bg-single

พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (3)

26.02.2026

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

พระสารสาสน์พลขันธ์

: จากนักการทูตสู่นักปฏิวัติ (3)

ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และแบบจำลองสังคมสยามในสถานทูตไทยที่ปารีส ไม่เพียงแต่สร้างความเหลื่อมล้ำและกดดันแก่ข้าราชการสถานทูตเท่านั้น แต่ยังสร้างความอยุติธรรมให้เกิดกับเหล่านักเรียนไทยอีกด้วย ดังที่พระสารสาสน์ฯ ประจักษ์อันทำให้เขาผันตัวเองออกจากนักการทูตในฝรั่งเศสกลายมาเป็นนักปฏิวัติ ผู้มุ่งปฏิวัติสยามให้เป็นประชาธิปไตยให้จงได้

พระสารสาสน์ฯ ยืนหลังพระปกเกล้าฯ ที่สถานทูตสยามในปารีส ในภาพมีนายปรีดี พนมยงค์ และนายควง อภัยวงศ์

พระสารสาสน์ฯล้วงแผนปฏิวัติสยาม

ความสัมพันธ์ระหว่างพระสารสาสน์ฯ-เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยที่ปารีสกับนักเรียนไทยในฝรั่งเศสช่วงทศวรรษ 2460 คงดำเนินกันไปตามปกติของราชการ อย่างไรก็ตาม นายปรีดี แกนนำนักศึกษาไทยในฝรั่งเศสบันทึกเพิ่มถึงมิตรภาพที่เขาได้รับจากพระสารสาสน์ฯ ในฐานะมิตร แม้จะมีความต่างวัยแต่มีอุดมการณ์เดียวกันไว้ว่า ในระหว่างที่นายปรีดีศึกษาต่อในฝรั่งเศสนั้น พระสารสาสน์ฯ เคยให้ความช่วยทางการเงินแก่เขาในยามที่เขาตกในความยากลำบาก (Judith Stowe, 1991, 72)

สำหรับการรณรงค์การปฏิวัติของพระสารสาสน์ฯ ในสายตาของนายปรีดีได้เล่าย้อนความทรงจำว่า ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับสยาม (2470) นั้น พระสารสาสน์ฯ ได้เชิญเขามากินอาหารร่วมกันสองคนที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในปารีส จากนั้นพระสารสาสน์ฯ พยายามสนทนาเพื่อถามความในใจเขาว่า เมื่อนายปรีดีกลับประเทศแล้วจะทำการปฏิวัติอย่างไร แต่เขามิได้บอกแผนการปฏิวัติ เพราะเขาเห็นว่า พระสารสาสน์ฯเป็นข้าราชการ

อย่างไรก็ตาม นายปรีดีสังเกตว่า พระสารสาสน์ฯ อยากปฏิวัติสยามให้เป็นประชาธิปไตยมาก ถึงขนาดพระสารสาสน์ฯ ใช้วิธีเชิญชวนนักเรียนให้ปฏิวัติสยามโดยใช้วิธีเชิญมารับประทานอาหารร่วมกัน นายปรีดีเล่าต่อว่า ภายหลังที่เขากลับสยามแล้ว เขาทราบมาจากนักเรียนไทยในฝรั่งเศสที่กลับสยามเล่าให้เขาฟังว่า ในบางครั้งพระสารสาสน์ฯ ก็ชักชวนนักเรียนร่วมปฏิวัติตรงๆ ก็มี เช่น นายเดือน บุนนาค นักเรียนกฎหมาย (ปรีดี พนมยงค์, 2517, 18-19)

นักการทูต ผู้เดินสู่เส้นทางนักปฏิวัติ

ด้วยความปรารถนาให้สยามมีเสรีภาพและความเท่าเทียมของพระสารสาสน์ฯ ทำให้เขารู้ว่า การเดินบนเส้นทางนักการทูตภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามมิอาจทำให้สยามมีความเจริญก้าวหน้าเทียมเท่าอารยประเทศเป็นจริงขึ้นมาได้ ในที่สุด เมื่อปี 2471 เขาตัดสินใจลาออกจากกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง

ดังที่เขาเคยเล่าไว้ในภายหลังว่า ถึงแม้ว่าเขามิได้ร่วมก่อการปฏิวัติ 2475 ด้วย “แต่เคยก่อการเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญมาก่อนใครทั้งหมด จนกระทั่งได้รับผลร้ายจากระบอบเก่า”, (หจช.สร. 0201.8/85 , จดหมายของพระสารสาสน์ฯ ถึงอธิบดีกรมตำรวจเรื่องขอความเป็นธรรมในการริบหนังสือเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน ลงวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2481)

Persona non grata บุคคลที่ระบอบเก่าแสนรังเกลียด

หลังจากที่เขาลาออกจากนักการทูตแล้ว รัฐบาลสยามจับจ้องความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสารสาสน์ฯ เป็นอย่างมากดังที่โคลดเล่า ทั้งนี้ จากหลักฐานในหอจดหมายเหตุแห่งชาติพบว่า สถานทูตสยามที่ปารีสมีรายงานกลับมายังกระทรวงการต่างประเทศและถึงราชเลขาธิการของพระปกเกล้าฯ ในช่วงเดือนเมษายน 2474 มีบันทึกของเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ (กรมเทววงศ์วโรปการ) ถึงราชเลขาธิการฯ (เจ้าพระยามหิธร) อ้างถึงจดหมายลับจากสถานทูตที่ปารีส เรื่องการงานพฤติกรรมการแจกใบปลิวของเขาแก่นักศึกษาในยุโรปเมื่อปี 2474 ระบุว่า

ในใบปลิวที่พระสารสาสน์ฯ แจกจ่ายนักเรียนไทยในยุโรปมีใจความ “ยุยงปั่นหัว” นักเรียนให้บังเกิด “ความฟุ้งซ่านในการเมือง” โดยสถานทูตได้ส่งใบปลิวที่เขาแจก เรื่อง “Let us cut the bunk” บทที่ 2, 3, 4 กลับมารายงานให้รัฐบาลสยามทราบ เรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาที่ฝรั่งเศสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีพระราชบรมราชวินิจฉัยให้ “คุมดูแลไว้ก่อน ยังไม่ควร take action”

กระทรวงการต่างประเทศโทรเลขสั่งการไปยังสถานทูตที่ปารีส จากนั้น อัครราชทูต (พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร) ให้ไปแจ้งความยังหัวหน้าสถานีตำรวจกรุงปารีสให้ทราบถึงความประพฤติที่เป็นภัยของพระสารสาสน์ฯและรัฐบาลสยามขอให้ตำรวจปารีสจับกุมเขา ต่อมากระทรวงต่างประเทศได้รายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาและการดำเนินการของรัฐบาลสยามต่างๆ ให้กับกรมพระนครสวรรค์ฯ และพระปกเกล้าฯทราบถึงพฤติกรรมของเขาในการปลุกเร้าการปฏิวัติสยามและการดำเนินการต่อต้านเขาจากสถานทูตที่ปารีสด้วย (หจช.ม ร.7 ม/10 เรื่อง พระสารสาสน์พลขันธ์ (10-16 เมษายน 2474))

ทั้งนี้ ในหนังสือ “Government and People”(1937) ของพระสารสาสน์ฯ เขาบันทึกว่า ในช่วง 2473 หลังจากที่บำเพ็ญเป็นนักปฏิวัติแล้ว เขาได้เคยเขียนหนังสือการเมืองเล่มเล็กที่ฉาวโฉ่ (notorious pamphlets) แจกจ่ายแก่นักเรียนไทยในฝรั่งเศสและอังกฤษจนทำให้รัฐบาลเผด็จการในระบอบเก่าเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสเนรเทศเขา แต่ประเทศฝรั่งเศสนั้นปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงไม่ยอมริบหนังสือและเนรเทศเขาตามที่สยามเรียกร้อง (Phra Sarasas, 1937, (1)-(2))

นายปรีดี พนมยงค์ (แถวยืนคนที่ 2 จากขวา) กับเพื่อนนักเรียนในฝรั่งเศส

ผลงานเขียนบนหน้าหนังสือพิมพ์ก่อนการปฏิวัติ 2475

หลังจากที่พระสารสาสน์ฯ ในฐานะนักปฏิวัติ เขาเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการเดินทางไปมาอังกฤษและฝรั่งเศสเพื่อชักชวนให้นักเรียนไทยร่วมมือในการปฏิวัติผ่านหนังสือเล่มเล็กทางการเมือง (pamphlet) ที่เขาเขียนขึ้นในปี 2473 ในรูปจดหมายทางการเมืองแจกจ่ายจำนวนจำกัดในกลุ่มนักเรียนไทย ในหนังสือการเมืองเล่มเล็กที่เขาได้แจกจ่ายนั้น มีสาระสำคัญว่า

เขาปรารถนาให้ประชาชาติในเอเชียมีความเจริญก้าวหน้าและหลุดพ้นจากอำนาจกดขี่ที่ไม่เป็นธรรมของพวกเจ้าอาณานิคม ต้องการให้สยามหลุดพ้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเป็นระบอบการปกครองของสยามสมัยนั้น เชิดชูการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวอินเดีย (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2542, 44) ต่อมาถูกตีพิมพ์รวมเล่มในชื่อ “Government and People”(1937) พิมพ์ที่โตเกียว

บทความของเขาในสยามและปารีสที่เผยแพร่ไปทั่วถูกตัดและปิดในสมุดติดข่าวของเหล่าปัญญาชนชาวสยาม เธอสรุปว่า “ปากกาของเขาประดุจเดียวกับดาบ” เธอเปรียบเปรยว่า “สิ่งพิมพ์ของเขาเทียบได้กับงานของวอลแตร์ที่กรุยหนทางไว้สำหรับการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 “ความเคลื่อนไหวของเขาไม่เพียงแต่อยู่ในความสนใจของรัฐบาลสยามเท่านั้น แต่มีผลในการกระพือโหมความสนใจต่อกลุ่มปฏิรูปอื่นๆ ในกรุงเทพฯด้วย (Phra Sarasas, 1942, 226)

พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร ทูตสยามประจำปารีส

นักปฏิวัติทางไกล

ในหนังสือ My Country Thailand (1942) พระสารสาสน์ฯ เล่าว่า ในขณะที่เขาอยู่ในฝรั่งเศส รัฐบาลในระบอบเก่าเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสติดตามความเคลื่อนไหวของเขา มีการติดตามเขาทุกฝีก้าว จดหมายของเขาถูกเปิดอ่าน ปัญหาเหล่านี้เข้าสู่การถกเถียงในคณะรัฐมนตรีฝรั่งเศส ข้อมูลของเขาถูกส่งไปยังสถานีตำรวจ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยฝรั่งเศสปกครองประชาธิปไตยและความช่วยเหลือจากมิตรที่มีอำนาจในรัฐบาลฝรั่งเศส ทำให้เขายังเคลื่อนไหวต่อไปได้และอยู่ในฝรั่งเศสต่อไปในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง

จดหมายและหนังสือเล่มเล็กทางการเมืองของเขาถูกแจกกระจายไปยังนักเรียนไทยทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา บทความปฏิวัติของเขาปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์สยาม อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ทางการเมืองในต่างแดนของเขานั้นเริ่มประสบปัญหา “ถังแตก” (penniless) ซึ่งรัฐบาลในระบอบเก่าของสยามก็เฝ้าดูปัญหานี้ของเขาอย่างใกล้ชิดรอดูวันเขาสิ้นฤทธิ์ (Phra Sarasas, 1942, 225-227)

บทบาทในการตั้งคำถามต่อระบอบเก่าและจุดประกายของการปฏิวัติสยามของเขาปรากฏในคอลัมน์หน้าหนังสือพิมพ์ในสยามและปรากฏในรูปสิ่งพิมพ์ทางการเมืองที่เขาแจกจ่ายให้แก่นักเรียนไทยผู้รักชาติในยุโรป มีสาระอย่างไรนั้นติดตามต่อในตอนหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน