สิทธิมนุษยชน คนเท่ากัน กับปรากฏการณ์ทำลายอนุสาวรีย์
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
กัปตันเจมส์ คุก (James Cook) เป็นนักเดินเรือ นักทำแผนที่ ชาวเมืองมิดเดิลสโบร์ ประเทศอังกฤษ ที่มีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ.2271-2320 (ตรงกับช่วงอยุธยาตอนปลาย ถึงกลางยุคกรุงธนบุรีของไทยเรา) ซึ่งก็ทำให้เขาได้เดินเรือสำรวจโลกกว้าง จนพบดินแดนแห่งใหม่ (ในยุคสมัยนั้น) ต่างๆ เป็นจำนวนมากพอดูเลยทีเดียว
ตัวอย่างที่สำคัญก็คือ กัปตันคุกเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่สำรวจพบเกาะฮาวาย และทำแผนที่ของเกาะนิวซีแลนด์
แต่ประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงมากกว่าในข้อเขียนชิ้นนี้ก็คือ กัปตันคนนี้ยังเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่สำรวจพบทวีปออสเตรเลียเมื่อ พ.ศ.2313 ต่างหาก
ผลที่ตามมาจากการสำรวจพบทวีปใหม่ ที่เต็มไปด้วยสัตว์รูปร่างแปลกตา อย่างที่ไม่เคยมียุโรปชนคนไหนพบเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นจิงโจ้ โคอาลา หรือตุ่นปากเป็ด ของกัปตันคุก ก็ทำให้อังกฤษซึ่งประสบปัญหาจากการที่สหรัฐอเมริกา (ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งโลกใหม่ของชาวยุโรป เพียงแต่เป็นโลกใหม่ที่ถูกค้นพบก่อนออสเตรเลียเฉียดๆ จะ 300 ปี) ประกาศเอกราชจากตนเองใน พ.ศ.2326 จนทำให้ไม่รู้จะเอ็กซ์พอร์ตนักโทษไปไว้ที่ไหนดี
ก็เกิดพุทธิไอเดียใหม่ด้วยการจับส่งเอาผู้คนเหล่านี้ไปไว้ที่โลกใหม่อีกแห่งอย่าง “ออสเตรเลีย” แทน
กองเรือของผู้สำเร็จราชการ (Governor) จากสหราชอาณาจักรที่ชื่อ อาเธอร์ ฟิลลิป (Arthur Phillip) จำนวน 11 ลำ ได้ขึ้นฝั่งในที่ซึ่งภายหลังจะถูกเรียกว่า พอร์ต แจ็กสัน (Port Jackson) ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันนี้ เมื่อวันที่ 26 มกราคม ในอีก 2 ปีต่อมาคือ พ.ศ.2328 พร้อมๆ กับที่ปักธงยูเนียน แจ็ก แห่งสหราชอาณาจักร เอาไว้บนชายฝั่งซิดนีย์ โคฟ (Sydney Cove, ชายฝั่งสำคัญแห่งหนึ่งในเขตพอร์ต แจ็กสัน)
แต่การขนนักโทษเรือนพันไปยังดินแดนส่วนต่างๆ ของโลก ที่พวกอังกฤษสำรวจพบใหม่นั้น ไม่ใช่แค่ไปขังไว้ในเรือนจำเฉยๆ นะ
เพราะพวกเขาได้นำเอานักโทษเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ ในการสร้างความมั่งคั่งจากผืนดินใหม่เหล่านั้น แล้วส่งเอาผลประโยชน์มหาศาลเหล่านี้กลับไปยังดินแดนแม่คือ อังกฤษ โดยที่ผู้คนดั้งเดิมที่อยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนั้นแทบจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยสักนิด
แน่นอนว่า การกระทำอย่างนี้ย่อมต้องเบียดบังทั้งพื้นที่และทรัพยากรของผู้ที่อยู่อาศัยมาแต่เดิมอย่างไม่ต้องสงสัย และดินแดนที่เรียกกันว่า “ออสเตรเลีย” นั้น ก็มีผู้อยู่อาศัยมาแต่ดั้งเดิมอยู่แล้ว ไม่ต่างไปจากผืนแผ่นดินใหม่แห่งอื่นๆ ที่ชาติเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ เคยได้กระทำเสียด้วยสิ
หลักฐานทางโบราณคดีระบุได้ว่า บรรพชนของชาวอะบอริจิน (Aborigine) เป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ดั้นด้นเดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเล เข้ามาลงหลักปักฐานอยู่ในทวีปออสเตรเลีย จนทำให้คนพวกนี้กลายเป็นชนพื้นเมือง ในเกาะใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกทางซีกโลกใต้แห่งนี้ ตั้งแต่เมื่อราว 50,000-40,000 ปีมาแล้ว แถมยังไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว เพราะยังจำแนกแยกย่อยออกได้เป็นหลายกลุ่มชน หลายเผ่าอีกต่างหาก
(โดยรูปศัพท์ของคำว่า “อะบอริจิน” ในภาษาอังกฤษนี้ แปลว่า ชนพื้นเมืองโดยทั่วไป โดยในกรณีของพื้นที่ทวีปออสเตรเลีย เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีมาก่อนการรุกรานของชาวยุโรปเป็นการเฉพาะได้ แต่ในบางกรณีคำนี้อาจแปลว่า สัตว์ หรือพืชพื้นเมืองได้ด้วย ในปัจจุบันการใช้คำนี้เรียกชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย ในโลกภาษาอังกฤษจึงถูกมองว่าเป็นการเหยียด และไม่เหมาะสม จึงมักจะใช้คำว่า “Aboriginal” หรือ “Indigenous Australians” แทน อย่างไรก็ตาม สองคำนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในสังคมไทยมากนัก ในที่นี้จึงขอใช้คำว่า อะบอริจิน ตามอย่างที่คุ้นเคยกันในสังคมไทยไปก่อน)
สำหรับชาวอะบอริจินแล้ว การเข้ามาของพวกอังกฤษ และนักโทษ ซึ่งก็คือแรงงานของพวกเขานั้น จึงเป็นการรุกรานนั่นเอง
อย่างที่ก็ทราบกันดีว่า สุดท้ายแล้วออสเตรเลียก็กลายเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยชนผิวขาว ดังนั้น เราจึงคงจะเข้าใจได้ไม่ยากนักว่า ชนพื้นเมืองแต่ดั้งเดิมอย่างชาวอะบอริจิน ที่กลายสภาพเป็นชนกลุ่มน้อยบนผืนแผ่นดินของพวกเขาไปในที่สุดนั้นจะรู้สึกอย่างไร?
ซ้ำร้ายประเทศออสเตรเลียได้ประกาศให้วันที่กองเรือของผู้สำเร็จราชการฟิลลิป ที่เรียกว่า “First Fleet” ทั้ง 11 ลำขึ้นฝั่งที่พอร์ต แจ็กสัน คือวันที่ 26 มกราคม ของทุกปี เป็น “วันชาติ” ที่เรียกว่า “Australian Day” โดยมักจะมีการเฉลิมฉลองด้วยการดื่มกิน และปิ้งย่างบาร์บีคิวกันตามชายหาดอย่างเอิกเกริกอีกต่างหาก ก็ยิ่งทำให้คิดคำนวณได้ไม่ยากถึงความรู้สึกน่าน้อยเนื้อต่ำใจของชนชาวอะบอริจินทั้งหลาย
และเอาเข้าจริงแล้ว ในสายตาของกัปตันคุกก็คงจะไม่ได้มองพวกอะบอริจินอย่างเป็นมิตรนัก เพราะว่าตอนหนึ่งในบันทึกของกัปตันคนนี้ มีข้อความบันทึกเอาไว้ว่า
“ชาวอินเดียน…สี่ถึงห้าคน…เปลือยกายและตัวดำมาก”
แค่คำว่า “เปลือยกาย” ที่ปรากฏในบันทึกอยู่ก็แย่แล้ว เพราะสำหรับพวกฝรั่งในยุคโน้น ถือว่าเป็นอะไรที่ไร้อารยธรรมเอามากๆ
แต่คำว่า “ตัวดำมากๆ” นี่กลับแย่เสียยิ่งกว่า เพราะการเหยียดสีผิวในยุคล่าอาณานิคมนั้น มองคนผิวสี โดยเฉพาะสีดำ แบบแทบจะไม่ใช่มนุษย์เลยทีเดียว

ชาร์ล ดาร์วิน (Charle Darwin, พ.ศ.2352-2425) ผู้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งถูกพวกฝรั่งยกย่องกันว่าเป็น “ผู้ประหารพระเจ้า” เพราะทฤษฎีที่เขานำเสนอในหนังสือเล่มดังของเขาอย่าง “กำเนิดสปีชีส์” (The Origin of Species) เมื่อ พ.ศ.2402 นั้น ขัดกับคำสอนในพระคัมภีร์ของชาวคริสต์จนถือกันว่า ก้าวหน้าเอามากๆ เลยทีเดียว
แต่ว่าในหนังสือกำเนิดสปีชีส์นั้น ดาร์วินไม่ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ เราต้องรอจนถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่งของเขาคือ ‘การสืบสายพันธุ์ของมนุษย์’ (The Descent of Man) ที่ตีพิมพ์ในเรือน พ.ศ.2414 จึงทำให้เราเห็นว่า ผู้ประหารพระเจ้าของชาวยุโรปในยุคนั้น (แถมยังเป็นคนที่ก้าวหน้าระดับเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการ) คิดเห็นต่อคนผิวสีอย่างไร?
ดังที่มีข้อความปรากฏในหนังสือเล่มนี้ว่า
“ในอนาคตข้างหน้าที่ไม่ไกลนัก หากจะวัดเอาจากหลายศตวรรษที่ผ่านมานี้ เชื้อสายของมนุษย์ที่ศิวิไลซ์ จะกำจัด และแทนที่เชื้อสายของมนุษย์ที่ป่าเถื่อนที่แพร่กระจายอยู่ทั่วทั้งโลก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อะไรก็ตามที่ดูจะมีรูปร่างใกล้เคียงกับมนุษย์ (ดาร์วินใช้คำว่า anthropomophous ape, ผู้เขียน)…จะถูกทำลายลงอย่างไม่ต้องสงสัย ความแตกต่างจะถูกถ่างออกจนกว้างยิ่งขึ้น จากการแทรกแซงของมนุษย์ผู้มีอารยะ เช่นความต่างของคนผิวขาวกับลิงเอปชั้นต่ำอย่างบาบูน แทนที่จะต่างกันแค่ในระดับของพวกนิโกร หรือพวกออสเตรเลียน (พื้นเมือง) กับลิงกอริลลาอย่างในปัจจุบัน”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดาร์วินนั้นเหยียดสีผิวเป็นอย่างมาก สำหรับเขาแล้วอะไรที่ไม่ใช่คนขาว โดยเฉพาะคนผิวสีนั้นย่อมต่ำต้อยกว่าคนขาว และแทบจะต่างจากลิงเอปไม่มากนัก โดยเฉพาะชาวอะบอริจิน หรือพวกออสเตรเลียนพื้นเมือง ที่ดาร์วินกล่าวถึงเป็นพิเศษว่าไม่ต่างอะไรกับลิงกอริลลา
และนี่ก็คือภาพที่ชาวอังกฤษมีต่อชาวอะบอริจิน ปี พ.ศ.2414 ที่ดาร์วินเขียนหนังสือการสืบสายพันธุ์ของมนุษย์ออกมานั้น ห่างจากการเข้ามาของกองเรือ First Fleet และคนคุกจากอังกฤษเฉียดๆ จะครบ 100 ปีแล้ว และนั่นก็คงจะนับเป็นเวลา 99 ปีที่ชาวอะบอริจินถูกมองไม่ต่างไปจากลิงตัวใหญ่เท่าไรนัก

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า สำหรับชาวอะบอริจิน ประเภทอะบอริจินนิยมในปัจจุบันแล้ว คนอย่างกัปตันเจมส์ คุก จึงไม่ใช่บุคคลที่ชวนให้ยกย่องเทิดทูนว่า เป็นผู้ค้นพบโลกใหม่ อย่างที่ยุโรปชน/ชาวผิวขาวถือกัน ไม่ว่าจะเป็นคนขาวที่อยู่ในออสเตรเลีย หรือที่อยู่นอกดินแดนแห่งนี้ก็ด้วย
เพราะการมองเห็นว่า “คนไม่เท่ากัน” นั้น ย่อมจะนำมาซึ่งปัญหาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอดีต หรือปัจจุบันก็ตาม
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยสักนิดที่เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2561 ซึ่งก็คือหนึ่งวันก่อนจะถึงวันชาติ ที่ตั้งขึ้นจากการเริ่มเถลิงอำนาจของคนขาวในทวีปออสเตรเลียนั้น จะเคยมีการนำสีชมพูมาละเลงลงบนหัวของกัปตันเจมส์ คุก ที่อนุสาวรีย์ของเขาในเซนต์คิลดา (St. Kilda) ประเทศออสเตรเลีย แถมยังมีข้อความพ่นด้วยสี ที่ใต้เท้าของตัวอนุสาวรีย์เอาไว้อีกด้วยว่า “no pride” ซึ่งทำซับไตเติ้ลเป็นภาษาไทยตรงตัวง่ายๆ ได้ว่า “ไร้ซึ่งความภาคภูมิ”
แต่ออสเตรเลียก็ไม่ได้เป็นเพียงดินแดนแห่งเดียวที่เกิดปรากฏการณ์ในทำนองนี้ เพราะกระแสการเรียกร้องให้รื้อถอนอนุสาวรีย์ของคนขาว ที่เคยเหยียดสีผิว สังหารชนพื้นเมือง หรือสนับสนุนการค้าทาส แต่กลับถูกคนขาวยกย่องเทิดทูนในระดับที่มีการสร้างอนุสาวรีย์ให้เลยทีเดียว กระจายไปทั่ว
กระแสดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงหลังการเกิดปรากฏการณ์ Black Live Matter ที่เรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับคนดำ ที่เริ่มขึ้นเมื่อเรือน พ.ศ.2563 ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจนัก ที่อนุสาวรีย์ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus, พ.ศ.1994-2049) ผู้ค้นพบทวีปอเมริกาเมื่อ พ.ศ.2035 หลายแห่ง ที่ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาจะถูกทำลายลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะถูกมองว่าสัญลักษณ์ของลัทธิล่าอาณานิคม และการเข่นฆ่าชนพื้นเมือง ไม่ต่างอะไรกับกัปตันเจมส์ คุก
และนี่ยังมิพักต้องเอ่ยถึงการพ่นสีใส่ใบหน้าอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2380-2444) ที่ถูกถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบอบอาณานิคม พร้อมกับการเขียนข้อความกำกับว่า “ฆาตกร” และ “นายทาส” ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่อนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญในยุโรป และอเมริกา ที่เคยเป็นพ่อค้าทาสอีกหลายแห่ง ก็ประสบกับเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ด้วยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ที่ผมชวนคุยมาทั้งหมดนี้ ก็เพราะมีเหตุการณ์รื้อถอนอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญอีกคน ที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แถมยังเกิดขึ้นในประเทศบ้านใกล้เรือนเคืองอย่างประเทศเมียนมา ซึ่งมีการทยอยรื้อถอนอนุสาวรีย์ของนายพลออง ซาน (พ.ศ.2458-2490) จำนวนหนึ่งออกไปแล้ว
โดยรัฐบาลเมียนมาอ้างว่าเพื่อปรับภูมิทัศน์ และตรวจสอบคุณภาพของอนุสาวรีย์
แต่นักวิเคราะห์ทางการเมืองส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นการลดทอนภาพลักษณ์ทางการเมืองของนางออง ซาน ซูจี ผู้มีนายพล ออง ซาน เป็นบิดาแท้ๆ ต่างหาก
นักเรียนประวัติศาสตร์ย่อมรู้ดีว่า นายพลออง ซาน สิ้นชีพจากการบุกเข้ามาสังหารหมู่โดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของเขา ระหว่างการประชุมสนธิสัญญาปางโหลง ซึ่งนายพลผู้นี้พยายามผลักดันให้นานาชาติพันธุ์ที่มีอยู่มากมายในประเทศพม่า (ในขณะนั้น) ต่างมีสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกันทุกฝ่าย เป็น “คนเท่ากัน”
โดยนัยยะหนึ่งการรื้อถอนอนุสาวรีย์ของนายพลผู้นี้ จึงย้อนแย้งกับปฏิกิริยาเกี่ยวกับการทำลายอนุสาวรีย์อื่นๆ ทั่วโลกได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
