หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
โอกาสที่ดีมากๆ ของการทำงานอยู่ในป่าอย่างหนึ่งของผม คือช่วงเวลาซึ่งสัตว์ป่าอนุญาตให้ “สบตา”
โดยเฉพาะเวลาที่ได้ สบตา กับนักล่าหมายเลขหนึ่งอย่างเสือโคร่ง ผ่านวันเวลามาหลายปี ผมคิดอย่างเข้าข้างตัวเองว่า ระยะห่างระหว่างผมกับเสือคงจะแคบลง
ตั้งแต่ในระยะแรกๆ ที่มองเห็นพวกมันในระยะไกล ผ่านเลนส์เทเลโฟโตทางยาวโฟกัสสูง บางครั้งโชคดีได้พบปะเสือในระยะใกล้ๆ
สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือ ทุกครั้งที่เห็น เสือมักมีอาการคล้ายกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในระยะไหน ไกลหรือใกล้
ร่างกายดูตื่นตัว หันหน้าจ้องเขม็งและแววตาแข็งกร้าว
การได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยของผู้ช่วยนักวิจัยในโครงการศึกษานิเวศวิทยาของเสือโคร่ง สำหรับผม ไม่ต่างจากการเรียนในมหาวิทยาลัย ไม่แค่เพียงได้มีโอกาสใกล้ชิดเสือมากยิ่งขึ้น ระยะห่างอันแคบลง ระยะที่ใกล้พอ เมื่อได้สบสายตา ผมได้รู้ว่าระยะห่างระหว่างเราไม่ได้แคบลง เพราะแววตาที่เห็น ไม่ใช่แววตาแห่งความเป็นมิตร
แต่เป็นแววตาซึ่งแสดงความรู้สึกข้างใน ของพวกมันอย่างชัดเจน
ใช้เวลาอยู่ในป่า สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ ในป่าไม่เคยเงียบ เพราะในป่าเป็นที่อยู่ของชีวิต และเป็นชีวิตที่สื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา
มีเสียงร้องบอกอาณาเขต เสียงเตือนภัย เสียงบอกตำแหน่งแหล่งอาหาร เสียงบอกพร้อมรับการผสม
นอกจากเสียงแล้ว ยังมีร่องรอยอีกมากมาย รอยคุ้ยดิน รอยตะกุยบนต้นไม้ กลิ่นฉี่ที่ถูกสเปรย์ไว้ตามต้นไม้ พุ่มไม้ รวมทั้งบอกว่าที่ตรงนี้มีเจ้าของ
ทั่วทั้งป่าเต็มไปด้วยข้อความ เป็น “เสียง” ที่คนมองไม่เห็น
สัตว์ป่าไม่ได้สื่อสารกันเองเท่านั้น พวกมันสื่อสารกับเราอยู่เสมอ ช้างที่ยกหัวขึ้น หูเริ่มกาง ลำตัวแข็งเกร็ง คือคำเตือนว่า อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้
กวางที่หยุดนิ่ง จ้องมองตรงมา ก่อนจะกระทืบเท้าเบาๆ ก็กำลังบอกว่า ให้เข้าใกล้ได้แค่นี้
นกที่ลังเลอยู่หน้ารัง ทั้งที่มีอาหารเต็มปาก ไม่ใช่เพราะมันขี้อาย แต่เพราะมันยังไม่แน่ใจว่ามนุษย์ซึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้นจะเป็นอันตรายหรือไม่
พวกมันพูดอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่ค่อยฟัง
ช้างป่าในอุทยานแห่งชาติ ถูกผู้คนจำนวนมากล้อมเอาไว้ ทุกคนยกกล้อง ยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูป หลายคนบอกว่าช้างตัวนั้นดูสงบ น่ารัก ไม่ก้าวร้าว
ถ้ามองเข้าไปในดวงตา อาจเห็นอีกเรื่องหนึ่งไม่ใช่แววตาของความดุร้าย แต่มันคือแววตาของความสับสนหวาดระแวง
เป็นสายตาที่คอยเฝ้าดูว่า คนจะเข้ามาใกล้กว่านี้ไหม จะมีใครตะโกน จะมีใครวิ่ง จะมีรถอีกคันแล่นเข้ามา ลูกเล็กๆ จะปลอดภัยไหม
พ่อแม่นกบินกลับมาพร้อมอาหาร แต่ไม่ยอมเข้ารัง เพราะใกล้ๆ รัง เต็มไปด้วยคนพร้อมกล้องที่คอยถ่ายรูปมัน
บางคนนั่งเงียบอยู่ในซุ้มบังไพร ทุกคนคิดว่าตัวเองไม่ได้รบกวน แต่แววตาของนกกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ลูกนกรออาหารอยู่ในรังร้องเรียก ขณะที่พ่อแม่ไม่กล้าเข้าใกล้ ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องนั้น

ชีวิตในป่าพยายามสื่อสารกับเราอยู่เสมอ เพียงแต่เราคุ้นชินกับการฟังคำพูด จนลืมว่าในความเงียบนั้นมีการสื่อสารแบบอื่น
ทุกวันนี้มีภาพนก ภาพสัตว์ป่าสวยๆ มากมาย แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับภาพที่สวยกว่าความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในภาพ
ผมรู้สึกดีๆ เมื่อได้เข้าใกล้สัตว์ป่า โดยไม่เคยถามเลยว่า มันอยากให้ผมอยู่ใกล้หรือไม่
เวลา และบทเรียนในป่าสอนว่า การเห็นอย่างแท้จริง ไม่ได้เริ่มจากสายตา แต่เริ่มจากใจที่นิ่งพอจะรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้า และเมื่อใจเงียบลง จึงจะเริ่มมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้ยินสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน
ผมพบว่าแววตาของสัตว์ป่าไม่ได้แตกต่างจากแววตาของคนเลย มันบอกความรู้สึก บอกความกลัว ความห่วงใย ความระมัดระวัง ความรัก
และความหวังถึงการมีชีวิตที่ดี
ความแตกต่างระหว่างคน กับเหล่าสัตว์ป่าไม่ได้อยู่ที่พวกมันสื่อสารไม่ได้ แต่อยู่ที่คนไม่เคยเรียนรู้จะฟัง
ผมเชื่อว่าเมื่อเราอ่านแววตาของสัตว์ป่าออก เราจะเริ่มเข้าใจมากขึ้น เข้าใจถึงปัญหาที่พวกมันกำลังเผชิญ เข้าใจว่าสัตว์ป่าต้องการความเข้าใจมากแค่ไหน ว่าตามจริง เราไม่จำเป็นต้องฝึกฝน หรือเรียนรู้วิธีทำความเข้าใจความหมายในแววตาผู้อื่นหรอก มันเป็นทักษะที่อยู่ในตัวเรามาเนิ่นนานแล้ว เพราะก่อนที่โลกจะมีภาษา แววตาคือภาษาที่เก่าแก่ และก็ยังเป็นภาษาที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาที่สุด
เราคงไม่ต้องเข้าใจภาษาของสัตว์ป่าทุกถ้อยคำ แต่ถ้าเราไม่เข้าใจถึงความหวาดระแวง ความกลัว รวมถึงปัญหาที่สัตว์ป่าบอกผ่านแววตา เช่นนี้ เรียกได้ว่า ผู้ที่ขาดทักษะในการสื่อสาร ไม่ใช่สัตว์ป่าหรอก แต่คือเรานี่เอง
เรารู้ดีว่าดวงตานั้นคือช่องทางที่จะนำไปถึงหัวใจ ใจที่เปิดและนิ่งพอจะเห็นสิ่งที่เหล่าสัตว์ป่าพยายามส่งเสียงบอก พวกมันไม่เคยหยุดส่งเสียง
แต่คล้ายกับว่า มันเป็นเสียงที่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ยิน เพราะไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอ มันเป็นเสียงที่ออกมาจากดวงตา…
