ เห็นได้ชัดว่า นามธรรมอันเกิดจากความคิดนั้นได้กลายเป็นวัตถุที่มีบทบาทสำคัญไปแล้ว ฯลฯ
ระบบสังคมนิยมจะเกิดขึ้นในเงื่อนไขอะไรบ้าง และจากระบบสังคมนิยมไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ควรใช้กลไกอะไร ควรมีองค์กรและระบบการบริหารจัดการอย่างไร? ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและโครง สร้างส่วนบน ฯลฯ
คำถามเหล่านี้ มาร์กซ์-เองเกลส์ไม่เคยพูดถึงในรายละเอียด แต่ก็ดังที่ได้กล่าวไปว่า กรัมชี่มีชีวิตและมีบทบาททางการเมืองขณะที่การปฏิวัติสังคมนิยมครั้งแรกได้เกิดขึ้นแล้ว และแน่นอน ย่อมมีคำถามในบรรดาผู้คนที่อยากให้เกิดการปฏิวัติในประเทศอื่นๆ บ้าง แต่ปัญหาประเภทปรัชญาเช่นนี้ใช่ว่าจะมีคนมากมายสนใจศึกษาค้นคว้ากันง่ายๆ ไม่ว่ายุคหรือสมัยใดๆ
ที่ผ่านมาเกี่ยวกับคุณูปการของกรัมชี่ เขาถูกยกย่องว่าเป็นผู้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ (บางคนเรียกว่า กรัมชี่ว่าเป็นบิดาของแนวคิดว่าด้วยโครงสร้างส่วนบน (The Father of Superstructure) เนื่องจากได้ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าหัวข้อนี้อย่างมาก ขณะที่แนวคิดเศรษฐกิจนิยม ที่คนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นปัจจัยชี้ขาดกำลังส่งผลออกมาในช่วงสากลนิยมที่ 2 (The Second International, 1889-1923) นำโดย อี. เบิร์นสไตน์, เค. เคาท์สกี้ และเอ็น. บูคาริน (N. Bukharin, 1888-1938)
ประเด็นที่สอง ว่าด้วยลัทธิเศรษฐกิจนิยม (Economism) ในบทความเรื่องการปฏิวัติเพื่อต่อต้านหนังสือ “ว่าด้วยทุน” (The Revolution Against Das Kapital,” 1917) กรัมชี่ได้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของความคิดแบบด้านเดียว (One sidedness concept) ของลัทธิเศรษฐกิจนิยม
กล่าวคือ เห็นว่าเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดโครงสร้างส่วนบน ว่าเมื่อสังคมมีเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ปัจจัยทางการเมืองและสังคม-วัฒนธรรมก็จะเปลี่ยนตาม
แต่ปัญหาก็คือเศรษฐกิจมิได้มีบทบาทกำหนดได้ทั้งหมด และโครงสร้างส่วนบนก็ไม่ได้เปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ
กรัมชี่ได้พบว่า ผู้นำพรรคสังคมนิยมและกรรมกรอิตาลีในขณะนั้น มิได้มีทัศนะที่จะต่อต้านเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างแข็งขัน แทนที่พรรคสังคมนิยมจะดูแลประเด็นข้อเรียกร้องด้านเศรษฐกิจของกรรมกรในสภา กลับปล่อยให้สหภาพแรงงาน (Trade Unions) เป็นผู้รับผิดชอบ
ตรงกันข้ามกับการปฏิวัติสังคมนิยมที่รัสเซียในปี 1917 ที่พรรคบอลเชวิคนำกรรมกรรัสเซียเข้ายึดอำนาจรัฐและบริหารประเทศอย่างกล้าหาญโดยเฉพาะในระยะแรกๆ
จากแนวคิดของ Croce และ Gentile แห่งสำนักอุดมคตินิยม (Idealism) ที่กรัมชี่เคยได้เรียนรู้ที่ว่า ประวัติศาสตร์เป็นผลผลิตของจิตวิญญาณ (Spirit) เจตนารมณ์ของมนุษย์ (Human will) แสดงออกมาในรูปกิจกรรมต่างๆ (Human activities) และยังมีผลผลิตที่โดดเด่นโดยเฉพาะของปัจเจกที่สามารถสร้างสรรค์ (Innovative individuals)
แม้ภายหลังทั้งโครเช่และเจนติเล่จะปฏิเสธลัทธิมาร์กซ์ แต่กรัมชี่ยอมรับลัทธิมาร์กซ์เพราะลัทธิมาร์กซ์มิได้ปฏิเสธ 2 ด้านที่มีบทบาทในสังคมมนุษย์ นั่นคือวัตถุกับจิต
เท่ากับว่า แนวคิดวัตถุนิยมมิได้ปฏิเสธการดำรงอยู่ของจิต แต่วัตถุกับจิตต่างก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกัน อาศัยพึ่งพิงกัน และมีบทบาทต่อกันและกัน (Interrelated, interdependent, & interactive) ร่วมกันและสร้างสรรค์สิ่งที่ปรากฏรอบตัวจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ในอนาคต
เท่ากับว่า แนวคิดวัตถุนิยมไม่ยอมรับแนวคิดปัจจัยเศรษฐกิจกำหนดแต่ฝ่ายเดียว ทั้งไม่เคยปฏิเสธบทบาทของจิตและการสร้างสรรค์ของจิต (Human ideas and creativity)
เลนินได้ยืนยันความจำเป็นที่จะต้องมีเจตนารมณ์ของคนเราในการทำการปฏิวัติสังคม (necessity of human will in making revolution. จึงเท่ากับว่า มนุษย์ไม่ใช่หุ่นที่ทำหน้าที่เพียงถูกประวัติศาสตร์กำหนดแต่ฝ่ายเดียว
ประเด็นที่สาม เมื่อคำว่าลัทธิเศรษฐกิจกำหนดเป็นความเข้าใจที่ผิด ก็เท่ากับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างหรือฐานเศรษฐกิจกับโครงสร้างส่วนบน ก็มีความสัมพันธ์กันแบบเดียวกับคู่ความขัดแย้งอื่นๆ คือไม่มีฝ่ายใดกำหนดฝ่ายใดข้างเดียว ชั่วครั้งคราวหรืออย่างถาวร
ย้ำอีกครั้ง การปฏิวัติสังคมนิยมด้วยการนำของพรรคและกรรมกรของรัสเซียในปี 1917 และของจีนด้วยยุทธศาสตร์ชนบทล้อมเมืองในปี 1949 ก็ย้ำเตือนให้เราเห็นความสัมพันธ์ของฐานเศรษฐกิจและโครงสร้างส่วนบนที่เป็นแบบพลวัต มิใช่ฝ่ายหนึ่งถูกกระทำ และให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กำหนดตลอดเวลา
แต่วิธีคิดแบบลัทธิเศรษฐกิจกำหนดหรือความคิดด้านเดียวได้ส่งผลทำให้โครงสร้างส่วนบนถูกลดความสำคัญลงกลายเป็นเพียง “ปรากฏการณ์” (appearance)
นั่นย่อมหมายความว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะต้องพิจารณาทั้งโครงสร้างส่วนล่างและส่วนบนไปด้วยพร้อมๆ กันดังที่กรัมชี่ได้ชี้ให้เห็น เพราะการเปลี่ยนแปลงของประเทศต่างๆ ในระยะหลังจากนั้น สิ่งที่มาร์กซ์-เองเกลส์ได้เขียนไว้ในแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า โครงสร้างส่วนบนของรัฐต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านรัฐบาล กฎหมาย การศึกษา หรือศาสนา ฯลฯ ก็ล้วนถูกเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับความต้องการของชนชั้นปกครองในแต่ละรัฐไม่มากก็น้อย
ซึ่งตอกย้ำอีกครั้งถึงความสำคัญของโครงสร้างทั้ง 2 ระดับของสังคม (คือทั้งส่วนบนและรากฐาน) และแน่นอน ย่อมแยกไม่ออกจากบทบาทของมนุษย์ รวมทั้งความคิดและจิตใจของมนุษย์ในสังคมต่างๆ ได้เลย
ในส่วนที่กล่าวมา ลัทธิวัตถุนิยมจึงมิใช่แนวคิดแบบหยาบๆ (Crude materialism) ที่สรุปง่ายๆว่า เมื่อสังคมเป็นทุนนิยมแล้วก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบสังคมนิยมโดยอัตโนมัติ
ข้อสรุปดังกล่าวเกิดจากความเชื่อแบบหลับหูหลับตา (blind belief) มีความคิดแบบปฏิฐานนิยม (ซึ่งหมายถึงความคิดที่ว่าสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือการสังเกตและทดลอง หรือแบบวิทยาศาสตร์นิยม (Scientism) หมายถึง สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นจากสาเหตุที่แน่นอนและพิสูจน์ได้
ทั้งหมดนี้ก็เห็นชัดเจนแล้วว่า ประเทศที่มีระบบทุนนิยมเป็นกลุ่มแรกคือที่ยุโรปตะวันตก ก็หาได้มีการปฏิวัติสังคมนิยมไม่ แต่กลับไปเกิดขึ้นที่รัสเซีย ที่ระบบทุนนิยมเกิดขึ้นภายหลัง ติดตามด้วยจีน เกาหลีเหนือ และอินโดจีน ที่ล้วนเป็นการพัฒนาระบบทุนนิยมที่ล่าช้าในอีกหลายทศวรรษต่อจากนั้น
เมื่อทั้งวัตถุและจิตต่างก็มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมในแต่ละระยะ เราจะพบว่า เมื่อสังคมทุนนิยมไประดับหนึ่ง ก็อาจจะเกิดการปฏิวัติในบางประเทศเปลี่ยนไปสู่ระบบสังคมนิยม แต่แล้วในระยะหลัง บางประเทศก็กลับหันหลังไปรับเอาเศรษฐกิจทุนนิยม เราจึงเห็นได้ว่า ที่มีการกล่าวว่า นี่เป็นกฎของการพัฒนาสังคมที่ชัดเจนและแน่นอน (Laws of Social Development) ก็ไม่ใช่อีกแล้ว แต่ควรจะเป็นกฎของแนวโน้ม (Laws of Tendencies)
หมายความว่า สังคมนั้นมีความโน้มเอียงที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะจนถึงบัดนี้ เราก็ยังไม่พบว่าจะมีประเทศไหนที่มีแนวโน้มดังกล่าว
ก็เท่ากับว่า “ความคิดแบบปฏิฐานนิยม, วิทยาศาสตร์นิยม, และกฎเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบตายตัวก็ยังคงไม่อาจนำมาใช้ได้ในการวิเคราะห์สังคม”
2.ว่าด้วยทฤษฎีประสานการปฏิบัติ (Theory of Praxis)
ก็เพราะว่ากรัมชี่ต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มงวดของเจ้าหน้าที่คุก เขาจึงประดิษฐ์คำใหม่ขึ้นมาว่า “ปรัชญาว่าด้วย Praxis” เพื่อแทนคำเดิมก็คือ “ทฤษฎีว่าด้วยเอกภาพของความคิดและการกระทำ” (Theory of the unity of thought and action) นั่นเอง
สำหรับกรัมชี่ ปรัชญากับประวัติศาสตร์ต้องไปด้วยกัน และประวัติศาสตร์ก็ต้องมีการลงมือทำทางการเมือง นั่นคือ การลงมือทำที่เกิดขึ้นก็จะเป็นประวัติศาสตร์ในขั้นต่อไป และประวัติศาสตร์ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันก็คือการเมืองนั่นเอง และท่าทีต่อการเมืองก็คือปรัชญานั่นเอง
จากนั้น ในที่สุดนักปรัชญาก็คือนักการเมือง และการเผยแพร่ปรัชญาในหมู่มวลชน ก็คืองานการเมืองนั่นเอง
ครั้งเป็นวัยรุ่น กรัมชี่เติบโตด้วยความคิดทางการเมืองกับโครเช่ ซึ่งเห็นว่าทั้งประวัติศาสตร์และปรัชญาต้องทำความเข้าใจแบบคาดคะเน (speculative) ทั้งนี้ก็เพราะโครเช่ ไม่เคยนำเอาปัจจัยทางการเมืองเข้ามาพิจารณาด้วย ก็เพราะโครเช่เป็นนักอุดมคติ (Idealist) เขาจึงไม่เคยเข้าหามวลชน และไม่เคยคิดที่จะทำให้มวลชนเดินตาม
ตรงกันข้ามกับกรัมชี่ซึ่งเห็นลัทธิมาร์กซ์เป็นทั้งแนวคิดและวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับมวลชนและมีรากฐานอยู่ในความเป็นจริงทางสังคม
ในทัศนะของกรัมชี่ ลัทธิมาร์กซ์มีสำคัญอย่างน้อย 2 ข้อคือ
1. การแสดงออกของจิตสำนึกทางชนชั้นของชนชั้นกรรมาชีพ
และ 2. เป็นมิติหนึ่งหรือองค์ประกอบหนึ่งของการต่อสู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ เมื่อลัทธิมาร์กซ์ มี 2 ลักษณะสำคัญ 2 ข้อนี้ กรัมชี่จึงไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะแบ่งมิติต่างๆ ว่า นี่เป็นการเมือง (Political) นั่นเป็นปรัชญา (Philosophical) และโน่นเป็นสังคมวิทยา (Sociological)
ปรัชญาจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประวัติศาสตร์หรือกระบวนการทางสังคม กระทั่งอาจจะเป็นความตระหนักต่อกระบวนการทั้งหมด สรุปก็คือ แยกออกเป็นส่วนๆ ไม่ได้เลย ขึ้นอยู่กับว่า มวลชนมีท่าทีอย่างไรต่อสังคม “ต้องการแสดงออกเพื่อเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์อะไรขึ้นมา หรือรู้สึกเฉยๆ จะไม่ทำอะไร (passivity) และนี่ก็คือมวลชนคิดอะไรต่อปรากฏการณ์ทางสังคม ก็คือปรากฏการณ์ทางสังคมในตัวของมันเอง
และนั่นก็คือทฤษฎีว่าเอกภาพระหว่างความรู้ประสานกับการปฏิบัติ กล่าวให้ลึกลงไปนั่นก็คือ การกระทำของตัวชนชั้นกรรมาชีพด้วยตัวเขาเองว่า เขามองสังคมอย่างไรและลงมือทำอะไร (an act of self-knowledgement) มันไม่ใช่เพียงการพูดถึงสังคม แต่เป็นการลงมือทำ (not a mere description of reality, but a practical act)
ทั้งหมดจึงทำให้กรัมชี่เห็นว่า “ลัทธิมาร์กซ์มิได้จำกัดเฉพาะเงื่อนไขทางวัตถุ แต่ยังรวมเอาเนื้อหา (Content) ของสิ่งต่างๆ ที่ดำรงอยู่อีกด้วย นี่คือ การพัฒนาแบบองค์รวมของศักยภาพของมนุษย์ในทุกๆ ด้าน (Total Thinking of All Human Potentialities) ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ผ่านมา และศักยภาพที่จะพัฒนาต่อๆ ไปในการทำให้สังคมในอนาคตดีขึ้นต่อๆ ไป และนี่ก็คือความคิดกับการกระทำจะต้องไม่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่จะต้องพัฒนาแบบองค์รวม
“เมื่อมนุษย์มีความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ มนุษย์มองเห็นปัจจุบัน เขามีแนวคิดอย่างไรที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมต่างๆ และสังคมรอบตัวต่างหาก”
