| สุจิตต์ วงษ์เทศ
เดือน 3 หมายถึงเดือนลําดับที่ 3 ของปีนักษัตรใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ (ตรงกับมกราคม-กุมภาพันธ์ ทางสุริยคติ)
ชาวนาสู่ขวัญข้าวเป็นพิธีกรรมครั้งใหญ่ที่มีต่อข้าว เพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงทางอาหารของชุมชนดั้งเดิม

[ภาพหมอขวัญกำลังสู่ขวัญข้าวที่วัดใหม่ดงกระทงยาม ต.ดงกระทงยาม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี (มีนาคม 2566)]

สู่ขวัญข้าว
พิธีกรรมทางศาสนาผีที่ชาวนาดั้งเดิมเริ่มแรกทําขึ้นมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เพื่อขอขมาแม่ข้าวที่ชาวนาใช้เครื่องมือเกี่ยวข้าว (เช่น เคียว ฯลฯ) ตัดขาดต้นข้าวทําให้แม่ข้าวต้องตายเป็นผี ซึ่งถูกเรียก “แม่ข้าว” (หมายถึงเจ้าแม่แห่งข้าว)
พิธีกรรมทําโดยหมอขวัญหรือ “หมอมด” ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (คําว่า “มด” มาจากภาษาเขมรว่า “มะม็วด” หมายถึงผู้ชํานาญทางศาสนาผี) มีหลายวันหลายคืนติดต่อกัน ต่อมามีกําหนดเวลาสู่ขวัญข้าวต่างกัน ดังนี้
สมัยแรก มีในเดือน 3 ไม่กําหนดวันตายตัว แต่ให้ขึ้นอยู่ที่การนัดหมายของแต่ละชุมชน
สมัยหลัง กําหนดวันตายตัว “ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3” เรียก “วันกําฟ้า” และยังทําสืบเนื่องถึงปัจจุบัน
วันกําฟ้า หมายถึง วันฟ้าเปิดประตูให้น้ำฝนตกลงดินท้องไร่ท้องนา (ชาวอีสานเรียก “ฟ้าไขประตูฝน”) เพื่อคนทั้งหลายทําไร่ทํานาทํามาหากินอุดมสมบูรณ์ (ชื่อกําฟ้าน่าจะกลายจาก “ก่ำฟ้า” หมายถึง ขมุกขมัว ครึ้มฟ้าครึ้มฝนเมื่อใกล้ฝนตก พบในโคลงนิราศนรินทร์ว่า “ไขประทีปโคมแก้ว ก่ำฟ้าเฟือนจันทร์”)
พิธีกรรมจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทั้งนี้ เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เมื่อหลายพันปีมาแล้วเป็นเรื่องอธิบายไม่ได้ จึงยกเป็นการกระทําของอํานาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ซึ่งน่ากลัวขนหัวพองสยองเกล้า กระตุ้นให้ชาวนาทั้งชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติต้องร่วมกันกําหนดพิธีกรรมวิงวอนร้องขอต่อผีเพื่อความอุดมสมบูรณ์
ในทางภูมิอากาศเรื่องระบบลมมรสุม (ระหว่างเดือน 3) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปเป็น “ช่วงเปลี่ยนฤดู” จากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เกิดความแปรปรวนของลมมรสุมซึ่งพัดในทิศทางไม่แน่นอน มักมีฝนฟ้าคะนองเป็นฝนหลงฤดูเพราะไม่ใช่ฤดูฝน [มีเรียกหลายชื่อต่างๆ กัน ได้แก่ ฝนชะลาน (หมายถึง น้ำฝนชะล้างลานนวดข้าวที่เพิ่งเสร็จจากนวดข้าว), ฝนชะช่อมะม่วง (หมายถึง น้ำฝนราดรดต้นมะม่วงที่กําลังออกช่อ ทําให้บางช่อหลุดไป บางช่อเหลืออยู่)] [จากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ.2545 หน้า 140]
ฟ้าเปิดประตูฝนหรือฟ้าไขประตูฝน คือช่วงหลังฤดูหนาว มีฟ้าร้องเสียงคะนองเป็นสัญญาณจะมีฝน ดังนั้น คนแต่ก่อนเป็นที่รู้กันว่าต้องคอยฟังทั้ง 8 ทิศว่าเสียงฟ้าร้องมาจากทิศทางไหน? จะมีคําทํานายจากทิศทางเสียงฟ้าร้องถึงความอุดมสมบูรณ์ของน้ำท่าข้าวปลาอาหารของปีต่อไป
(คําทํานายมีในเอกสารเก่าและพิมพ์ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 7 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2542 หน้า 2460-2461)


พิธีสู่ขวัญข้าว
เริ่มด้วยขนข้าวเปลือก (จากลานนวดข้าว) ขึ้นยุ้งฉางหรือเล้าข้าว เชิญ “แม่ขวัญข้าว” ขึ้นยุ้งฉาง ทําพิธีสู่ขวัญข้าว เพื่อความมั่นคงทางอาหาร [ก่อนสู่ขวัญข้าวเซ่นผีแถน ชาวนาไม่กินข้าวใหม่ที่เพิ่งได้มา แต่ต้องรอหลังทําขวัญข้าวจึงเอาข้าวใหม่ไปหุงกินได้]
ข้าวที่ต้องสู่ขวัญรวมอยู่ในที่เก็บรักษา เช่น ยุ้ง, เล้า หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านเรือนที่จัดไว้โดยเฉพาะก็ได้ ข้าวเหล่านั้นมี 3 ส่วน จัดที่ทางไว้ไม่ปนกัน ได้แก่ แม่ข้าว, พันธุ์ข้าวปลูก, ข้าวกิน ดังนี้
(1.) แม่ข้าว คือ รวงข้าวตกที่เก็บรักษาไว้เซ่นผีตั้งแต่วันเกี่ยวข้าว (เดือนอ้าย) แล้วถูกเชิญเป็น (เสมือน) ประธานในลานนวดข้าว (เดือนยี่)
(2.) พันธุ์ข้าวปลูก หมายถึง เมล็ดข้าวเปลือกที่คัดส่วนดีที่สุดไว้จํานวนตามต้องการจากข้าวชุดแรกที่ลานนวดข้าว สําหรับเป็นพันธุ์ข้าวใช้ปลูกในปีต่อไป
(3.) ข้าวกิน คือ ข้าวเปลือกทั้งหมดที่ได้จากการนวดข้าวเก็บไว้กินตลอดปี
เมื่อเสร็จจากสู่ขวัญข้าว ต้องแบ่งข้าวเปลือกชุดแรกที่ผ่านพิธีทําขวัญไปตําซ้อมเป็นข้าวสารเหนียว (ข้าวกล้อง) แล้วหุงด้วยวิธีดั้งเดิมเริ่มแรกเพื่อเซ่นผีฟ้าผีแถน คือหุงในกระบอกไผ่เผาไฟให้สุก เรียกข้าวหลาม จากนั้นเซ่นผีฟ้าด้วยข้าวหลาม คือ “ข้าวขวัญ” หรือ “บายสี” ปัจจุบันเรียกบายศรี
[บาย แปลว่า ข้าวสุก (เป็นภาษาเขมร) สี มาจาก สรฺี (เสร๎ย) ภาษาเขมรแปลว่า สตรี หมายถึง ข้าวของแม่ข้าว]
[หลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย พิธีทําขวัญวันกําฟ้าแล้วเผาข้าวหลามทําข้าวจี่ก็ถูกปรับเปลี่ยนเข้ากับประเพณีทําบุญของชาวพุทธ]
บายศรี หรือข้าวขวัญเซ่นผีฟ้าใส่ภาชนะทำจากใบตอง เรียกกระทงหรือกระบาน
[กระทง หมายถึง ภาชนะใส่สิ่งของเย็บด้วยใบตองหรือกาบกล้วย ต่อมาอาจทำด้วยวัสดุอื่นๆ (เช่น กระดาษ เป็นต้น) กระบาน (สะกดด้วย น.หนู) หมายถึง ภาชนะใส่เครื่องเซ่นสังเวยคล้ายกระทง, กระบะ ฯลฯ ทำจากกาบกล้วยพับหักมุมเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมก็ได้ โดยใช้ไม้ตอกเส้นเสียบขัดแน่นเป็นตารางยึดติดกัน แล้วปูด้วยใบตองรองรับเครื่องเซ่นสังเวยใส่ตามช่องตารางในกระบาน (คนละอย่างจาก “กระบาล” สะกดด้วย ล.ลิง มาจากภาษาเขมร) แปลว่า หัวกะโหลก)]
