สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
“เสี่ยวกงหยวน” ชุมชนโบราณของเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ไกด์ “โทนี่” นำคณะไปเดินเล่นในยามค่ำคืนวันเดียวกันกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จัดประชุมใหญ่ครบรอบ 105 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ที่กรุงปักกิ่งและเมืองต่างๆ ทั่วประเทศจีนร่วมเฉลิมฉลองพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีสมาชิกมากกว่า 105 ล้านคน
ชาวเมืองซัวเถาแห่มาเที่ยวเสี่ยงกงหยวนกันแน่นขนัดเนื่องจากมีกิจกรรมการแสดงเฉลิมฉลองเช่นเดียวกัน กิจกรรมพิเศษในคืนนั้นคือการละเล่นแสดงเอ็งกอศิลปะชาวจีนตอนใต้สืบทอดมายาวนานไม่น้อยกว่า 500 ปี
เนื้อหาการแสดง “เอ็งกอ” อ้างอิงจากวรรณกรรมประวัติศาสตร์ซ้องกั๋ง ที่มีวีรบุรุษ 108 คนแห่งเขาเหลียงซานรวมตัวเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรมและขจัดความฉ้อฉลของเหล่าขุนนาง
นักแสดงเอ็งกอแต่ละคนแต่งหน้าทาสีและแต่งกายหลากหลายรูปแบบ บางคนใส่ชุดเกราะ เหมือนนักรบจีนโบราณ บ้างก็ใส่เสื้อคลุม สวมหมวกทรงสูงโบกธงสะบัด ถ้านักแสดงคนไหนทาหน้าด้วยสีแดงหมายถึงความกล้าหาญซื่อสัตย์ ถ้าเป็นสีดำ เป็นตัวละครบุคลิกดุดัน เลือดร้อน หรือสีเขียวก็เป็นนักรบมีวิทยายุทธ์เก่งกล้า บางคนแต่งหน้าใส่หนวดเคราดำ
ระหว่างนักแสดงเอ็งกอเต้นรำและวาดลีลาการต่อสู้ในท่วงท่าจังหวะตามเสียงกลองและฆ้องดังกระหึ่มไปทั่วเสี่ยวกงหยวนสร้างบรรยากาศคึกคักตื่นตาตื่นใจ ผู้ใหญ่หอบลูกจูงหลานมาล้อมวงดูการแสดงจนแน่นเวที
เอ็งกอเสื่อมความนิยมไประยะหนึ่งแต่กลับมามีกระแสนิยมสูงมากขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ “โทนี่” บอกว่า รายได้นักแสดงเอ็งกอในซัวเถา เฉลี่ยตกวันละหลายร้อยหยวน เด็กวัยรุ่นบางคนที่ยังหางานทำไม่ได้ ก็หันมาเช่าชุดเอ็งกอแต่งตัวเป็นนักแสดงเดินสายโชว์ตามแหล่งการค้าและย่านท่องเที่ยว
บ้านเรา การแสดงเอ็งกอได้รับความนิยมมานานแล้วเช่นกัน อย่างคณะเอ็งกอที่จัดละเล่นในศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ หรือที่ศาลเจ้าปู่-ย่า จ.อุดรธานี และที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เป็นการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมโดยชาวจีนที่หนีความยากจนขึ้นเรือจากท่าซัวเถามาตั้งรกรากในไทย
อาคารบ้านเรือนในพื้นที่เสี่ยวกงหยวนสร้างมาราว 70 ปีก่อนด้วยปูนซีเมนต์ออกแบบตามสถาปัตยกรรมตะวันออกตะวันตกผสมผสานระหว่างศิลปะของจีนกับสถาปัตยกรรมยุคบาโรก นีโอคลาสสิค และอาร์ต เดคโค บางตึกสูงถึง 7 ชั้น กรอบหน้าต่างแกะสลักลายปูนสวยงาม
อาคารตึกแถวมีซุ้มทางเดินยื่นออกมามีหลังคาครอบหรือที่เรียกว่า อาร์เคด (arcade) ให้ชาวเมืองเดินจ่ายตลาดและค้าขายโดยไม่ต้องเผชิญกับแดดและฝน
พื้นที่ของเสี่ยวกงหยวนได้รับการออกแบบเหมือนพัดจีน จากจุดศูนย์กลางของเมืองแผ่กว้างเป็นชั้นๆ ไปจนถึงท่าเรือซัวเถา มีพื้นที่ทางเท้ากว้าง เดินสบาย สะท้อนให้เห็นแนวคิดการสร้างบ้านสร้างเมืองเพื่อให้น่าอยู่น่าอาศัย และบอกให้รู้ว่า ซัวเถาเป็นเมืองท่าเจริญรุ่งเรืองมานานแล้ว
การวางผังเมืองซัวเถาที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน มีจุดเริ่มมาจากแนวคิด “เมืองสวน” หลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2461และมหาวาตภัยในเดือนสิงหาคม 2465 พายุไต้ฝุ่นที่มีพลังลมวัfได้ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คลื่นสูง 12 เมตร และฝนตกหนักถล่มใส่เมืองท่าซัวเถาที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลจีนใต้และเป็นศูนย์กลางทางการค้าการเดินเรือของมณฑลกวางตุ้งมีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น
นึกภาพบ้านเรือนในยุคนั้นสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ เมื่อเจอกระแสลมจัด คลื่นที่ซัดกระหน่ำ และฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา โอกาสเสี่ยงตายสูงมาก ว่ากันว่าเหตุการณ์ทั้งสองครั้งมีชาวซัวเถาเสียชีวิตรวมแล้วราวๆ 6 หมื่น ถึง 1แสนคน

ผังเมืองซัวเถาปรับเปลี่ยนแบ่งโซนการใช้พื้นที่ เช่น พื้นที่พักอาศัย สวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจ เขตสถานศึกษา พื้นที่อุตสาหกรรม กำหนดสัดส่วนที่ดินเพื่อการพาณิชย์ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นเขตสันทนาการ ศูนย์การแสดงศิลปวัฒนธรรม
มองจากที่สูงเห็นผังเมืองซัวเถามีจุดศูนย์กลางที่อนุสรณ์ซุน ยัตเซ็น ตั้งในสวนเสี่ยวกงหยวน แผ่กระจายเหมือนรูปพัดจีน มีเครือข่ายถนนวงแหวนเชื่อมต่อกับท่าเรือ และอาคารที่มีซุ้มโค้ง เหมาะสำหรับการเดินเล่น ทำธุรกิจ และอยู่อาศัย ผสมผสานความสวยงามและการใช้งานได้จริงเข้ากับบรรยากาศเมืองท่าอันโดดเด่น อีกทั้งยังสอดคล้องกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
ลมทะเลพัดเข้าสู่ตัวเมืองและพื้นที่สวนสาธารณจงซาน ออกแบบให้มีต้นไม้ ลำธารสะพานหิน รวมถึงต้นไม้ใหญ่ริมทางช่วยลดความร้อนภายในเมืองซัวเถา ลดความอับชื้นและเห็นจุดศูนย์กลางที่เป็นระเบียบ
การวางผังเมืองอันสวยงามเช่นนี้ทำให้ซัวเถากลายเป็นจุดดึงดูดให้นักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาทำธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม สร้างความรุ่งเรืองให้กับซัวเถาอย่างมาก มีสถิติการค้าการส่งออกและนำเข้าของเมืองซัวเถาในปี 2471 อยู่อันดับ 5 ของเมืองท่าทั้งหมดในจีน
จึงไม่น่าแปลกที่ผังเมืองสวนซัวเถาได้รับยกย่องจากรัฐบาลจีนและใช้เป็นแบบพิมพ์เขียวในการก่อสร้างเมืองต่างๆ อีกด้วย
ชาวจีนที่หนีจนข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำมาหากินในแผ่นดินไทย และโพ้นทะเล เมื่อร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีก็หันกลับมาช่วยพัฒนาเมืองซัวเถา ร่วมบริจาคทุนบูรณะ ก่อสร้าง อาคารและสถานที่สำคัญๆ ในเสี่ยวกงหยวน เช่น ศาลาอนุสรณ์จงซานเพื่อรำลึกถึง “ซุน ยัตเซน” ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐจีนและหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน สร้างขึ้นในช่วงปี 2473 นอกจากนี้ ยังมีทางรถไฟเฉาซาน เป็นทางรถไฟเอกชนสายแรกของจีนที่สร้างโดยทุนของชาวจีนโพ้นทะเล
เมื่อ 6 ปีก่อน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางมาเยือนเสี่ยวกงหยวนเพื่อตรวจเยี่ยมโครงการบูรณะซ่อมแซมและฟื้นฟูกิจกรรมทางประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน ระหว่างนั้นประธานาธิบดีสีบอกกับผู้บริหารเมืองซัวเถาว่า เศรษฐกิจและสังคมจีนพัฒนาไปรวดเร็วมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งต้องส่งเสริมอนุรักษ์ถนนและชุมชนโบราณ สร้างสรรค์โครงสร้างพื้นฐานของการอนุรักษ์เขตโบราณให้ดี และทำให้เมืองโบราณมีชีวิตชีวาในยุคสมัยใหม่
แนวคิดของ “สี จิ้นผิง” นั้น ได้รับการตอบสนองจากผู้บริหารเมืองซัวเถาอย่างชัดเจน ดูได้จากการลงทุนบูรณะอาคารบ้านเรือนให้เหมือนอดีตผู้คนทุกวัยต่างชื่นชอบกับฉากทัศน์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเมื่อเดินมาถึงเสี่ยวกงหยวน เพราะอาคารร้านเรือนต่างร่วมใจกันตกแต่งประดับไฟหลากสีสัน

อาคารในเสี่ยวกงหยวนสร้างเรียงรายเหมือนตึกแถวบ้านเรา แต่ละหลังทาสีใหม่ออกแบบตกแต่งให้เป็นร้านค้าขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านขายของเล่น ที่มีสีสันเหมือนห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่
ทางเดินของชุมชนโบราณแห่งนี้กว้างมาก เดินสบาย ถนนทุกสายพุ่งตรงมายังศาลาอนุสรณ์จงซาน จุดศูนย์กลางการแสดงและการละเล่น จากละครเอ็งกอไปจนถึงการคณะนักร้องประสานเสียง การแสดงกายกรรม การแสดงดนตรีของเยาวชน
ถนนของชุมชนสะอาดมาก แต่กระนั้นยังมีพนักงานรักษาความสะอาดคอยตรวจตราขยะที่อาจปลิวลอยลม รถเก็บขยะเป็นรถพลังงานไฟฟ้าไร้ควันพิษไร้เสียง บางมุมของถนน มีแผนที่ที่มีคิวอาร์โค้ดช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว
ห้องน้ำชายหญิง ติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัย อ่างล้างมือทำด้วยสแตนเลส ก๊อกน้ำระบบเซ็นเซอร์ มีพนักงานดูแลตลอดเวลา ถังขยะตั้งข้างถนนออกแบบเรียบๆ เข้ากับสภาพแวดล้อมไม่เกะกะสายตาและดูเป็นระเบียบเรียบร้อย บางจุดตั้งตู้บริการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ ตู้ได้ออกแบบให้สอดคล้องกับศิลปะจีนเช่นกัน แสดงถึงความเอาใจใส่ในเรื่องของภูมิทัศน์
“เสี่ยวกงหยวน” ได้รับการดูแลอนุรักษ์ให้เป็นเมืองโบราณที่สะท้อนอดีต ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ขณะเดียวกันยังได้รับการจัดวางให้อยู่กับปัจจุบันที่จีนเข้าสู่ก้าวล้ำทันสมัยในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีได้อย่างลงตัว

“โทนี่” รอคณะที่นัดพบหน้าทางเข้าเสี่ยวกงหยวนจนมากันครบถ้วนแล้ว พาข้ามทางม้าลายเพื่อขนรถอีกฝั่ง ระหว่างนั้นไกด์เตือนให้ทุกคนระวังรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า
รถเหล่านี้เสียงเงียบและบางคันซิ่งเร็ว ถ้าไม่ระวังระหว่างข้ามถนนมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้
เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เคยไปกรุงปักกิ่ง เห็นชาวจีนพากันปั่นจักรยานไปทำงาน ไปโรงเรียนกันเป็นส่วนใหญ่ ทุกครั้งที่ถึงทางแยก เห็นฝูงจักรยานอออยู่ตรงข้างหน้า จำนวนรถจักรยานมากกว่ารถยนต์หลายเท่าตัว มีรถยนต์ไม่กี่ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น โฟล์กสวาเกน
ถ้าพลิกดูสถิติยุค 1980 มีจักรยานในจีนราว 500 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนจักรยาน 188 คัน ต่อ 100 ครัวเรือน จีนวันนั้นได้รับฉายาว่า อาณาจักรแห่งจักรยาน (Kingdom of Bicycles)
มาถึงจีนยุคใหม่ ยุคที่จีนพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ จนสามารถพลิกชีวิตชาวจีนจากที่เคยอยู่อย่างยากจนข้นแค้น เปลี่ยนเป็นจีนมั่งคั่ง ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีบ้าน คอนโดมิเนียม อุปกรณ์เครื่องใช้ครบครัน การแต่งกายแทบเป็นแฟชั่นนิยม ใช้แบรนด์เนม แม้จักรยานที่เคยเป็นยานพาหนะในชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนเป็นจักรยานไฟฟ้า
สินค้าหลากหลายตั้งแต่เครื่องครัว เครื่องมือก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งรถยนต์ รถจักรยาน รถเมล์ จีนผลิตเองได้เกือบทั้งหมด นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
โทนี่บอกว่า เอาแค่เรื่องการวิจัยและพัฒนารถอีวีของจีนเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก จนคนซื้อเองก็ตามไม่ทัน บางคนเพิ่งซื้ออีวีได้ไม่กี่เดือน ปรากฏว่าอีวียี่ห้อนั้น ออกรุ่นใหม่ มีเทคโนโลยีใหม่ทันสมัยกว่า สมรรถภาพดีกว่า แบตเตอรี่ชาร์จได้เร็วกว่า ราคาถูกกว่ารุ่นเดิมและที่สำคัญคือมีโปรโมชั่นยั่วใจผู้ซื้อมากกว่า เช่น การันตีแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน
ส่วนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า กลายเป็นพาหนะสำคัญแทนจักรยาน ชาวจีนต้องมีอย่างน้อยๆ ครอบครัวละ 1-2 คัน เพราะราคาถูก ประหยัดเวลา และลดค่าใช้จ่าย
ชาวเมืองซัวเถาใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากันแทบทุกบ้าน และมีรถประเภทนี้วางเรียงบนทางเท้า ใครอยากขี่ก็เปิดแอพพลิเคชั่น สแกนคิวอาร์โค้ดกดโอนเงินก็ขี่ไปไหนมาไหนได้เลย อยากจอดก็เปิดโลเกชั่นหาจุดจอด
ชีวิตชาวซัวเถาวันนี้ถ้าเทียบอดีต เหมือนพลิกหลังมือเป็นหน้ามือ
