bg-single

สาระสำคัญของลัทธิกรัมชี่ (Gramscianism) (1)

31.01.2026

โดย ธเนศวร์  เจริญเมือง

“กรัมชี่นับเป็นหนึ่งในนักคิดของศตวรรษที่ 20 ที่มีแนวคิดเกี่ยวพันกับยุคสมัยมากที่สุดและมีอิทธิพลต่อวงวิชาการหลายสาขามาก อยากให้ผู้อ่านมาค้นหาแรงจูงใจจากงานเขียนของกรัมชี่ต่อประเด็นต่างๆแห่งยุค รวมทั้งต่อประสบการณ์ “วิกฤต” ในยุคปัจจุบัน”

Cosimo Zene, SOAS, ed. Political Philosophies of A. Gramsci and B.R. Ambedkar (2013)



หากเราจะถามว่า ก็ถ้าหากไม่ใช่กรัมชี่ที่ศึกษางานของมาร์กซ์-เองเกลส์อย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วยังได้พัฒนาความคิดของพวกเขาออกไปอีกหลายประเด็นแล้ว

เราจะมีคนอื่นอีกไหมที่ไม่ใช่กรัมชี่?

อัลตูแซร์พูดได้ถูกต้อง งานของกรัมชี่ที่ได้พัฒนาลัทธิมาร์กซ์ออกไปนั้นมีหลายแนวคิด และล้วนได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคนรุ่นต่อๆ มา

แต่ก่อนอื่น มีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับลัทธิมาร์กซ์และลัทธิกรัมชี่ ที่เราควรทำความเข้าใจอย่างน้อย 4 ข้อ

นั่นคือ


หนึ่ง แน่นอน กรัมชี่เป็นนักลัทธิมาร์กซ์ตลอดเส้นทางชีวิตของเขา

เขาร่วมก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีในปี 1923

และขณะที่เขาถูกจับกุมในปี 1926 โดยรัฐบาลฟาสซิสต์ กรัมชี่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค และยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ที่ไม่มีกฎหมายของประเทศใดยอมให้มีการจับกุมคุมขังผู้แทนของประชาชนได้

ในช่วงบั้นปลายของชีวิต เมื่อมาร์กซ์ได้ยินว่ามีคนพูดคำว่า “นักลัทธิมาร์กซ์” มาร์กซ์ตอบว่า เขาไม่ใช่ และเห็นว่าไม่ควรมีคำนี้ด้วย

แต่หลายๆ คนก็เห็นว่า ควรมีคำนี้อยู่จริงๆ เพราะแนวคิดสำคัญต่างๆ ของมาร์กซ์มีกรอบความคิดสำคัญๆ ที่ชัดเจน

ได้แก่ หลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ หลักวิภาษวิธี โครงสร้างส่วนบนและฐานเศรษฐกิจ ลักษณะสำคัญของระบบทุนนิยม ว่าด้วยการกดขี่ขูดรีด ว่าด้วยทุน ฯลฯ

และสุดท้าย จิตใจที่มุ่งมั่นต่อการต่อสู้เพื่อทำลายสังคมชนชั้น ไปสู่การปลดปล่อยมนุษยชาติ ไปสู่การสร้างสังคมใหม่ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีการกดขี่ขูดรีดและการเอารัดเอาเปรียบ

เป็นสังคมแห่งสันติภาพ ความเจริญก้าวหน้า และความสุขของทุกๆ ชีวิตและสังคมบนโลก

คนจำนวนหนึ่งติดตามอ่านงานของมาร์กซ์-เองเกลส์ด้วยรักและศรัทธาและเห็นว่านั่นเป็นกรอบความคิดที่สำคัญยิ่ง และกรัมชี่ก็เห็นด้วยและไม่เคยหันเหออกจากแนวทางนี้


สอง มาร์กซ์ปฏิเสธคำว่า ลัทธิมาร์กซ์ ก็คงเป็นเพราะคำว่า ลัทธิ (Cult) มีแนวโน้มในสังคมหลายๆ ยุคที่มีคนหลายกลุ่มยอมรับคำนั้นแบบเทิดทูนบูชาแนวคิดและกระทั่งตัวบุคคล จนไม่กล้าคิดอะไรใหม่ๆ ไม่กล้าสงสัยหรือโต้แย้ง ตลอดจนไม่พอใจและต่อต้านผู้คนที่วิพากษ์วิจารณ์ มาร์กซ์จึงไม่ชอบคำดังกล่าว

อีกด้านหนึ่งที่สำคัญ ก็เพราะคำนั้นเกี่ยวพันกับตัวเขาเอง อาจกลายเป็นการเทิดทูนบูชาตัวบุคคล แน่นอน มีหลายคนชื่นชมยินดีที่มีคนมายกย่องสรรเสริญตัวเอง แต่นักสู้เพื่อคนส่วนใหญ่ไม่ควรยินดีกับเรื่องแบบนี้

แต่เราก็พบว่า มาร์กซ์ทำงานด้านความคิดอย่างหนักก็เพื่อเผยแพร่เอกสารต่างๆ และความคิดที่เขาเสนอออกไปให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้คนได้อ่าน คิด เห็นด้วย และเผยแพร่ กระทั่งนำกลับมาซักถาม-โต้แย้งประเด็นต่างๆ ได้ อีกทั้งออกมาสนับสนุนและร่วมการรณรงค์ต่อสู้ให้มากขึ้นๆ

จุดมุ่งหมายหลักของนักต่อสู้ทุกคนก็ย่อมเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ใช่การสรรเสริญเยินยอให้เป็นลัทธิและการบูชาตัวบุคคลที่แตะต้องไม่ได้

อีกข้อคิดหนึ่งก็คือ มาร์กซ์ทำงานด้านการแสวงหาแนวคิดและแนวทางในการเปลี่ยนสังคมตลอดมา

เขาอาจเห็นคำว่า ลัทธิมาร์กซ์ ที่มีหลายคนใช้เรียกขานนั้น ผูกมัดกับวิธีคิดของคนหลายๆ คน จึงขอเอาเนื้อหาแนวคิดแต่ละอันมาเสนอหรือถกเถียงกันดีกว่าว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร มีข้อเสนอใหม่อะไร และเขาก็พร้อมที่จะปฏิเสธความคิดหรือเหตุผลในอดีตเมื่อเห็นว่าหลายอย่างเปลี่ยนไปจนไม่อาจยอมรับความคิดที่เคยมี

ทั้งนี้ ก็เพราะโดยรากฐานแนวคิดวัตถุนิยมก็คือการพิจารณาสภาพต่างๆ ของวัตถุและจิตของโลกอย่างเป็นจริง และโลกนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นลำดับ ไม่เคยหยุดนิ่งก็เพราะสิ่งต่างๆ ที่ดำรงอยู่และมีการเปลี่ยนแปลงเสมอๆ นั่นเอง

อนุสาวรีย์คาร์ล มาร์กซ์ ตั้งอยู่ที่ชายขอบของเมืองทริเอร์ มิตรสหายจากจีนสร้างให้


สาม กรัมชี่เกิดและเติบโตต่อจากยุคสมัยที่มาร์กซ์-เองเกลส์มีบทบาทอย่างโดดเด่น

มาร์กซ์เสียชีวิตในปี 1883, เองเกลส์ ปี 1895 ส่วนกรัมชี่ถือกำเนิดในปี 1891

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเกิดและเติบโตบนเกาะที่ด้อยพัฒนาและห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ของอิตาลี

แต่ในทศวรรษ 1900 ขณะที่กรัมชี่เป็นเยาวชน ความคิดเรื่องทุนนิยมและสังคมนิยมได้ลุกลามไปแล้วทั่วยุโรป

กรัมชี่เองก็ได้รับรู้ความคิดเหล่านั้น เพียงแต่มีจุดที่เพิ่มเติมคือ ความแตกต่างระหว่างภูมิภาคต่างๆ ในอิตาลี โดยเฉพาะเกาะต่างๆ ของอิตาลีที่ล้าหลัง จนเกิดแนวคิด “ภูมิภาคนิยม” (Regionalism) และ “ลัทธิแยกประเทศ” (Separatism) ที่กรัมชี่ได้เรียนรู้ตั้งแต่เยาว์วัย แต่มาร์กซ์-เองเกลส์ไม่เคยประสบ

อนึ่ง หลังจากที่กรัมชี่ได้ขึ้นไปศึกษาต่อในภาคเหนือและทำงานต่อจากนั้นในภาคเหนือและภาคกลางของประเทศ เขาก็หันไปเน้นประเด็นระดับชาติตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

แน่นอน บริบททางสังคมของกรัมชี่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (1891-1937) ก็แตกต่างจากบริบททางสังคมของมาร์กซ์ (1818-1883) และของเองเกลส์ (1820-1895) อยู่แล้ว

สิ่งที่มาร์กซ์และเองเกลส์ค้นพบตั้งแต่ทศวรรษ 1850-1860 เรื่อยมา เป็นการประกาศการค้นพบและพยากรณ์ว่าจะมีหลายเรื่องเกิดขึ้น

แต่เมื่อกรัมชี่ได้เรียนรู้จักลัทธิมาร์กซ์เมื่อเขาเป็นวัยรุ่น และต่อมาในปี 1917 ที่กรัมชี่อายุ 26 ปี ก็ได้เกิดการปฏิวัติสังคมนิยมครั้งแรกของโลกแล้ว นั่นคือที่รัสเซีย  ซึ่งได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวและแนวคิดใหม่ๆ เพิ่มขึ้นไม่น้อย

นอกจากนั้นกรัมชี่ยังได้เรียนรู้ความคิดของนักคิดอื่นๆ อีกไม่น้อย ได้แก่ เพลคานอฟ (1856-1918), เบิร์นสไตน์ (1850-1932) เคาท์สกี้ (1854-1938) เลนิน (1870-1924) ทร็อตสกี้ (1879-1940) และสตาลิน (1878-1953) ฯลฯ ขณะนั้น บุคคลเหล่านั้นมีทัศนะทางการเมืองอย่างไร และกรัมชี่ก็มีชีวิตอยู่และได้รับทราบ

นี่คือความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างมาร์กซ์-เองเกลส์ กับกรัมชี่

มาร์กซ์-เองเกลส์เป็นเสมือนครูของกรัมชี่ เช่นเดียวกับนักคิดนักสู้คนอื่นๆ ที่เอ่ยนามข้างต้น ซึ่งเป็นรุ่นถัดมาและมีทัศนะและบทบาทที่ต่างออกไปให้กรัมชี่ได้เรียนรู้และจำแนก

กล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือ กรัมชี่เติบโตขึ้นจากความคิดทางการเมืองท้องถิ่นนิยมที่เบ่งบานบนเกาะหนึ่งของอิตาลี

และต่อจากนั้นก็ได้เรียนรู้จากนักคิดสำนักอุดมคตินิยม (Idealism) ในเมืองใหญ่เช่น บี. โครเช่ (B. Croce, 1866-1952) และเจนติเล่ (G. Gentile, 1875-1944)

ความคิดเหล่านั้นมีผลต่อเขา บวกกับประสบการณ์ทางการเมืองโดยตรงของเขานับจากปีสุดท้ายในชั้นมัธยมจนถึงปีที่เขาถูกจับกุม (1910-1926)

ส่งผลให้กรัมชี่ได้เรียนรู้และไตร่ตรองในห้วงเวลาที่เขาถูกคุมขังเป็นเวลา 10 ปีเศษ (1926-1937) จนเกิดงานชิ้นสำคัญคือ “บันทึกจากคุก” (Prison Notebooks) ความยาว 33 เล่ม จำนวน 3,369 หน้า (ฉบับปีพิมพ์ ค.ศ.1975)


และสี่ นั่นคือ ลัทธิกรัมชี่อันเป็นผลพวงของการพัฒนาความคิดของเขา จากฐานความคิดตั้งแต่วัยเยาวชนและประสบการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด นอกจากจะไม่ได้แยกห่างออกไปจากลัทธิมาร์กซ์ เขายังได้พัฒนาเพิ่มเติม   ดังที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

สาระสำคัญของลัทธิกรัมชี่

1. แนวคิดวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ (Historical materialism)

1.1 เป็นแนวคิดที่มาร์กซ์ปรับปรุงจากแนวคิดของเฮเกลและฟอยเออร์บัค (Ludwig Feuerbach, 1804-1872) ขณะที่เฮเกลเน้นบทบาทของจิต แต่ฟอยเออร์บัคแย้งว่า มนุษย์ต่างหากที่มีบทบาท แต่มาร์กซ์ยึดกุมแนววิภาษวิธีที่เฮเกลกล่าวไว้ เขาจึงเสนอแนวคิดวัตถุนิยมที่พูดถึงบทบาทสำคัญที่เป็นคู่ความขัดแย้ง นั่นคือวัตถุกับจิต มนุษย์และวัตถุต่างๆ ในโลกเคลื่อนตัวไปและเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สิ้นสุด

1.2 จากแนวคิดข้อแรก การพัฒนาของสังคมมนุษย์จึงเริ่มจากสังคมบุพกาลที่ยังไม่มีชนชั้น เมื่อเกิดความขัดแย้งก็พัฒนาไปสู่สังคมแบบอื่นๆ ตามลำดับขั้น ได้แก่ สังคมทาส สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม และจะพัฒนาไปเป็นสังคมนิยม และสังคมคอมมิวนิสต์ในขั้นสุดท้าย

1.3 เมื่อสังคมมนุษย์เริ่มมีชนชั้น และแต่ละยุคแบ่งเป็น 2 ส่วน คือฐานหรือโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economic base/structure) ประกอบด้วย พลังการผลิต (Productive forces) และความสัมพันธ์ทางการผลิต (Production Relations) อีกส่วนคือ โครงสร้างส่วนบน (Superstructure) ได้แก่ การเมือง กฎหมาย วัฒนธรรม การศึกษา ศิลปะ และศาสนา และในอดีต ฐานเศรษฐกิจกำหนดรูปแบบของโครงสร้างส่วนบนให้สอดรับ

1.4 แต่ละสังคมดังกล่าวจึงเกิด 2 ชนชั้น คือชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบ ชนชั้นล่างที่เป็นคนทำงานซึ่งตกอยู่ใต้อำนาจการปกครอง ขาดสิทธิและเสรีภาพใดๆ ชนชั้นล่างก็คือ ทาส ไพร่ กรรมกร และคนยากคนจนทุกประเภท “ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ผ่านมาเป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” (มาร์กซ์-เองเกลส์, แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์, 1848)

ในสังคมทุนนิยม ชนชั้นกรรมกรต้องการการทำงานที่ดี สภาพการทำงานและเครื่องมือมีการพัฒนายิ่งขึ้นเพื่อให้พลังการผลิตดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ชนชั้นนายทุนควบคุมปัจจัยการผลิตและต้องการผลกำไรจำนวนมาก จึงควบคุมสภาพการทำงานและพลังการผลิตไว้ นั่นคือ การจัดความสัมพันธ์แบบเอารัดเอาเปรียบ (เช่น อัตราค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม, เครื่องมือการผลิตที่ขาดการปรับปรุงเพื่อลดต้นทุนการผลิต, การไม่ปรับปรุงสภาพการทำงานภายในโรงงาน ฯลฯ) จนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในสังคมเป็นระยะๆ ฯลฯ

ในแง่นี้ เราจึงได้พบว่า กรัมชี่ในสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากยุคของมาร์กซ์-เองเกลส์ ประเด็นการอภิปรายของเขาจึงขยายออกไปอีกหลายประเด็น

แต่ทั้งหมดนี้ก็ห้อมล้อมแนวคิดวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุกับจิต ไปเป็นลัทธิเศรษฐกิจนิยม (Economism), บทบาทของโครงสร้างส่วนบนในสังคม, การเกิดขึ้นของสังคมใหม่ในอนาคตมีลักษณะอัตโนมัติหรือต้องอาศัยเงื่อนไขหรือปัจจัยใดบ้าง ฯลฯ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย