บทความพิเศษ
ธงชัย วินิจจะกูล
ณ เวลานี้ ถึงแม้ว่าผู้คนคงพยายามหาคำอธิบายกันว่า ทำไมผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้
หลายคนคงจะเยาะเย้ยถากถางความอ่อนหัดของ “เด็ก”
แต่ผมขอสวนทางความคิดเหล่านั้นอีกครั้ง
ประมาณ 8-9 ปีที่ผ่านมา ผ่านการเลือกตั้ง 3 ครั้งหลัง เราคงเห็นแล้วว่าความหวังของประชาชนที่จะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ไม่มีใครยุบได้
ใครก็ตามที่ปรามาสว่า ความหวังเช่นนั้นเป็น “เด็ก” “ก้าวร้าว” “ด้อยประสบการณ์” ผลการเลือกตั้งทั้ง 3 ครั้งเป็นหลักฐานชี้ว่าพวกเขาผิด พรรคตระกูลส้มประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างที่ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้
ประชาชนมักถูกมองตลอดร้อยปีที่ผ่านมาว่าเป็นเด็ก ก้าวร้าว ไม่รู้ดีเท่าชนชั้นนำผู้มีอำนาจ ไม่พร้อมจะปกครองตนเองหรือที่เรียกว่า ประชาธิปไตย
จนป่านนี้ยังหน้ามืดตามัวว่าประชาชนและพรรคที่เป็นปากเสียงของพวกเขาเป็น “เด็ก” “ก้าวร้าว” “ด้อยประสบการณ์” ทั้งๆ ที่สภาและการเลือกตั้งในสิบปีที่ผ่านมาเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ชนชั้นนำผู้มีอำนาจทั้งหลายต่างหากที่ทำตัวเป็นเด็กด้อยวุฒิภาวะ ดื้อด้านอยู่ร่ำไป ยังหลงตัวว่ามีแต่คุณพ่อรู้ดีเท่านั้นที่สมควรครองอำนาจในสังคมไทย
ลองมาทบทวนดูกันว่าพรรคตระกูลส้มสร้างความเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน
แม้พรรคตระกูลส้มถูกจ้องทำลายขนาดหนักตลอด 8 ปี ถูกปฏิเสธอำนาจด้วยกลไกที่ฉ้อฉล แต่พวกเขากลับสามารถเพิ่มความเชื่อมั่นศรัทธาในประชาธิปไตยได้ในขณะที่เป็นฝ่ายค้าน ผลักดันให้ผู้คนเห็นความสำคัญของระบอบรัฐสภามากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้สภาเป็นสถานที่ซึ่งประเด็นสำคัญถูกนำมาเปิดเผย ถกเถียงกัน ปะทะขัดแย้งกันในทางสาธารณะ อย่างที่รัฐสภาควรจะเป็น
พวกเขากำกับตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างมีคุณภาพ มีเนื้อหาสาระ มีการเตรียมตัว ซึ่งไม่ใช่เพียงฝีมือฝีปากส่วนบุคคล แต่ต้องมีทีมข้างหลังที่ทำงานหนักมาก ศึกษาค้นคว้า เพื่อการนำเสนอที่ชัดเจน บ่อยครั้งฝ่ายอำนาจสามารถเอาชนะได้ด้วยจำนวนมือในสภา ในขณะที่ฝ่ายค้าน “เด็กๆ” เหล่านั้นกลับมีวุฒิภาวะ ชนะใจสาธารณชนได้
แปดปีที่ผ่านมา เกิดพรรคการเมืองของมนุษย์ประหลาด ที่สามารถสร้างมาตรฐานพรรคการเมืองอย่างใหม่ ที่จะเป็นมาตรฐานของอนาคต
ในขณะที่การเมืองแบบเดิมๆ ของผู้ใหญ่มากประสบการณ์ต้องปรับตัวตามอย่างหนักหากไม่อยากสูญพันธุ์ แต่น่าคิดว่าจะสามารถปรับตัวตามได้สักเท่าไรกัน
พรรคตระกูลส้มสามารถชนะได้โดยไม่มีการซื้อขายเสียง แต่ด้วยศรัทธาความเชื่อมั่น (ที่เรียกกันว่า “กระแส”) พรรคการเมืองแบบเก่าต้องปรับตัว เพราะการใช้กระสุนมีประสิทธิผลน้อยลงทุกที แม้ว่าจะใช้หนักกว่าเดิมก็ตาม
พรรคตระกูลส้มเน้นหนักเสนอนโยบายสาธารณะเพื่อเอาชนะใจประชาชนมากกว่าพรรคใดที่ผ่านมา ตั้งแต่ระดับหลักการนามธรรมจนถึงทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งเพื่อแก้ปัญหาและเพื่อพาประเทศก้าวไปข้างหน้าทั่วด้าน ยกระดับความเข้าใจ เพิ่มการมีส่วนร่วมและสร้างความหวังว่าทุกปัญหามีทางออกและแก้ได้หากมีเจตจำนงทางการเมือง
จึงเป็นแนวทางที่พรรคการเมืองอื่นๆ ต้องพยายามทำตาม แม้แต่การดีเบตเวทีต่างๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย จากการแสดงโวหาร มาเป็นการวิเคราะห์ปัญหา ข้อเสนอ และวิสัยทัศน์ที่แหลมคมและชัดเจน
ขบวนรถและวิธีหาเสียงไม่ได้เพียงบ่งบอกถึงความสามารถสร้างสรรค์ แต่มันสะท้อนคุณลักษณะและพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนเจ้าของคะแนนเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย มีประชาชนที่ต้องการเป็นฝ่ายให้ เพื่อขอมีส่วนเป็น “เจ้าของ” พรรคการเมืองที่เขาเชื่อมั่นศรัทธา
หาข้าวปลามาฝาก บริจาคให้เท่าที่ได้ ซ่อมป้ายให้โดยสมัครใจ ล้วนมาจากความห่วงใยจากเจ้าของพรรค…ประชาชน
ยิ่งพรรคอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากทรัพยากรของประชาชนเป็นสัดส่วนมากขึ้นเท่าไร ย่อมต้องผูกพันกับประชาชนผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของพรรคนั้นมากขึ้นทุกที ตรงข้ามกับความเป็นเจ้าของพรรคการเมืองแบบเก่า

เนื่องจากไม่ใช่อยู่ได้ด้วยบ้านใหญ่ ผู้สมัครหรือตัวแทนของพรรคในเขตต่างๆ จึงเป็นคนธรรมดาเปลี่ยนหน้าตาเข้าสู่การเมืองอย่างมีพลวัตสูงกว่าพรรคการเมืองแบบเก่า แถมไม่ใช่คนในวงศ์ตระกูลเดียวกันสักนิด
แม้แต่ผู้นำหมายเลขหนึ่งก็เปลี่ยนได้โดยพรรคไม่ล่ม เพราะเขาไม่ใช่เจ้าของพรรคอย่างเจ้าของพรรคอื่นๆ ผู้นำแต่ละคนสามารถสร้างความมั่นใจให้ประชาชนศรัทธาเชื่อถือได้อีกด้วย โดยไม่ต้องเป็นคนในวงศ์ตระกูลเดียวกัน นี่เป็นดัชนีสำคัญที่ชี้ความแตกต่างกับพรรคบ้านใหญ่ (ซึ่งที่ผ่านมามีเพียงประชาธิปัตย์เท่านั้นที่สามารถเป็นเช่นนี้ได้)
การไม่พึ่งพิงกับตัวบุคคลยังสะท้อนว่าพรรคมีระบบกลไกข้างหลัง เป็นฐานและเป็นปัจจัยสนับสนุนให้พรรคการเมืองสามารถทำงานได้อย่างเป็นองค์กร นี่เป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนาจะเห็นพรรคการเมืองที่พัฒนาเป็นสถาบัน
พรรคตระกูลส้มดำเนินงานอย่างโปร่งใสมากกว่าพรรคการเมืองเดิมๆ อย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังไม่ถูกใจอีกหลายคน ยังมีข้อกังขาต่อการตัดสินใจหลายเรื่องรวมทั้งการคัดเลือกผู้สมัครก็ตาม
น่าสังเกตว่า ข้อกังขาและคำวิจารณ์เหล่านั้นไม่เคยเกิดมาก่อนกับพรรคการเมืองอื่น มิใช่เพราะพรรคอื่นโปร่งใสกว่า แต่เพราะประชาชนไม่เคยฉุกคิดว่า ตนสามารถเรียกร้องความโปร่งใสจากพรรคเหล่านั้นได้ด้วยซ้ำไป
ทัศนะและวิสัยทัศน์ต่อสารพัดประเด็นเป็นความต่างที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง ที่ผ่านมาพรรคและรัฐมักเน้นการแก้ไขเป็นจุดๆ ผิวเผิน หรือเห็นว่าปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล
แต่พรรคตระกูลส้มส่องไปถึงระบบถึงโครงสร้างของประเด็นนั้นๆ แนวทางแก้จึงย่อมต่างกันไปด้วย
การปราบปรามทุจริตสีเทาก็ไม่ได้เน้นตัวบุคคลแต่อย่างใด มิได้ต้องการแสวงหาคนดีย์กำจัดคนเลว เพราะระบบที่ดีย่อมจำกัดและกำจัดคนเลว เปิดโอกาสให้คนที่สุจริตมีความสามารถฉายแววออกมาได้ ในขณะที่ระบบไม่ดีมีแต่จะทำลายสมรรถนะของผู้คน แถมเปิดโอกาสแก่คนที่มีเส้นสายอำนาจหรือเงินทองให้ขึ้นสู่อำนาจได้
ดังนั้น หลายปีที่ผ่านมาในขณะที่ผู้คนหดหู่กับปัญหาสารพัดเน่าเฟะทุกวงการ แถมรัฐราชการขัดขวางการเปลี่ยนแปลง พรรคตระกูลส้มกลับบากบั่นด้วยความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้
พวกเขาสร้างความหวัง ตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าให้ประชาชนมีความหวังและตระหนักในพลังของตนเอง กล้าปรารถนาถึงอนาคตที่เป็นไปได้
แม้พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลจะถูกยุบไปแล้ว แต่ความหวังถึงอนาคตใหม่ที่ก้าวไกลไม่เคยถูกยุบและยุบไม่ได้ ไม่ว่าจะโดยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลเจ้า ศาลพระภูมิ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
แต่ทุกอย่างมีด้านตรงข้าม ไม่มีความก้าวหน้าที่ไม่มีอุปสรรคหรือกระทั่งถอยหลัง ไม่มีผู้สร้างความหวังที่จะยืนยงถาวรไปตลอดกาล ผมเชื่อมั่นว่าพรรคส้มตระหนักข้อนี้ดี
เช่น ความพยายามเสนอตัวในแบบที่สามารถโอบอุ้มผู้คนได้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ในกรอบของจุดยืนอุดมการณ์ที่เป็นกระดูกสันหลังของพรรค ย่อมหนีไม่พ้นต้องลดความแหลมคมชัดเจนลงในบางประเด็น หรือต้องประดิษฐ์ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง หรือกระทั่งเลี่ยงไม่กล่าวถึงหากไม่ถูกทักถาม หรือถึงขนาด “grand compromise” ก็ได้
ยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้น ยิ่งเข้าใกล้อำนาจหรือมีอำนาจมากขึ้น อาจจะไม่อยากเสียโอกาสที่มีอำนาจ จึงต้องลดทอนความกล้า ลดความแหลมคม หรือต้องปรับตัวเข้าสู่ “ตรงกลาง” มากขึ้น หรือกระทั่งไปทางขวาในบางประเด็นหรือเป็นครั้งคราว
พรรคก้าวหน้าถดถอยเช่นนั้นมานักต่อนักแล้วหลังเข้าสู่อำนาจ ทั้งๆ ที่ยังเชื่อว่าตนยึดจุดยืนอุดมการณ์อย่างมั่นคง
นักอุดมคติและคนที่มุ่งมั่นในการเมืองก้าวหน้ากว่าต่อปัญหาหนึ่งๆ คงไม่ต้อนรับการปรับตัวเช่นนี้นัก เพราะคนเหล่านี้คือปากเสียงของผู้คนและแนวความคิดทางเลือก ในขณะที่คนทั่วไปในสังคมมักเห็นว่าพวกเขา “สุด” เกินไป
แรงดึงและดันกันระหว่างอุดมคติกับความยอมรับกว้างขวางจากสาธารณชนเป็นสิ่งปกติของพรรคการเมืองมวลชนที่ก้าวหน้า แต่การจัดการให้แรงดึงและดันกันดังกล่าวกลายเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพรรคและต่อสาธารณะเป็นเรื่องยาก และหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักอุดมคติที่ก้าวหน้ามักต้องการพรรคเพื่อช่วยผลักดันวาระของตน แต่คงต้องต่อสู้ทางความคิดกับพรรคการเมืองนั้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน
พรรคก็ควรจะรักษาช่องทางและให้บทบาทที่ทางแก่ปีกอุดมคติที่ก้าวหน้าสามารถถกเถียงโต้แย้งในพรรคได้จนเป็นวัฒนธรรมปกติ
ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังไม่ต้องการเปลี่ยน ประเทศไทยยังไม่เห็นหุบเหวที่อยู่ถัดไปตรงหน้า บ้านใหญ่และทุนอุปถัมภ์สารพัดระดับทั้งระดับสูงสุดและระดับท้องถิ่นยังครองอำนาจประกอบกันเป็นอำนาจรัฐ
ณ นาทีนี้ ผมเชื่อมั่นว่าพรรคตระกูลส้มจะยังมั่นคง เดินหน้าต่อไป ความสำเร็จที่ผ่านมาเป็นรากฐานที่เราต้องการของพรรคการเมืองสำหรับอนาคต
ความสำเร็จของพรรคตระกูลส้มมาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะการสร้างความหวัง อนาคตใหม่ที่ก้าวไกลยังเป็นไปได้ ไม่ว่าประสบแรงต้านอีกสักเท่าไรก็ตาม
