bg-single

สู่ขวัญข้าว ชาวนาเซ่นผีฟ้า

02.08.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

เดือน 3 หมายถึงเดือนลําดับที่ 3 ของปีนักษัตรใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ (ตรงกับมกราคม-กุมภาพันธ์ ทางสุริยคติ)

ชาวนาสู่ขวัญข้าวเป็นพิธีกรรมครั้งใหญ่ที่มีต่อข้าว เพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงทางอาหารของชุมชนดั้งเดิม

สู่ขวัญ (พร้อมสู่ขวัญควาย และสู่ขวัญเกวียน) วันกำฟ้า ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี
[ภาพหมอขวัญกำลังสู่ขวัญข้าวที่วัดใหม่ดงกระทงยาม ต.ดงกระทงยาม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี (มีนาคม 2566)]

เผาข้าวหลามเซ่นผีฟ้า [ภาพนี้ที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อ 7 มกราคม 2555 (จาก ห้องสมุดภาพมติชน)]

สู่ขวัญข้าว

พิธีกรรมทางศาสนาผีที่ชาวนาดั้งเดิมเริ่มแรกทําขึ้นมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เพื่อขอขมาแม่ข้าวที่ชาวนาใช้เครื่องมือเกี่ยวข้าว (เช่น เคียว ฯลฯ) ตัดขาดต้นข้าวทําให้แม่ข้าวต้องตายเป็นผี ซึ่งถูกเรียก “แม่ข้าว” (หมายถึงเจ้าแม่แห่งข้าว)

พิธีกรรมทําโดยหมอขวัญหรือ “หมอมด” ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (คําว่า “มด” มาจากภาษาเขมรว่า “มะม็วด” หมายถึงผู้ชํานาญทางศาสนาผี) มีหลายวันหลายคืนติดต่อกัน ต่อมามีกําหนดเวลาสู่ขวัญข้าวต่างกัน ดังนี้

สมัยแรก มีในเดือน 3 ไม่กําหนดวันตายตัว แต่ให้ขึ้นอยู่ที่การนัดหมายของแต่ละชุมชน

สมัยหลัง กําหนดวันตายตัว “ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3” เรียก “วันกําฟ้า” และยังทําสืบเนื่องถึงปัจจุบัน

วันกําฟ้า หมายถึง วันฟ้าเปิดประตูให้น้ำฝนตกลงดินท้องไร่ท้องนา (ชาวอีสานเรียก “ฟ้าไขประตูฝน”) เพื่อคนทั้งหลายทําไร่ทํานาทํามาหากินอุดมสมบูรณ์ (ชื่อกําฟ้าน่าจะกลายจาก “ก่ำฟ้า” หมายถึง ขมุกขมัว ครึ้มฟ้าครึ้มฝนเมื่อใกล้ฝนตก พบในโคลงนิราศนรินทร์ว่า “ไขประทีปโคมแก้ว ก่ำฟ้าเฟือนจันทร์”)

พิธีกรรมจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทั้งนี้ เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เมื่อหลายพันปีมาแล้วเป็นเรื่องอธิบายไม่ได้ จึงยกเป็นการกระทําของอํานาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ซึ่งน่ากลัวขนหัวพองสยองเกล้า กระตุ้นให้ชาวนาทั้งชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติต้องร่วมกันกําหนดพิธีกรรมวิงวอนร้องขอต่อผีเพื่อความอุดมสมบูรณ์

ในทางภูมิอากาศเรื่องระบบลมมรสุม (ระหว่างเดือน 3) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปเป็น “ช่วงเปลี่ยนฤดู” จากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เกิดความแปรปรวนของลมมรสุมซึ่งพัดในทิศทางไม่แน่นอน มักมีฝนฟ้าคะนองเป็นฝนหลงฤดูเพราะไม่ใช่ฤดูฝน [มีเรียกหลายชื่อต่างๆ กัน ได้แก่ ฝนชะลาน (หมายถึง น้ำฝนชะล้างลานนวดข้าวที่เพิ่งเสร็จจากนวดข้าว), ฝนชะช่อมะม่วง (หมายถึง น้ำฝนราดรดต้นมะม่วงที่กําลังออกช่อ ทําให้บางช่อหลุดไป บางช่อเหลืออยู่)] [จากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ.2545 หน้า 140]

ฟ้าเปิดประตูฝนหรือฟ้าไขประตูฝน คือช่วงหลังฤดูหนาว มีฟ้าร้องเสียงคะนองเป็นสัญญาณจะมีฝน ดังนั้น คนแต่ก่อนเป็นที่รู้กันว่าต้องคอยฟังทั้ง 8 ทิศว่าเสียงฟ้าร้องมาจากทิศทางไหน? จะมีคําทํานายจากทิศทางเสียงฟ้าร้องถึงความอุดมสมบูรณ์ของน้ำท่าข้าวปลาอาหารของปีต่อไป

(คําทํานายมีในเอกสารเก่าและพิมพ์ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 7 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2542 หน้า 2460-2461)

บายศรีดั้งเดิมเริ่มแรก ความสำคัญอยู่ที่ข้าวสุกหรือข้าวสารก็ได้ (ในภาพ) พร้อมไข่ต้มใส่พานน้อยตั้งข้างบน ส่วนพานใหญ่ข้างล่างมีข้าวต้มมัดกับกล้วย วางบนพานซ้อนกันอย่างง่ายๆ (ภาพบายศรีบ้านหนองขอน จ.อุบลราชธานี จากหนังสือ Reflections One Year in an Isaan Village Circa 1955 ของ William J. Klausner Bangkok : Siam Reflections Publications Co.,Ltd. 2000 Page 144.)

กระบานผี หรือกระทงกาบกล้วยรูปสี่เหลี่ยม ใบตองรองพื้น แล้วมีห้องกั้นเล็กๆ สำหรับใส่เครื่องเซ่นสะเดาะเคราะห์ให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้แก่ ข้าวขาว, ข้าวดำ, ข้าวแดง ฯลฯ ที่สำคัญคือปั้นดินเหนียวรูปคนและสัตว์ เช่น วัว, ควายที่มีในครอบครัวเป็นตัวแทนของครอบครัวนั้นๆ [ภาพจากบุญกลางบ้าน (จัดที่โรงเรียนวัดหน้าพระธาตุ) ต.เนินพระธาตุ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เมื่อเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2559 ภาพโดย นราธิป ทองถนอม]

พิธีสู่ขวัญข้าว

เริ่มด้วยขนข้าวเปลือก (จากลานนวดข้าว) ขึ้นยุ้งฉางหรือเล้าข้าว เชิญ “แม่ขวัญข้าว” ขึ้นยุ้งฉาง ทําพิธีสู่ขวัญข้าว เพื่อความมั่นคงทางอาหาร [ก่อนสู่ขวัญข้าวเซ่นผีแถน ชาวนาไม่กินข้าวใหม่ที่เพิ่งได้มา แต่ต้องรอหลังทําขวัญข้าวจึงเอาข้าวใหม่ไปหุงกินได้]

ข้าวที่ต้องสู่ขวัญรวมอยู่ในที่เก็บรักษา เช่น ยุ้ง, เล้า หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านเรือนที่จัดไว้โดยเฉพาะก็ได้ ข้าวเหล่านั้นมี 3 ส่วน จัดที่ทางไว้ไม่ปนกัน ได้แก่ แม่ข้าว, พันธุ์ข้าวปลูก, ข้าวกิน ดังนี้

(1.) แม่ข้าว คือ รวงข้าวตกที่เก็บรักษาไว้เซ่นผีตั้งแต่วันเกี่ยวข้าว (เดือนอ้าย) แล้วถูกเชิญเป็น (เสมือน) ประธานในลานนวดข้าว (เดือนยี่)

(2.) พันธุ์ข้าวปลูก หมายถึง เมล็ดข้าวเปลือกที่คัดส่วนดีที่สุดไว้จํานวนตามต้องการจากข้าวชุดแรกที่ลานนวดข้าว สําหรับเป็นพันธุ์ข้าวใช้ปลูกในปีต่อไป

(3.) ข้าวกิน คือ ข้าวเปลือกทั้งหมดที่ได้จากการนวดข้าวเก็บไว้กินตลอดปี

เมื่อเสร็จจากสู่ขวัญข้าว ต้องแบ่งข้าวเปลือกชุดแรกที่ผ่านพิธีทําขวัญไปตําซ้อมเป็นข้าวสารเหนียว (ข้าวกล้อง) แล้วหุงด้วยวิธีดั้งเดิมเริ่มแรกเพื่อเซ่นผีฟ้าผีแถน คือหุงในกระบอกไผ่เผาไฟให้สุก เรียกข้าวหลาม จากนั้นเซ่นผีฟ้าด้วยข้าวหลาม คือ “ข้าวขวัญ” หรือ “บายสี” ปัจจุบันเรียกบายศรี

[บาย แปลว่า ข้าวสุก (เป็นภาษาเขมร) สี มาจาก สรฺี (เสร๎ย) ภาษาเขมรแปลว่า สตรี หมายถึง ข้าวของแม่ข้าว]

[หลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย พิธีทําขวัญวันกําฟ้าแล้วเผาข้าวหลามทําข้าวจี่ก็ถูกปรับเปลี่ยนเข้ากับประเพณีทําบุญของชาวพุทธ]

บายศรี หรือข้าวขวัญเซ่นผีฟ้าใส่ภาชนะทำจากใบตอง เรียกกระทงหรือกระบาน

[กระทง หมายถึง ภาชนะใส่สิ่งของเย็บด้วยใบตองหรือกาบกล้วย ต่อมาอาจทำด้วยวัสดุอื่นๆ (เช่น กระดาษ เป็นต้น) กระบาน (สะกดด้วย น.หนู) หมายถึง ภาชนะใส่เครื่องเซ่นสังเวยคล้ายกระทง, กระบะ ฯลฯ ทำจากกาบกล้วยพับหักมุมเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมก็ได้ โดยใช้ไม้ตอกเส้นเสียบขัดแน่นเป็นตารางยึดติดกัน แล้วปูด้วยใบตองรองรับเครื่องเซ่นสังเวยใส่ตามช่องตารางในกระบาน (คนละอย่างจาก “กระบาล” สะกดด้วย ล.ลิง มาจากภาษาเขมร) แปลว่า หัวกะโหลก)]



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิทธิมนุษยชน คนเท่ากัน กับปรากฏการณ์ทำลายอนุสาวรีย์
การเลือกตั้ง กทม.
คุยกับทูต | อิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี โอมาน : สะพานแห่งสันติภาพ สู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน (2)
แบรนด์อังกฤษ
สู่ขวัญข้าว ชาวนาเซ่นผีฟ้า
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 3 เมื่อดาวศุกร์เต็มดวง
THE ODYSSEY | ‘มหากาพย์’
ผ่าแล้ว
AI กับ ฮั้ว ส.ว.
‘เสียง …ที่มาจากดวงตา’
E-DUANG | “อาการ” ทาง “การเมือง” ปรอทวัด เอกภาพ รัฐบาล
‘ซัวเถา’ เก่าแก่ทันสมัย (3)