รัฐราชการไทย ต้องหยุดคิดเป็น ‘เดอะแบก’ กับทุกๆ เรื่องในสังคม
MatiTalk : พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
ผศ.ดร.ปรีชญาณ์ นักฟ้อน หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้สัมภาษณ์รายการ MatiTalk ถึงปัญหารัฐราชการไทยในปัจจุบัน ว่า เราต้องกลับไปดูว่าระบบราชการมันถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์หรือหน้าที่อะไร
ถ้าเกิดการทำงานของรัฐ “ระบบราชการ” เป็นกลไกหลักในการทำงานให้กับประเทศ ก็ไม่แปลกที่มันจะกลายเป็นงบประมาณหลักหรือเป็นค่าใช้จ่ายหลักในการที่เราจะพัฒนาประเทศไป
แต่ทีนี้ตัวงบประมาณมันถูกแบ่งสันปันส่วนหรือออกแบบมาได้เหมาะกับสถานการณ์ในการได้ประโยชน์จากกลไกตรงนี้ไหม
อันนี้เป็นอีกเรื่องมากกว่า ถ้าจะย้ำก็คือว่า ถ้าเรามองโครงสร้างของรัฐระบบราชการคือกลไกหลักที่ต้องมีอยู่ แล้วการลงทุนกับตัวกลไกหลักไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพียงแต่ถ้าเราเขย่าดูว่าเอ๊ะมันลงทุนถูกจุดหรือไม่ แล้วก็ผลของการลงทุนมันรีเทิร์นกลับมาเป็นผลประโยชน์ได้ลงตัวหรือเปล่า
อย่างงั้นมันก็ไม่ได้แปลกอะไรที่มันจะมีค่าใช้จ่ายประจำหรือว่าค่าใช้จ่ายหลักอยู่ที่ระบบ
จริงๆ การพูดถึงเรื่องของกลไกรัฐว่ามีไซซ์ใหญ่โตมากน้อยแค่ไหน ทุกอย่างคงกลับไปที่เรื่องเหตุผลของมันว่าทำไมมันต้องใหญ่
ในอดีตที่ผ่านมาเราอาจจะมีระบบราชการที่เล็กกะทัดรัด ภารกิจมันไม่ได้เยอะมาก แน่นอนพอภารกิจมันเยอะขึ้น ชีวิตผู้คนมันหลากหลายมากขึ้น สิ่งที่เรา requirement จากตัวของระบบตัวนี้มากขึ้น เราก็จะค่อยๆ เพิ่มฟังก์ชั่น
เหมือนเราซื้อกล้องอาจจะมีกล้องเปล่ามา แต่พอเราเริ่มอยากได้เมมโมรี่เพิ่ม เราจะค่อยๆ เติมเข้าไป เหมือนระบบราชการภายใต้หน้าที่ที่เขาคิดว่าน่าจะทำให้เราได้
ทีนี้พอมันเติมไปเรื่อยๆ ตราบใดที่การเติมนั้นมันก่อให้เกิดผลประโยชน์ไซซ์ที่ใหญ่ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่การเติมมันไม่เกิดประโยชน์ มันก็เหมือนมันบวม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าโตแต่ขนาด แต่ไม่ได้สร้างผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย
จึงอาจจะต้องมองเข้าไปข้างในมากกว่าที่จะมองแค่ตัวขนาด
วันนี้ต้องเอาพิมพ์เขียวของตัวระบบรัฐมาวางเลย แล้วเราจะเห็นว่าจริงๆ แล้วมันมีปัญหาอะไรเหมือนตรวจสุขภาพ วันนี้อย่าไปตรวจแค่คอเลสเตอรอล ไม่ได้ดูเรื่องของมะเร็ง คัดกรองมะเร็ง เราต้องตรวจสุขภาพระบบราชการ
ถามว่าถึงเวลามองอย่างจริงจังหรือยัง เพราะเราพูดกันมาคนละเรื่องนานมากๆ
แล้วสุดท้ายเวลาเสนอทางแก้มา นอกจากแก้ไม่ได้เป็นรูปธรรม แล้วก็แก้แล้วก็ไม่จบด้วย มันก็จะมีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เราคุยภายใต้ความรู้สึกความคิดเห็น คนที่เสียงดังกว่าความคิดเห็นนั้นจะกลายเป็นความคิดเห็นที่ถูกต้อง
เราไม่ได้พูดภายใต้ information ไม่ได้พูดภายใต้ data ไม่ได้พูดภายใต้หลักการ อันนี้คือสิ่งที่เป็นที่เห็นวันนี้
ปัญหาทุจริตในแวดวงราชการไทย
เปิดตรงไหนตรวจตรงไหนก็น่าจะเจอ อันนี้ถือว่าเป็นโอเวอร์เคลมก่อนเลยนะจริงเปล่าไม่รู้ แต่ว่ามันเชื่อได้ มันรู้สึกแบบนั้นไปแล้ว มันกังวลแบบนั้นไปแล้ว
ก็ต้องหันกลับมาดูว่าถ้าเรามองเรื่องการทุจริตเป็นเรื่องความดีชั่วส่วนบุคคลมันก็จะแก้ไม่ได้ จบกันด้วยเรื่องศีลธรรม มันแก้ไม่ได้
แต่ถ้ามันกลายเป็นว่ามันมีโอกาสที่จะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ทุกๆ พื้นที่ขนาดนี้ แปลว่าปัญหารวมมันต้องเกิดแล้วแหละ คนมันจะเลวร้ายกันไปทั่วประเทศขนาดนั้นเลยหรือเปล่า
แปลว่ามันต้องมีช่องว่างมันต้องมีช่องโหว่บางอย่าง มันต้องมีจังหวะแย่ๆ อะไรบางอย่าง มันต้องมีระเบียบที่มันอาจจะผิดพลาด หรือโครงสร้างที่ผลักดันให้คนทำอะไรแบบนี้
เช่น ทำไมคนถึงอยากทุจริต คนเลือกที่จะทุจริตเพื่อเข้าสู่กลไกรัฐ แปลว่าแน่นอนเขาอยากเข้าวงการนี้ แปลว่ารัฐยังคงจูงใจอยู่ ยิ้มหวานก่อน
เดิมทีเราเคยพูดถึงปัญหาสมองไหล คนไม่อยากอยู่ในระบบคนละเรื่องกันนะ แปลว่าคนยังอยากเข้ามา เพราะอะไรทำไมถึงกล้ามองว่าลงทุนจ่ายทุจริตคุ้ม
ท่านนายกฯ ยังพูดเองเลยว่าเงินเดือนเท่าไรเองจ่ายไปตั้งหลายแสน เงินเดือนหลักหมื่น คุ้มหรือ แปลว่าเขาต้องมองว่ามันคุ้ม
คำถามคือคุ้มจากอะไร ถ้าเรารู้ว่าเงินเดือนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเกษียณอายุเท่านี้
แปลว่ามันก็มีตัวอื่น แล้วส่วนอื่นนั้นมันมาจากไหน? แปลว่ามันก็มีช่องทางหลักฐานเชิงประจักษ์คนนั้นที่เคยเป็นเห็นว่าเขาได้ตรงนั้นตรงโน้นตรงนี้ นี่คือสิ่งที่มันเป็นแรงจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบ แปลว่าระบบมีช่องว่าง
ฉะนั้น ปัญหาการทุจริตวันนี้มันซีเรียส ต้องหันมามองเชิงโครงสร้างเลยว่าการสอบรับราชการในปัจจุบันจุดอ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง การให้ กพ.สอบทั้งหมด จุดอ่อนมันก็มี มันคืออะไร เราเปลี่ยนตรงนี้ไปอีกแบบหนึ่งก็เจอจุดอ่อนอีก
งั้นแสดงว่าตอนนี้เรากำลังแก้จุดอ่อนไม่ได้ เรายังหายาไม่ถูกกับโรคนี้ใช่หรือไม่
มันเป็นปัญหาเร่งด่วน ต้องมานั่งคุยกันอย่างจริงจังเลย ไม่ใช่ถอดบทเรียน เอาคนที่เกี่ยวข้องมาว่ามันมีรูโหว่ตรงไหน ทำไมคนยังสามารถใช้ช่องทางได้
ต้องทำให้ทันต่อเวลา ทำให้ประชาชนเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์ให้ได้

รัฐราชการ – รัฐบาล กุมเบ็ดเสร็จหลายอย่าง แต่แก้ปัญหาใหญ่ๆ ไม่ได้?
สุดท้ายมันไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร คือว่าเขาเห็นปัญหาเดียวกันกับเราหรือเปล่า อย่าลืมว่าเวลาประชาชนรู้สึกเจ็บปวดร้อนหนาว แต่กว่าเรื่องมันจะไปถึงคนที่เขามีอำนาจในมือจริงๆ ความเจ็บปวดอย่างที่เราเห็นในโซเชียลมีเดีย หรือในอะไรก็แล้วแต่ อัลกอริทึมมันไม่ได้พาเราเห็นครบถ้วน
ปัญหาที่เราคุยกันในห้องนี้ คนที่ต้องตัดสินใจเขาอาจจะได้ยินไม่ครบ อาจจะมีจุดอื่นที่ส่งเสียงเหมือนกัน ดังนั้น ปัญหามันจะวิ่งไปถึงตัวผู้มีอำนาจครบหรือเปล่า มากน้อยเราไม่รู้เลย
ทุกครั้งเวลารัฐประกาศอะไรออกมา พวกนักวิชาการเวลาได้ยินมาตรการต่างๆ เราจะชอบหันกลับไปถามว่า เขาออกมาเพื่ออะไร มาแก้อะไร มันไม่ค่อยมีประเด็นโผล่ขึ้นมาจริงๆ ต้องฝากสื่อมวลชนด้วยว่าอย่าเพิ่งไปถามดีเทลที่เขาจะทำ แต่ให้กลับไปถามต้นตอว่าเขาจะแก้อะไร? สื่อมวลชนหรือประชาชนจะมีโจทย์ในใจว่าผลลัพธ์หรือคำตอบที่เกิดจะต้องเห็นอะไร
แต่ตอนนี้เราเห็นแค่เขาจะทำ เขาจะออกเครื่องมือมา เขาก็จะบอกแค่ว่าเขาทำแล้วนะ แต่เราจะรู้สึกว่าทำไมมันปัญหาเหมือนเดิม ยังเหนื่อยเหมือนเดิม ยังเจ็บปวดเหมือนเดิม ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
สรุปคือ
1. ความเข้าใจต่อปัญหาของเขามันตรงกับสิ่งที่สังคมกำลังส่งเสียงหรือเปล่า
2. ความสามารถในการได้มาซึ่งเครื่องมือนักการเมืองหรือแม้กระทั่งท่านนายกฯ เป็นฝ่ายการเมือง มันต้องมีคนที่เป็นสเปเชียลลิสต์ในแต่ละเรื่อง คือนายกฯ ไม่ใช่อเวนเจอร์ ต่อให้เป็นนายกฯ ที่เก่งมากๆในประเทศใดๆ ก็ตาม มันจะต้องมีคนที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะอยู่ประมาณหนึ่ง ถ้าท่านดู 4 กระทรวง 5 กระทรวง แล้วเป็นคนละเรื่องกันหมด เราจะคาดหวังให้ท่านเชี่ยวชาญอะไร
ขนาดเราเคยมีรัฐมนตรีเป็นหมออาจจะยังคุมกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้เลย เพราะว่าเขาอาจจะไม่เคยผ่านงานกรมอื่นมา
เพราะฉะนั้นคนที่คาดหวังมากๆ คือ “ทีมของเขา” ทีมที่เป็นคนแบ๊กอัพทั้งข้อมูลที่ถูกต้อง และนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ควรจะเป็น เพราะอย่าลืมว่าฝ่ายการเมืองหรือกระทั่งนายกรัฐมนตรีเขามีอำนาจ แต่ถ้าข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจมันมาไม่ถึง มันมาไม่ครบ
ทางเลือกที่ควรจะมีมันอาจจะไปโผล่อยู่ในโซเชียล โผล่ที่นักวิชาการ แต่มาไม่ถึงโต๊ะนายกฯ มันไม่มีทางถูกตัดสินใจได้
สุดท้ายผลลัพธ์จะกลายเป็นอย่างที่เราคิด คือทำไมมันไม่เปลี่ยนแปลงสักที ทำไมมันไม่ฟันธง ทำไมมันไม่เห็นแก้ไขอะไรได้
บางครั้งผู้มีอำนาจต้องยอมรับตรงๆ ไม่ใช่แค่นายกฯ แต่ในหลายๆ ระดับ บางทีการตัดสินใจเกิดขึ้นโดยนึกไม่ออกหรือลืมคิดด้วยซ้ำว่าตัดสินใจเพื่อให้เห็นอะไร พอไม่รู้ คนคิดก็ไม่รู้ คนรอก็ไม่รู้ สุดท้ายเราก็เลยไม่เคยเห็นอะไร
นี่คือสิ่งที่อยากจะพาให้สังคมมองไปด้วยกันในวันที่เราทำได้ ถ้าสังคมเริ่มส่งเสียงกันชัดขึ้น ให้มันแข็งแรง และถ้า solution มันไม่มี
นี่อาจจะเป็นหน้าที่ของนักวิชาการที่คุณต้องทำงานหนักขึ้น ต้องช่วยกันทำยังไงให้มันกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ที่ถึงมือผู้มีอำนาจ เพราะเราก็เป็นประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเหมือนกันในสังคม
ไม่ใช่แค่บ่นแล้วรอ พอบ่นแล้วรอ มันบ่นหายแล้วก็เสียใจ สุดท้ายคนที่เศร้าก็คือพวกเรา
ถ้าฝากถึงรัฐบาลได้
ตอนนี้คงต้องบอกให้เขาหยุด คือไม่ใช่แค่รัฐบาลนะ หมายถึงทุกๆ หน่วยงานเลย เพราะตอนนี้ทุกคนเร่งเครื่องเต็มสปีดมากๆ แต่บางครั้งการเร่งแบบไร้ทิศทาง มันทำให้มันติดลบมากกว่า plus (บวก)
ถ้าเราอาจจะมีเวลาในการหยุด หายใจช้าๆ ชวนทั้งคนไทยและทั้งสังคมลองหยุดทบทวนเพื่อเดินต่อให้มันแข็งแรง
ตอนนี้เรากำลังผลักกันเอง วิ่งกันเอง เบียดกันเองจนเราไม่รู้ทิศทาง
ระบบราชการเองมันไม่มีทิศทางมานานมากแล้ว ไม่มีทิศทางคือมันได้แต่ปะผุ ต่อเติม ไม่ทราบว่าเคยเห็นการต่อเติมที่ไม่มีแผนไหม หรือมีแผนแต่เป็นแผนแบบเฉพาะหน้า
สุดท้ายพอเราหันมาดูตัวเองปุ๊บ เรากลายเป็นตัวอะไรเราก็ไม่รู้ เราต้องหยุดคิดสักนิด จะได้รู้ว่าตรงไหนที่เราต้องไปต่อ ตรงไหนที่เรายังขาดหายอยู่
อีกหนึ่งคำที่ถ้าต้องฝากจริงๆ วันนี้เราอยู่ในยุคที่ราชการหรือภาครัฐไม่ใช่แฟ็กเตอร์ตัวเดียวอีกต่อไปมานานมากแล้ว เราไม่รู้ว่าเป็นความเจตนาดีหรือเปล่าในการอยากจะเป็น “เดอะแบก” ให้กับทุกๆ เรื่องในสังคม โดยที่เราไม่ได้มีศักยภาพมีข้อจำกัด และสุดท้ายก็วนกลับมาเป็นภาระให้กับคนในสังคมด้วยภาษี ด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆ
รัฐต้องหยุดทำเรื่องที่ไม่เก่งรัฐได้แล้ว ต้องหยุดทำเรื่องที่เพื่อนเก่งกว่า รัฐอย่าทำด้วย แล้วก็ชวนเพื่อนทำด้วยเพื่อให้เพื่อนมีส่วนร่วม สุดท้ายก็ทำกันไปทำกันมา บางทีรัฐก็ไปขัดเพื่อน เพื่อนก็ขัดรัฐ เรากำลังไปกันแบบงงๆ นิดหน่อย
ถ้าให้จบก็คงต้องกลับมาเตะฟุตบอลแบบพรีเมียร์ลีก (มีเป้าหมาย) เราต้องหยุดเตะบอลแบบไปเรื่อยๆ ไม่มีทีมมาวางแผนแล้วประเทศมันจะหายใจได้คล่องขึ้น อย่างน้อยไม่มีอะไรดีขึ้นมันจะไม่แย่ลง
ต้องหยุดเพื่อทำให้ความเสียหายไม่ไปไกลกว่านี้ อาจจะช่วยได้มากขึ้นในวันที่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำให้มันดีขึ้นยังไง
