ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่รัฐบาลหลีกหนีความรับผิดชอบไม่ได้ และปัญหานี้ในส่วนหนึ่งผูกโยงอยู่กับ “การพูดคุยสันติสุข” ดังนั้น ในวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มีการประชุม และออกมาตรการ 6 ประการในการแก้ปัญหา
มาตรการทั้ง 6 ประการได้แก่ 1) การบังคับใช้กฎหมาย 2) การควบคุมชายแดน 3) ให้ทบทวนแนวทางการพูดคุย 4) การพาคนกลับ 5) การประสานงานกับมาเลเซีย และ 6) การสื่อสารต่อสาธารณะ
มาตรการนี้เป็นผลจากสถานการณ์ไฟใต้ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการโจมตีจุดตรวจในพื้นที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ในวันที่ 22 กรกฎาคม ทำให้อาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิตถึง 5 นาย
ผลของการโจมตีที่เกิดขึ้น ได้สร้าง “แรงสั่นสะเทือน” ต่อรัฐบาลจนต้องเปิดการประชุม สมช. และมีผลอย่างมากต่อการพูดคุยอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอภาพรวมในเฉพาะส่วนของการพูดคุย
สถานการณ์โดยรวม
1) การพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มติดอาวุธ BRN ไม่ว่าจะถูกเรียกชื่ออะไร แต่โดยสาระคือ “การเจรจาสันติภาพ” เพื่อหว้งว่า การพูดคุยจะจบลงด้วยการสร้างสันติภาพในพื้นที่ที่เป็นปัญหา อันจะนำไปสู่การยุติความขัดแย้ง
2) การพูดคุยเริ่มจากยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยมีรัฐบาลมาเลเซียเข้ามาเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเปิดเวทีการคุยที่กัวลาลัมเปอร์
3) การพูดคุยดำเนินไปในหลายรัฐบาล แต่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้จริง จึงเปิดโอกาสให้ NGO จากยุโรปเข้ามามีบทบาท แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวเท่าใดนัก
4) การพูดคุยในช่วงปลายรัฐบาล คสช. มีการสร้างกรอบการพูดคุยใหม่ แต่กรอบนี้เป็นการดำเนินการโดยกลุ่มNGO ของยุโรป และมีการจัดการประชุมที่เบอร์ลิน (ในชื่อของ Berlin Initiative) และที่เจนีวา (ในชื่อว่า Geneva Call)
5) กรอบการพูดคุยคือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า“JCPP” (Joint Comprehensive Plan of Peace) แต่ก็มีเสียงโต้แย้งและคัดค้านในหมู่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง แต่แผนนี้ก็ได้รับการผลักดันจาก สมช.
6) ผลจากสภาวะเช่นนี้ ทำให้เกิดเวทีการพูดคุย 2 เวที คือ เวทีที่มาเลเซีย และเวทีที่ยุโรป
7) ปัจจุบันดังที่ปรากฏในสื่อแล้วว่า อาจารย์วันนอร์ในฐานะของที่ปรึกษาของ “คณะผู้แทนพิเศษ” เดินทางไปอินโดนีเซีย และมีข่าวว่า น่าจะมีการพบกับผู้แทน BRN อันอาจนำไปสู่การเจรจาอีกเวทีหนึ่ง
8) การเดินทางไปอินโดนีเซียของอาจารย์วันนอร์ ทำให้เกิดการคาดคะเนว่า อาจจะมีการดึงอินโดนีเซียเข้ามาเป็นผู้อำนวยความสะดวกร่วมกับมาเลเซีย ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึง การมีผู้อำนวยความสะดวกเพิ่ม
9) ข้อเสนอให้อินโดนีเซียเข้ามาเป็นผู้อำนวนความสะดวกเพิ่มอีก 1 ประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ พลเอกนิพัทธิ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เคยพยายามเสนอมาก่อน แต่รัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้ตอบรับ และให้น้ำหนักไว้กับทางมาเลเซียเป็นสำคัญ
10) ผลจากปฏิบัติการของ BRN ในกรณีที่ระแงะ ทำให้เกิดความเห็นจากกระแสสังคมบางส่วน และมีทัศนะต่อต้านการก่อเหตุอย่างมากว่า รัฐบาลควรยุติการพูดคุย เพราะไม่มีท่าทีตอบรับจาก BRN นอกจากปฏิบัติการความรุนแรง
คำถามและปัญหาในอนาคต
11) รัฐบาลชุดปัจจุบันยอมรับแผน JCPP หรือไม่ นายกฯ ในฐานะประธาน สมช. ควรชัดเจนในเรื่องนี้
12) นายกฯ รับทราบและเข้าใจเรื่องของแผน JCPP ที่มาจากการออกแบบของ NGO ยุโรปเพียงใด
13) รัฐบาลจะยอมรับให้ NGO ยุโรป เข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้เพียงใด
14) รัฐบาลยอมให้เปิดเวทีการพูดคุย 2 เวทีคู่ขนาน (มาเลเซียและยุโรป) หรือไม่
15) ในอนาคต รัฐบาลจะเพิ่มบทบาทของอินโดนีเซียเข้ามาในการพูดคุยด้วยหรือไม่
16) ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่รัฐบาลจะกำหนดยุทธศาสตร์ภาคใต้ ที่มีการพูดคุยเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์นั้น
17) รัฐบาลควรกำหนดทิศทางของคณะพูดคุยให้ชัดเจน ไม่ใช่ให้หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ทำหน้าที่เป็นคณะรับฟังความคิดเห็นจากภาคสังคม
18) การรับฟังความเห็นจากภาคสังคม ควรเป็นหน้าที่ของคณะผู้แทนพิเศษ เพราะมีสถานะเป็นดัง “ครม. น้อย”
19) หลายฝ่าย/หลายคนพยายามเปิดช่องทางการติดต่อกับ BRN ทำอย่างไรที่การเปิดช่องทางนี้ จะไม่กลายเป็น “ความไร้เอกภาพ” ของฝ่ายเรา หรือไม่กลายเป็นช่องทางหาประโยชน์ทางการเมืองจาก BRN
20) นายกฯ ตระหนักหรือไม่ว่า มาตรการทั้ง 6 ของ สมช. อาจจะไม่มีอะไรใหม่ และข้อเสนอเช่นนี้เกิดมาโดยตลอด และไม่เคยเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ปัญหาการพาคนกลับ ซึ่งมีคำถามมากมาย โดยเฉพาะการแสวงหาผลประโยชน์ในเรื่องนี้ (ซึ่ง สมช. น่าจะรู้เรื่องดี !)
อนาคต
การเจรจา/พูดคุยเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน และความยุ่งยากในภาคใต้ส่วนสำคัญมาจากความเชื่อของ BRN ว่า การก่อเหตุคือ การสร้างแรงกดดันเพื่อชิงความได้เปรียบในการพูดคุย แต่อาจลืมไปว่า ถ้าก่อเหตุจนเกินระดับแล้ว โต๊ะเจรจาอาจล้มได้ และนโยบายในการแก้ปัญหาของรัฐจะถูกสังคมกดดันให้รัฐต้องใช้มาตรการเข้มงวดมากขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สุดท้ายนี้ บทความไม่ได้เสนอให้รัฐบาลยุติการเจรจาทั้งกระบวน แต่ต้องการเสนอให้คิดถึง “ยุทธศาสตร์การเจรจาใหม่” ที่ไม่ใช่จำยอมต้องเดินไปกับกรอบเดิม (JCPP) เพียงเพราะ สมช. เกรงใจ NGO ยุโรป หรือในขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่การออกมาตรการ “พายเรือในอ่าง” … ไม่อยากเห็นนายกฯ เป็น “กัปตันเรือในอ่าง” ครับ !
