บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (20)

ไม่มีเดียนเบียนฟูที่บ้านนา

“BATTLE FOR SKYLINE RIDGE” เจมส์ อี. ปาร์เกอร์ จูเนียร์ มีบันทึกรายงานของ พ.อ.เหงียน ชวง ผู้บังคับการกรม 165 ที่รับผิดชอบในการเข้ายึดบ้านนาในท้ายที่สุดว่า…

“ตลอดทั้งวันต่อมา ข้าศึกโจมตีโต้ตอบเราอย่างบ้าคลั่ง รวมทั้งมีการทิ้งระเบิดแบบปูพรมจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ซึ่งปกติแล้วจะไม่มีการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติในระดับยุทธวิธีเช่นนี้ จึงสร้างความสับสนและไม่มั่นใจต่อฝ่ายเราในการประเมินท่าทีของข้าศึก ต่อมาเราจึงได้รับคำตอบว่า การระดมทิ้งระเบิดทางอากาศครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการถอนตัวจากพื้นที่การรบของข้าศึก โดยต่อมาฝ่ายข้าศึกก็ส่งเฮลิคอปเตอร์มายังพื้นที่ศูนย์กลางบ้านนา ซึ่งในชั้นแรกข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นการส่งกำลังเคลื่อนที่เร็วเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้ความช่วยเหลือที่ตั้งกองบังคับการของข้าศึก

ข้าพเจ้าคาดไม่ถึงว่า แท้จริงแล้วกลับเป็นการถอนกำลังข้าศึกออกจากที่มั่น จนกระทั่งเมื่อกองพันของฝ่ายรัฐบาลลาวซึ่งวางตัวทางด้านปีกขวาแตกพ่ายและหลบหนีจากที่มั่น ข้าพเจ้าจึงตระหนักว่าข้าศึกกำลังถอนตัวจากพื้นที่บ้านนาจึงออกคำสั่งให้หน่วยของเราไล่ติดตามข้าศึกที่กำลังพยายามหลบหนีเหล่านี้ทันที แต่ก็ไม่ทันต่อเหตุการณ์ จึงสามารถสังหารข้าศึกได้เพียงจำนวนน้อยและจับเชลยศึกได้เพียง 30 คนเท่านั้น”

รายงานส่วนนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริงในพื้นที่ เพราะไม่มีการทิ้งระเบิดจาก B-52 ไม่มีการส่ง ฮ. มาเคลื่อนย้ายกำลังทหารไทยจากฐานบ้านนา แต่เกิดจากแผนการปฏิบัติในการถอนตัวอย่างสมบูรณ์แบบของนายทหารระดับผู้บังคับหมวด และไม่มีทหารไทยเสียชีวิตหรือถูกจับเป็นเชลยศึกระหว่างการถอนตัวเลยแม้แต่คนเดียว

“ในที่สุดเมื่อเวลา 19.00 น. กำลังของฝ่ายเราก็เข้ายึดพื้นที่บ้านนาได้ทั้งหมด รวมทั้งคลังกระสุนและคลังอาวุธ ทำให้สามารถยึดอาวุธและสิ่งอุปกรณ์ของข้าศึกได้เป็นจำนวนมาก

เมื่อสามารถกำชัยชนะได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ข้าพเจ้าได้แจ้งต่อฝ่ายอำนวยการด้านยุทธการให้ส่งรายงานไปยังกองบัญชาการส่วนหน้าว่ากรมของเราสามารถปลดปล่อยบ้านนาได้เรียบร้อยแล้ว

แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ข้าพเจ้าถึงกับงงงันไปชั่วขณะเมื่อได้รับทราบข่าวว่า ส่วนเข้าตีหลักของเราล้มเหลวในการเข้ายึดที่หมายล่องแจ้งและกำลังถอนตัว

ข้าพเจ้าจึงออกคำสั่งให้หน่วยวางกำลังยึดรักษาพื้นที่บ้านนาไว้ให้เหนียวแน่นป้องกันการเข้าตีเพื่อยึดพื้นที่คืนจากฝ่ายข้าศึก”

เจมส์ อี. ปาร์เกอร์ จูเนียร์ ยังให้ความเห็นต่อรายงานความสำเร็จของ พ.อ.เหงียน ชวง ฉบับนี้ว่าคลาดเคลื่อนหลายแห่ง และยกย่องตนเองเกินไป ไม่มีเฮลิคอปเตอร์บินลงที่บ้านนาเพื่อเคลื่อนย้ายกำลังทหารไทยออกจากพื้นที่การรบแต่อย่างใด ขณะที่แม้กรม 165 สามารถเข้ายึดที่มั่นแข็งแรงบางจุดของกองพันทหารราบ BI-15 ได้จริงในชั้นต้น และสามารถยึดฐานบ้านนาได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นเพียงฐานร้าง เพราะทหารไทยทั้งหมดกว่า 1,000 นายได้ถอนตัวไปหมดสิ้นแล้ว กรม 165 เวียดนามเหนือของ พ.อ.เหงียน ชวง จึงไม่ประสบความสำเร็จเหมือนครั้งอดีตที่เคยจับทหารฝรั่งเศสเป็นเชลยได้เป็นจำนวนมากที่เดียนเบียนฟู

กองพันบีไอ-15 และกองร้อยบีเอ-13 ถอนตัวจากบ้านนาถึงภูล่องมาดอันเป็นที่ตั้งของกองพันบีไอ-14 อย่างปลอดภัยในเช้าวันรุ่งขึ้นโดยปราศจากการขัดขวาง จากนั้นก็เดินทางต่อไปล่องแจ้งด้วยการเคลื่อนย้ายทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2514

ตลอดปีเศษของการรบในทุ่งไหหิน แม้จะมีการสูญเสียจากการรบ แต่ไม่ปรากฏมีทหารประจำการของไทยจากกรมผสมที่ 13 ตกเป็นเชลยศึกแต่อย่างใด

จบภารกิจทหารประจำการ

ระหว่างที่การสู้รบในพื้นที่ทุ่งไหหินซึ่งติดพันมาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2514 และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับนี้ กองพันทหารราบจากกรมผสมที่ 13 พร้อมด้วยกองร้อยทหารปืนใหญ่ทั้งสอง ซึ่งเป็นกำลังหลักตามแผนป้องกันประเทศจะต้องจบภารกิจและถอนกำลังกลับประเทศทั้งหมดในกลางพฤษภาคม พ.ศ.2514 กองทัพบกได้จัดส่งกำลังอาสาสมัครทหารเสือพรานซึ่งประกอบด้วยทั้งกำลังทหารราบและทหารปืนใหญ่เดินทางจากประเทศไทยมารับช่วงภารกิจนี้ต่อไป โดยทยอยเดินทางมาตั้งแต่กลางกุมภาพันธ์ พ.ศ.2514

การเพิ่มเติมกำลังของฝ่ายไทยในกลางเดือนกุมภาพันธ์ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถลดความเสียเปรียบจากกำลังรบที่น้อยกว่าลงได้ ที่บ้านนาแม้บีไอ-15 และบีเอ-13 จำเป็นต้องถอนตัวทำให้ฝ่ายเวียดนามเหนือเข้ายึดได้เพียงฐานที่ว่างเปล่า และที่สำคัญคือ ฝ่ายไทยยังคงสามารถรักษาศูนย์บัญชาการที่ล่องแจ้งอันเป็นที่หมายหลักของ CAMPAIGN 74 B ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น การรุกเข้าสู่ที่หมายล่องแจ้งโดยเฉพาะบนแนวสกายไลน์ของทหารเวียดนามเหนือเริ่มชะงักงันเนื่องจากการรุกโต้ตอบของทหารเสือพรานที่มาใหม่ อย่างไรก็ตาม การสู้รบในช่วงสับเปลี่ยนกำลังซึ่งอาจเกิดจุดอ่อนได้ตลอดเวลานี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากฝ่ายเวียดนามเหนือยังคงดำรงความมุ่งหมายเดินหน้าตาม CAMPAIGN 74 B เพื่อยึดล่องแจ้งให้ได้ต่อไป

เป้าหมายสำคัญสูงสุดของการต่อสู้ระหว่างทหารเวียดนามเหนือกับทหารเสือพรานไทยจึงยังคงอยู่ที่ล่องแจ้ง

สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง

ลาวยังคงสำคัญ

ก่อนหน้านี้เมื่อประธานาธิบดีนิกสันขึ้นดำรงตำแหน่งวาระแรกในเดือนมกราคม พ.ศ.2512 พร้อมปฏิบัติตามคำสัญญาที่ให้ไว้แก่ประชาชนชาวอเมริกันระหว่างการหาเสียงคือการถอนทหารอเมริกันกลับประเทศ แต่ในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดีนิกสันก็ยังไม่ละทิ้งพื้นที่การรบในเวียดนามอย่างทันทีทันใด โดยชดเชยการถอนกำลังด้วยการยกระดับการทิ้งระเบิดต่อเป้าหมายสำคัญในเวียดนามเหนือและในกัมพูชา รวมทั้งในลาวคือเส้นทางโฮจิมินห์ พร้อมทั้งยังคงให้ความสำคัญต่อกองกำลังลับไทยในลาวเพื่อสร้างแรงกดดันต่อการเจรจาหยุดยิงให้นำไปสู่ “การยุติสงครามอย่างมีเกียรติ” ตามความมุ่งหมายของประธานาธิบดีนิกสัน และด้วยเหตุที่สนามรบทางพื้นดินในลาวยังคงมีความสำคัญต่อนโยบายของสหรัฐในภูมิภาคอินโดจีนดังกล่าว แต่ไทยจำเป็นต้องถอนกำลังประจำการกรมผสมที่ 13 กลับ จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งหน่วยกำลังรบอาสาสมัครที่ไม่ใช่ทหารประจำการในชื่อ “กองกำลังอาสาสมัครทหารเสือพราน-ทสพ.” ซึ่งสหรัฐจะให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณและอาวุธยุทโธปกรณ์รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งสิ้น

แนวความคิดเบื้องต้นของกองกำลังที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้มีความมุ่งหมายเฉพาะสำหรับการปฏิบัติการทางทหารที่มี “ลักษณะพิเศษ” ในสนามรบลาว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน