ผ่าตัดตำรวจครั้งใหญ่! เลิกเดินตามทหาร ต้องคิดปฏิรูปองค์กร ชาวบ้านจะต้องไม่ไปร้องไห้ออกทีวี
MatiTalk : พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
“ต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาตำรวจ เป็นปัญหาเชิงระบบและโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาเรื่องตัวบุคคล เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในแง่ตัวบุคคลจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ระดับหนึ่ง แต่ไม่อาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ได้ เพราะรากเหง้าปัญหาคือระบบและโครงสร้าง” พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สนทนากับรายการ MatiTalk มติชนสุดสัปดาห์ หลังจากเราได้ ผบ.ตร.ใหม่ ภายใต้โจทย์ใหญ่เรื่องการปฏิรูปตำรวจที่ยังไปไม่ถึงไหน
พ.ต.อ.วิรุตม์ระบุว่า ตำรวจไทยมีหลักคิดที่ผิดในการจัดองค์กรตำรวจ ที่จัดองค์กรแบบกองทัพ คือรวมศูนย์ มีสายการบัญชายืดยาว มีกองบัญชาการ กองบังคับการอะไรต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของงานตำรวจ
ซึ่งในข้อเท็จจริงเป็นงานเจ้าพนักงานยุติธรรม
เป็นพลเรือน ตำรวจเป็นฟังก์ชั่นเป็นบทบาทหน้าที่ ที่ทำหน้าที่ในการตรวจตรารักษากฎหมาย
แต่เพราะไปคิดว่าตำรวจเป็นเหมือนกับกองทัพมีการไปประชุมร่วม ผบ.เหล่าทัพอะไรต่างๆ มันผิดหมด
การเอาตำรวจไปฝึกแบบกองทัพแบบทหารที่เขาฝึกเพื่อฆ่าคนฝึก ฝึกเพื่อการทำลายล้าง ต่างจากตำรวจซึ่งจะต้องฝึกเพื่อการรักษาคุ้มครองรักษากฎหมายรักษาชีวิตคน ถ้าจะยิงคนจะทำร้ายคนก็ทำได้แค่เป็นการป้องกันเท่านั้น
ดังนั้น ความคิดที่ผิดก็นำมาสู่ตำรวจในระดับสูงในระดับที่เป็นนายร้อยขึ้นไปก็ต้องไปฝึก ส่วนระดับข้างล่างมาแบ่งเป็นชั้นสัญญาบัตรชั้นประทวนคิดแบบทหาร ซึ่งตำรวจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ก็เลยเพี้ยนไปใหญ่
ตำรวจชั้นประทวนซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 150,000 นาย ก็กลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีอนาคต พอคนที่ไม่มีอนาคต เขาก็จะไม่ทำความดี ก็ทำงานไปวันๆ
ถ้าเจอคนที่มีจิตใจที่ไม่ดีก็ไปทางร้ายไปเลยหาเงินรีดไถอย่างที่เราเห็นๆ กัน
หรือในแง่ระบบวินัยตำรวจไปเอาแบบทหารมาที่มุ่งกดขี่จับผิดได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า
แต่ตำรวจต้องคุกคลีกับประชาชนต้องมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชน
การใช้ชีวิตสัมพันธ์กับชาวบ้านกับพื้นที่จะต้องมีระบบการปกครองแบบพลเรือน
เหมือนตำรวจทั่วโลก ในประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ได้เลวร้ายเท่าเรา ตำรวจของเขาเป็นมิสเตอร์เป็นนาย ไม่ได้มีการฝึกแบบทหาร มีการเปิดรับคนที่หลากหลายเข้ามา
เราต้องตระหนักว่าตำรวจเป็นเจ้าพนักงานยุติธรรมต้องใช้เหตุใช้ผลแต่การไปเรียนเตรียมทหารเขาไม่ได้ฝึกให้ใช้เหตุใช้ผล
ปัญหาจึงเป็นเรื่องเชิงระบบและโครงสร้างที่ถูกปลูกฝังแบบทหาร
บรรดาคำที่ท่องว่า “คำสั่งผู้บัญชาคือพรจากสวรรค์” แบบตอนที่ฝึกมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร หรือไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ที่แย่ที่สุดก็คือ รุ่นพี่ที่เลวที่สุดก็ยังดีกว่ารุ่นน้องที่ดีที่สุด เป็นความคิดที่วิปริตมาก
แล้วจะนับประสาอะไรกับการไปปกครองกันให้เกิดความยุติธรรมเพราะว่ารุ่นพี่ย่อมถูกเสมอ แล้วก็มาผูกพันส่งต่อเป็นทอดๆ
รัฐประหารบ่อย ทำให้ฝังรากลึก?
ถูกต้องเลย เพราะประเทศเรายึดอำนาจอยู่หลายครั้ง
ทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจก็จะมีการฉวยโอกาสของหัวหน้าคณะรัฐประหาร ออกกฎบัตรกฎหมายหรืออะไรที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตำรวจใหญ่ขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการขอกำหนดตำแหน่งอะไรต่างๆ จนกระทั่งตอนนี้เรามีนายพลถึง 550 คน ในขณะที่เรามีประชากรราวๆ 67 ล้านคน
แต่ประเทศเจริญแล้ว เขาไม่มีนายพลอยู่แล้ว
พอเรามีกองบัญชาการที่ใหญ่โตโอ่อ่า ผู้บัญชาการยศพลตำรวจโทจะไปนั่งประชุมอะไรกับใครในจังหวัดก็ลำบาก เพราะงานตำรวจต้องจบที่สถานีราว 80-90% กว่าจะไปถึงจังหวัด (กองบังคับการ) ก็น้อยแล้ว ยิ่งไปถึงภาค (กองบัญชาการ) นี่ก็น้อยไปใหญ่
เขาถึงต้องพยายามสร้างโครงการต่างๆ ขึ้นมาที่ไม่มีความจำเป็นต่องานตำรวจ แล้วก็เป็นเรื่องที่ก่อความรำคาญ ให้กับตำรวจในระดับสถานีจะต้องส่งส่วย ในการเรียกประชุม ประจำเดือนของกองบัญชาตำรวจต่างๆ ที่อยู่ไกลๆ ตำรวจขับรถไปไม่มีสาระอะไรเลย เพียงเพื่อการไปนับยอด
หรือการอ้างว่ามี กต.ตร. คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ซึ่งถูกกำหนดไว้ว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจ รวมถึงให้คำปรึกษา และสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของคนในพื้นที่
แต่เขาก็เขียนหลอกเอาไว้ เพราะว่าไปพอดูตามกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจแล้วกลับไม่มีอำนาจที่อะไร เลยกลายเป็นสปอนเซอร์ให้ตำรวจเป็นกองเชียร์เป็นกระเป๋าสตางค์สนับสนุนเพื่อได้รับการคุ้มครองได้สิทธิพิเศษเล็กๆ น้อยๆ อะไรก็แล้วแต่
ก็ทำให้ตำรวจมีอำนาจล้นเหลือในความเป็นจริง
โมเดลแก้ปัญหา
กระแสเรื่องการปฏิรูปตำรวจมันมีก่อนที่คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยึดอำนาจ
พอช่วง คสช. ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อจะปฏิรูปตำรวจตามกระแส จนมีคณะงานขึ้น 2-3 คณะ
อย่างชุดแรกภายใต้การนำของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เสนอไปก็ถูกปัดตกไปต่อไม่ได้
ก็ตั้งอีกชุดคุณมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน มีการเปลี่ยนแปลงในร่าง พร.บ.ตำรวจที่มีนัยยะพอสมควร เช่น ทำตำรวจให้เป็นพลเรือนตำรวจบางหน่วยให้เป็นข้าราชการไม่มียศพิสูจน์หลักฐานแพทย์พยาบาลพวกนี้ไม่จำเป็นต้องมียศแบบตำรวจ การโอนหน่วยตำรวจเฉพาะทางไป 10 กว่าหน่วย หลายเรื่องร่างนี้ก็ได้ถูกเสนอต่อหัวหน้า คสช.
แต่ปรากฏว่าแทนที่จะนำเรื่องเข้าสู่สภา ปรากฏว่าได้ส่งไปให้ตำรวจเขาพิจารณาดู ตำรวจเขาเห็นว่ามันเปลี่ยนใหญ่ก็ไม่เอาเลย
เขาก็ร่างใหม่โดยคณะตำรวจฉบับ 2565 ก็ไปตัดสาระสำคัญที่คุณมีชัยได้ใส่เอาไว้ มันก็เลยเป็นที่มาของ พ.ร.บ.ตำรวจ ที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน แล้วก็อ้างว่าเป็นการปฏิรูปแล้ว แต่จริงๆ ไม่มีสาระอะไรเลย ซ้ำลึกๆ ยังไปซ่อนอำนาจไว้
โดยสรุปก็คือประชาชนทั้งประเทศถูกหลอกความจากความไร้เดียงสาของผู้มีอำนาจด้วยที่คิดว่าให้ตำรวจทำเป็นหลัก ซึ่งการที่คุณจะปฏิรูปอะไรจะเปลี่ยนแปลงอะไร คุณจะให้คนที่เค้ามีส่วนได้เสียมานั่งทำไม่มีทางสำเร็จหรอก
สำหรับแนวทางมันมีโครงอยู่แล้วในสภาชุดที่แล้ว พรรคประชาชนเขาได้จัดทำร่างซึ่งผมเป็นคณะทำงานอยู่ในนั้นด้วยเป็นอนุกรรมาธิการเราก็ได้เสนอรายงานที่จะต้องกลับมาทำเพื่อร่างกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งมีแนวทางเรื่องการโอนตำรวจเฉพาะทางไปหน่วต่างๆ เช่น ตรวจคนเข้าเมืองไปมหาดไทยหรือต่างประเทศ หน่วยตำรวจที่เกี่ยวข้องเศรษฐกิจอะไรไปกระทรวงคลัง ทรัพยากรธรรมชาติ คุ้มครองผู้บริโภค ICT ก็ย้ายไปให้แต่ละกระทรวงเลย และก็ยุบกองบัญชาการตำรวจภาค กองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ให้ยุบหมดเพราะไม่มีความจำเป็น อย่างนี้เป็นต้น
ซึ่งก็ได้ผ่านการพิจารณาของสภา ผมเป็นผู้ชี้แจงคนหนึ่งก็ไม่ได้มีเสียงค้านอะไรหลังจากนั้นจริงๆ เราต้องมาทำร่างกฎหมายต่อปรากฏว่าเกิดการยุบสภาเสียก่อน ก็เลยไม่ได้ไปไหนต่อ แต่ตอนนี้สภาชุดใหม่กำลังจะหยิบขึ้นมาทำต่อ
เป้าหมาย ที่จะเปลี่ยนแปลงมันไม่ยากอะไรหรอกมันมีความเข้าใจที่ตกผลึกอยู่แล้ว
เหลือแต่ว่าต้องมีคนขับเคลื่อนจัดทำร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาโดยอ้างอิงถึงรายงานฉบับดังกล่าว ซึ่งสภาชุดที่แล้วรับรองไว้
ซึ่งสิ่งที่เราเสนอบรรดาตำรวจผู้ใหญ่นี่ค้านแน่นอน โดยแอบพูดไปแอบไปล็อบบี้กัน แต่ผมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องของตำรวจจะเอายังไง มันเป็นเรื่องประชาชนจะเอายังไงสภาจะเอายังไงในฐานะเป็นตัวแทนประชาชน
ผมอยากท้าให้ถามประชาชนทั้งประเทศด้วยซ้ำไป อาจจะได้ยินเสียงเห็นด้วย มันจะต้องลีนให้ท้องถิ่นและหน่วยงานเอาไปดูเลย เพราะว่างานของตำรวจ มันต้องจบที่สถานี มีจังหวัดดูแล
พวกกองบัญชาการมีไว้ทำอะไร มีประโยชน์อะไร แถมทำให้เกิดปัญหาเพราะว่าหัวหน้าตำรวจของจังหวัดไม่ว่าจะเรียกอะไรนะในอนาคตอาจจะไม่ได้เรียกผู้บังคับการให้มันมีความเป็นพลเรือนเหมือนประเทศที่เจริญ เขาเป็นหัวหน้าตำรวจ
หรืออย่างงานสอบสวนจริงๆ งานสอบสวนมันไม่ใช่งานตำรวจมันเป็นงานของอัยการนะแต่มีตำรวจเป็นเครื่องมือ งานตำรวจคืองานตรวจ พนักงานสอบสวนปัจจุบันตอนนี้ก็ยังถูกครอบด้วยระบบตำรวจที่มีชั้นยศแบบทหาร การปกครองแบบทหารเพราะฉะนั้นงานสอบสวนประเทศไทยเจ้านายสั่งซ้ายก็ไปซ้ายสั่งขวาก็ไปขวา ที่จะเอาความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง ใช่ความรู้สึกเป็นพรรคพวกกัน มันไม่ได้ จึงเกิดความวิบัติอยู่ในทุกวันนี้ ผมถือว่าร้ายแรงมาก
จะสังเกตเห็นว่าทำไมประชาชนยุคหลังๆ ต้องไปออกทีวีกันไปดิ้นรน ร้องไห้ไปดราม่าเพื่อคดี สมัยก่อนถ้ามีก็เป็นเรื่องใหญ่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว บางทีก็ไม่ไปแจ้งความ ไปออกทีวีก่อน เพราะรู้ว่าไปแจ้งแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร เลยเข้าคิวกันออกทีวี
ทุกวันนี้ถึงขั้นต้องมีนายหน้าพาไปออกด้วยมีทนายติดต่อ ออกทีวีช่องดังเพื่อมากดดันให้ตำรวจทำหน้าที่เพราะตำรวจไม่ยอมสอบสวนไม่ยอมรับคดี
ทุกวันนี้ก็รับแจ้งความหลอกๆ เขียนคำรับแจ้งความใครที่โรงพัก แต่ไม่มีเลขคดี!
พอไม่มีเลขคดีมันเป็นเจตนาเพื่อลดสถิติการเดิดอาชญากรรมไว้หลอกรัฐบาลและประชาชน พอตำรวจ ไม่รับเลขคดี แล้วชาวบ้านไปออกทีวี ถึงตอนนั้นเรื่องผ่านไป 3 เดือนแล้ว การสอบสวนพยานและหลักฐานต่างๆ จะผิดไปจากข้อเท็จจริงหมดเลย
ดังนั้น ทางออกหลักๆ ในการปฏิรูปคือต้องแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการสอบสวน
ผบ.ตร.แต่ละยุคสมัยก็ไม่ได้มีไอเดียเรื่องพวกนี้เลย ที่จะมาแก้ไขแต่ละคนขึ้นมาก็จะมีโครงการนู่นนี่พัฒนาเทคโนโลยี สารพัดนะ แต่เอาง่ายๆ ว่าใครจะมาเป็น ผบ.ตร.ปัญหาที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ
คุณจะแก้ปัญหายังไง?
ชมคลิป
