ความสำคัญของสภาจำลอง ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในไทย
คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
“ความสำเร็จคือที่ซึ่งการเตรียมพร้อมและโอกาสมาบรรจบกัน” (Success is where preparation and opportunity meet.)
ประโยคเด็ดนี้คือคำกล่าวของ “บอบบี้ อันเซอร์” (Bobby Unser) นักแข่งรถชื่อดังชาวอเมริกัน ซึ่งกลายมาเป็นแนวคิดตั้งต้นของการจัดกิจกรรม “สภาจำลอง” Change Agent 2026 ขึ้นอย่างต่อเนื่องที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ตลอดสามปีที่ผ่านมา
ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยความตระหนักว่า เยาวชนซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยที่มีความกระตือรือร้นสนใจการเมืองอย่างสูง และในภายภาคหน้าพวกเขาก็อาจได้โลดแล่นไปในเส้นทางของการเป็นนักการเมืองจริงๆ ตลอดจนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและพัฒนาประชาธิปไตยในไทย
แต่การจะทำตามความฝันสำเร็จหรือไม่นั้น ลำพังเตรียมพร้อมด้วยวิธีศึกษาหาความรู้จากภายในห้องเรียนอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ แต่ต้องมีโอกาสในการฝึกฝนปฏิบัติจริงในภาคสนามด้วย

ครั้นจะให้ไปลองฝึกงานในรัฐสภาจริงๆ ก็เป็นไปไม่ได้
ดังนั้น จึงเกิดการจำลองรูปแบบของรัฐสภาขึ้นมา แล้วให้พวกเขาได้ใช้เวทีนี้เป็น “สนามทดลอง” ด้วยการสวมบทบาทเป็นผู้แทนราษฎร
สภาจำลองที่จัดขึ้นนี้เป็นกิจกรรมของวิทยาลัยสหวิทยาการ มธ. หลักสูตรปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (Philosophy Politics and Economics) ศูนย์ลำปาง หรือที่เรียกย่อๆ ว่า “PPE ลำปาง”
ทั้งนี้ เนื่องจากหลักสูตร PPE ของวิทยาลัยสหวิทยาการนั้นไม่ได้มีที่ลำปางแห่งเดียว แต่ยังมีที่ท่าพระจันทร์ด้วย โดยท่าพระจันทร์นั้นแยกออกเป็น 2 หลักสูตร คือภาคภาษาไทยกับภาคภาษาอังกฤษ (หลักสูตรนานาชาติ)
การที่กิจกรรมจัดขึ้นที่ลำปางจึงมีผู้เข้าร่วมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนในลำปางเท่านั้น ได้แก่ ลําปางกัลยาณี, บุญวาทย์วิทยาลัย และอัสสัมชัญลําปาง รวมทั้งหมดประมาณ 60 คน พร้อมกับทีมงานจากคณะกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปางอีก 15 คน
ลักษณะกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ส่วน คือภาคบรรยายในช่วงครึ่งวันเช้า และภาคปฏิบัติส่วนที่เป็นสภาจำลองในช่วงครึ่งวันบ่าย
ช่วงเช้านั้นเป็นกิจกรรมสันทนาการเพื่อละลายพฤติกรรม จากนั้นก็เข้าสู่การให้ความรู้เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาไทย ตลอดจนรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) หรือที่มักเรียกขานกันว่า “สภาเวสต์มินเตอร์” เนื่องจากอาคารที่ประชุมรัฐสภาอังกฤษนั้นแต่เดิมก็คือ “พระราชวังเวสต์มินเตอร์” (Palace of Westminster) ริมแม่น้ำเทมส์นั่นเอง
เหตุผลที่กิจกรรมนี้เลือกหยิบยกรัฐสภาอังกฤษมาเป็นองค์ประกอบหลักของโครงการด้วยก็เพราะว่าอังกฤษเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวนมาก รวมทั้งไทยด้วย
เพราะฉะนั้นไทยกับอังกฤษจึงมีรูปแบบการปกครองที่คล้ายคลึงกันอยู่หลายประการ
เช่น ใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ใช้ระบบรัฐสภา (Parliament System) โดยมีรูปแบบเป็นสภาคู่คือมี 2 สภา (Bicameral Parliament)
และเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข (Constitutional Monarchy หรือ Parliamentary Monarchy) โดยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
ส่วนนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำประเทศและเป็นประมุขฝ่ายบริหาร ดูแลกิจการบ้านเมืองภายในกรอบของกฎหมายและรัฐสภา
รัฐสภาไทยกับอังกฤษแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น แม้มี 2 สภาเหมือนกัน แต่ของไทยแบ่งเป็นสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน มาจากการเลือกตั้ง ใช้ห้องประชุมสุริยัน (พระอาทิตย์) และวุฒิสภาจำนวน 250 คน มาจากการเลือกกันเองภายในกลุ่มผู้สมัคร ใช้ห้องประชุมจันทรา (พระจันทร์)
อาคารรัฐสภาไทยในปัจจุบันคือ “สัปปายะสภาสถาน” หมายถึงสถานที่ประกอบกรรมดีโดยอิงมาจากคำว่า “สัปปายะ” ซึ่งเป็นความหมายทางธรรม แปลว่าสะดวกสบายหรือความสบาย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ บริเวณที่ตั้งของ ร.ร.โยธินบูรณะเดิม ถ.สามเสน ย่านเกียกกาย
ส่วนรัฐสภาอังกฤษแบ่งเป็นสภาสามัญหรือสภาล่าง (House of Commons) 650 คน มาจากการเลือกตั้ง ใช้ห้องประชุมที่นั่งสีเขียว และสภาขุนนางหรือสภาสูง (House of Lords) มีจำนวนไม่แน่นอนตายตัว โดยทั่วไปมีประมาณ 800 คน (อยู่ในช่วง 750-900 คน) มาจากการแต่งตั้ง
ประกอบไปด้วย 1. ฝ่ายเจ้าและขุนนางสืบสกุล (Hereditary Peers) 2. ขุนนางตลอดชีพ (Life Peers) 3. พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่หรือนักบวชที่มีสมณศักดิ์ (Archbishops and Bishops) จำนวน 26 คน และ 4. ขุนนางกฎหมาย (Law Lords) (เดิมขุนนางกฎหมายเป็นศาลสูงสุดด้วย แต่ปัจจุบันโอนไปเป็นศาลสูงสุดแล้ว หลังจากก่อตั้งศาลสูงสุดขึ้นในปี ค.ศ.2009)
โดยสภาขุนนางมีบทบาทกลั่นกรองร่างกฎหมายจากสภาสามัญอีกชั้นหนึ่ง ใช้ห้องประชุมที่นั่งสีแดง
กิจกรรมสภาจำลองเป็นการสมมุติสถานการณ์ว่าเป็น ส.ส.อังกฤษ เพราะการถกเถียงกันในสภาอังกฤษยังคงลักษณะของการโต้วาทีดีเบต ใช้เหตุผลโต้แย้ง คัดค้าน หรือสนับสนุนกันอย่างฉับพลันและมีชีวิตชีวากว่า สังเกตได้ตั้งแต่การจัดแบ่งที่นั่งในสภาอังกฤษซึ่งแยกที่นั่งออกเป็นสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน โดยมีประธานสภาอยู่บนบัลลังก์ซึ่งตั้งตรงกลาง
เมื่อมีวาระพิจารณาเรื่องใดในสภา ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลก็ซักถามและโต้แย้งกันด้วยเหตุผลผ่านพื้นที่นี้
ดังนั้น กิจกรรมในสภาจึงไม่ใช่เพียงแค่เป็นตัวแทนเสียงของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการถกเถียงเพื่อแสวงหาข้อสรุปที่มีเหตุผลหนักแน่นที่สุดด้วย
ต่างกับสภาไทยที่มีโครงสร้างการจัดที่นั่งแบบครึ่งวงกลม มีประธานนั่งอยู่ในที่สูงฝั่งตรงข้ามกับสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด เวลา ส.ส.อภิปรายก็ใช้การลุกขึ้นพูดทีละคน โดยมีประธานเป็นผู้ควบคุมการอภิปราย ทำให้บรรยากาศในสภาไทยนั้นเป็นแบบตามระเบียบพิธีการเสียมากกว่าถกเถียงด้วยเหตุผลกลับไปกลับมาระหว่างสองฝ่ายเช่นที่เกิดขึ้นในสภาอังกฤษ
ก่อนนักเรียนจะได้ลงสนามด้วยตนเอง อาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยก็ทำการสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน ภายใต้หัวข้อ “ควรอนุญาตให้ใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจหรือไม่”
ส่วนตัวแทนนักเรียนจำนวน 10 คนก็ได้ลองดีเบตกันในหัวข้อ “ทำงานราชการกับเอกชน แบบไหนดีกว่ากัน”
ซึ่งผลที่ออกมานับว่าเกินคาดอย่างยิ่ง เพราะทั้งนักเรียนและนักศึกษาต่างก็งัดเหตุผลออกมาโต้กันอย่างเมามัน มั่นใจ มีปฏิภาณไหวพริบ และฉับไวมาก
แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการใช้เหตุผลและสื่อสารที่มีติดตัวอย่างดีเยี่ยม รอการพัฒนาไปสู่การเป็นนักการเมืองเต็มตัวได้ในอนาคต
นอกจากกิจกรรมสภาจำลองแล้ว งานนี้ยังมีการแชร์ประสบการณ์ตรงจากนักการเมืองอีกด้วย โดยได้รับเกียรติจาก ว่าที่ ส.ส.ลำปาง เขต 1 “ไก่” ทิพา ปวีณาเสถียร จากพรรคประชาชน ผู้เป็น ส.ส.เก่าจากการเลือกตั้งรอบที่แล้วในปี พ.ศ.2566 และเพิ่งได้ชัยชนะมาหมาดๆ จากการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 47,614 คะแนน แม้ว่าถึงตอนนี้จะพ้นวันเลือกตั้งมาสิบวันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต.ก็ตาม
การแชร์ประสบการณ์จาก ส.ส. ก็ประสบความสำเร็จเกินคาดเช่นกัน โดยน้องๆ ดูตื่นเต้นดีใจ และพยายามซักถาม ส.ส. กระทั่งหมดเวลาแล้วก็ยังไม่เลิก จนพิธีกรจำเป็นต้องกล่าวปิดกิจกรรมตามกำหนดการ
ผมเองจากเดิมที่อยู่ในอารมณ์เซ็งๆ หลังติดตามข่าวเลือกตั้งซึ่งดูเละเทะไปด้วยปัญหาสารพัด
แต่เมื่อเห็นความกระตือรือร้นแข็งขันของเยาวชนแล้ว ก็กลายเป็นปลาบปลื้มใจและมีความหวังถึงอนาคตข้างหน้าขึ้นมาทันที
บรรยากาศเช่นนี้เองที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสร้าง “เวที” ให้เยาวชนได้มีโอกาสฝึกปรือฝีมือ และเข้าถึงความรู้โดยตรงจากผู้มีประสบการณ์จริง อันมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ท้ายที่สุดนี้ ขอขอบคุณทุกคนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องซึ่งช่วยสนับสนุนให้ผมได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็น รศ.ดร.สายฝน สุเอียนทรเมธี คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการ, รศ.ดร.รุ่งนภา เทพภาพ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและ ผอ.หลักสูตร PPE ลำปาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผศ.ชวนนท์ กาญจนสุวรรณ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการนักศึกษา (ศูนย์ลำปาง) ที่ร่วมเหนื่อยยากทำโครงการนี้ด้วยกันมาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน
กันตภณ กุณาวงศ์ (โย) นักวิชาการศึกษาที่เป็นกำลังสำคัญและขับเคลื่อนทุกอย่างในโครงการนี้ ขอบคุณครูอาจารย์และน้องๆ จากทั้ง 3 โรงเรียน ขอบคุณ ส.ส.ไก่ ทิพา และทีมงานไก่ชน
ตลอดจนทีมงานคุณภาพจากกรรมการนักศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มธ.ศูนย์ลำปาง ทั้ง 15 คน มา ณ ที่นี้ด้วยครับ




















