มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการและสมาชิกสภากรุงเทพฯ และพัทยาที่ผ่านพ้นไปแล้วอย่างรวดเร็ว ไม่เอิกเกริกวุ่นวายเหมือนการเลือกตั้งอื่นที่ผ่านมา
การเลือกตั้งครั้งนี้ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะด้วยคะแนนเสียงมากกว่าล้าน โดยไม่มีใครเห็นป้ายหาเสียงริมถนน ต่างไปจากผู้สมัครคนอื่นที่ได้คะแนนเล็กน้อย ทั้งๆ ที่เสียเงินจำนวนมากทำและติดป้ายหาเสียงแบบเดิมๆ
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าป้ายหาเสียงริมทาง หรือการหาเสียงแค่ช่วงก่อนเลือกตั้ง ไม่ส่งผลกับการตัดสินใจ เพราะผู้เลือกตั้งวันนี้ให้ความสำคัญกับตัวตนและผลงานที่ผ่านมามากกว่าป้ายที่รกหูรกตา มากกว่าเสียงรบกวนจากรถแห่ มากกว่าการเดินหาเสียงตามตรอกซอกซอย และมากกว่าการกอดหน้าม้าสองสามเดือนก่อนการลงคะแนน
วิธีการหาเสียงแบบแอนะล็อกคงหมดไป ฉากทัศน์ของการหาเสียงเลือกตั้งในอนาคตคงไม่เหมือนเดิม ผู้สมัครเลือกตั้งคงต้องพิจารณาและเปลี่ยนวิธี เช่น การใช้สื่อโซเชียลในระบบสารสนเทศ การสร้างผลงาน การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอยู่เสมอด้วยตัวตน หรือคนเสมือน
ต้องเลิกป้ายภาพผู้สมัครและหัวหน้าพรรคที่เกะกะ ต้องเลิกรถแห่กระจายเสียงที่สร้างความรำคาญ อีกทั้งต้องเลิกสร้างภาพให้ข่าวในสื่อพ้นสมัยอย่างหนังสือพิมพ์ วารสาร รวมทั้งปรากฏตัวในเรื่องเล่า เรื่องเด่น ประเด็นข่าวทางโทรทัศน์

การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ลงคะแนนรู้และยอมรับแล้วว่า ผู้ว่าฯ ชัชชาติที่เคยเลือกไปทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้
ในขณะที่สมาชิกสภากรุงเทพฯ ในแต่ละเขตนั้น ผู้ลงคะแนนจำไม่ได้ว่า ผู้สมัครทั้งคนเก่าที่เคยเป็นและคนใหม่ที่เสนอตัวเป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง
เหมือนอย่างเขตสาทรถิ่นพำนักของผู้เขียน ที่ตั้งอยู่ในเมือง พื้นที่ไม่กว้างใหญ่ แค่จากคลองสาทรไปถึงถนนจันทน์ จากถนนพระรามที่สี่ถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวนประชากรรวมแค่เจ็ดหมื่นคน แต่ผู้ไปลงคะแนนมีไม่ถึงสามหมื่นคน ถ้าผู้แทนสภากรุงเทพฯ เขตสาทรซึ่งรวมทั้งผู้สมัครหน้าใหม่ ใช้เวลาสี่ปีเดินทักทายทีละบ้าน ทีละคน ทำความรู้จักถามไถ่ทุกข์สุข พูดคุยกับคนที่เดินออกกำลังกาย คนที่ออกไปซื้ออาหาร รวมทั้งหาข้อมูลจากไรเดอร์ ก็จะได้ข้อมูล ได้คะแนนเสียงแน่นอน
รับรองว่าดีกว่าตั้งป้ายระเกะระกะให้ผู้ลงคะแนนรำคาญ
และเป็นป้ายเตือนว่าอย่าเลือกคนในภาพ
