สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
กรมอุตุฯ คาดหมายว่าฤดูร้อนปีนี้เริ่มปลายเดือนกุมภาพันธ์และไปสิ้นสุดประมาณกลางๆ เดือนพฤษภาคม แต่ขณะนี้ยังไม่ทันจะเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิรายวันพุ่งไปรอที่ 35 องศาเซลเซียส เดินกลางแดดเปรี้ยงแค่แป๊ปเดียวเหงื่อหยดติ๋งๆ ผิวแสบร้อน เดือนมีนาคม-เมษายน ถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 38-40 องศาเซลเซียส เชื่อได้ว่าจะร้อนทะลุโหดๆ
สภาพภูมิอากาศร้อนจัดๆ ส่งผลให้หลายพื้นที่ทางตอนเหนืออีสาน เจอไฟป่า เผาผลาญพื้นที่หลายพันไร่ อย่างที่ภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ กลางเดือนกุมภาพันธ์ ป่าที่นั่นแห้งแล้งไฟปะทุแถมชาวไร่เผาไร่อ้อยซ้ำอีก เกิดจุดความร้อนมากกว่า 1,200 จุด ควันไฟและฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ลอยฟุ้ง กระทบต่อสุขภาพชาวบ้าน น้ำแล้งพืชผลเกษตรเสียหาย เป็นวงจรเลวร้ายในห้วงฤดูร้อน
อุณหภูมิพุ่งสูงๆ เช่นนี้ ไม่ได้มีเฉพาะประเทศในแถบใกล้เส้นศูนย์สูตรเช่นประเทศไทย แต่ประเทศในซีกโลกใต้ ตั้งแต่ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา และพื้นที่อื่นๆ ในอเมริกาใต้ มีอากาศร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ ร้อนไม่พอยังเกิดไฟป่าเผาพื้นที่วายวอดเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี
โดมความร้อนหรือ Heat Dome ครอบเกือบทั้งทวีปออสเตรเลีย อุณหภูมิเฉียดๆ 50 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเป็นสถิติร้อนสูงสุดในรอบ 16 ปี ในภูมิภาคปาตาโกเนีย (Patagonia) ซึ่งเป็นดินแดนใต้สุดของอเมริกาใต้เกิดฟ้าผ่าและไฟลุกพรึ่บเผาพื้นที่ ส่วนแอฟริกาใต้มีไฟป่าระดับเลวร้ายไม่ต่างกัน แต่อีกซีกโลกด้านบน อุณหภูมิลดวูบจนเย็นยะเยือก หิมะตกหนาจนขาวโพลนทั้งเมือง
สํานักข่าวรอยเตอร์สของอังกฤษนำข้อสังเกตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนดังกล่าวไปถาม “ธีโอดอร์ คีปปิ้ง” นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศแห่งอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน ได้ให้คำตอบว่า วัฏจักรของสภาวะภูมิอากาศในซีกโลกตอนใต้เกิดความแปรปรวนอย่างสุดขั้ว มีผลมาจากอิทธิพลของลานีญาอ่อนลง
ในปีที่แล้วจะสังเกตได้ว่า ปรากฏการณ์ลานีญา อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเย็นลง ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้ของประเทศไทยปริมาณฝนตลอดทั้งปี 2568 เฉลี่ย 1,816 มิลลิเมตร มากกว่าปกติ 193.1 มิลลิเมตร หรือประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ สูงเป็นลำดับที่ 9 ในรอบ 75 ปี
คาดการณ์ว่า ในช่วงต้นปี 2569 ถึงกลางปี 2569 อิทธิพลของลานีญาอ่อนลงเข้าสู่สภาวะเปลี่ยนผ่านที่เรียกว่า “เอ็นโซ” (El Nino-Southern Oscillation) หรือสภาวะเป็นกลาง อุณหภูมิน้ำทะเลและสภาพอากาศไม่ร้อนหรือเย็นจัด
“คิปปิ้ง” บอกว่า แม้จะเข้าสู่โหมดเป็นกลาง หรืออาจจะเกิดปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” แต่ชาวโลกเผชิญกับวิกฤตร้อนสุดขั้วเช่นกัน
วิกฤตร้อนสุดขั้วของสภาพภูมิอากาศดังกล่าวนี้มาจากฝีมือของมนุษย์ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลกในปริมาณเข้มข้น คาดการณ์ว่าปีนี้อุณหภูมิผิวโลกจะอยู่ที่ 1.46?C เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม นั่นหมายถึงปี 2569 อาจเป็นอีกปีที่ร้อนสุดๆ ทำลายสถิติเดิมอีกครั้ง
เป็นรู้กันว่าตั้งแต่เกิดยุคอุตสาหกรรม มีการนำเชื้อเพลิงซากฟอสซิลทั้งน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหินมาใช้ในการผลิตสินค้า กระแสไฟฟ้าและการขนส่งคมนาคม ก๊าซพิษที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านี้สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกจนเข้มข้นนำไปสู่ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนจนบัดนี้กลายเป็นกลายเป็นปรากฏการณ์โลกเดือดไปแล้ว
ถ้าเอาสถิติอุณหภูมิโลกมากางดู เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกได้อย่างชัดเจน ในระหว่างปี 2393-2443 เป็นช่วงเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรม เทียบกับปี 2554-2563 อุณหภูมิโลกสูงกว่า 1.1?C
เทียบช่วงปี 2558-2567 กับก่อนยุคอุตสาหกรรม หรือก่อนศตวรรษที่ 18 อุณหภูมิโลกสูงกว่าก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.24-1.28 ?C

ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่บอกให้ทุกคนรู้ว่า การใช้พลังงานจากซากฟอสซิลนั้นแม้จะช่วยให้ชาวโลกมีชีวิตอย่างสุขสบายมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลร้ายต่อโลกมาอย่างต่อเนื่อง ผลร้ายที่ว่านั่นคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีทั้งอากาศหนาวจัด ร้อนจัดแล้งจัด ฝนตกหนัก เกิดเป็นเรนบอมบ์ ฝนเทเป็นจุดๆ ในปริมาณที่มากมายมหาศาล หรือพายุที่มีพลังแรงมหาศาล
ไฟป่าที่เผาผลาญอุทยานแห่งชาติ “ลอส อัลเลอร์เซส” ในอาร์เจนตินาซึ่งเป็นมรดกโลกมีต้นไม้อายุมากกว่า 3,000 ปี แม้จุดเริ่มต้นจากฟ้าผ่าแต่คลื่นความร้อนและกระแสลมแรง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กระพือเปลวเพลิงให้ลุกโชนเผาไหม้พื้นที่มรดกโลกอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในรอบ 20 ปีของพื้นที่แห่งนี้ อาร์เจนตินาเจอคลื่นความร้อนเนื่องจากอุณหภูมิในเดือนมกราคมเพิ่มสูงกว่าปกติ 6?C
ไฟป่าที่เผาผลาญเมืองปุนตา เดอ แพร์รา ทางตอนใต้ของชิลีกินพื้นที่กว่า 80% มีผู้เสียชีวิต 21 คน มาจากฟ้าผ่าพื้นที่ป่า อากาศร้อนจัดกระแสลมแรงกว่า 70กม./ชม. ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่าแค่พริบตาเดียวบ้านทั้งหลังวายวอด
คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมออสเตรเลีย เมื่อปลายเดือนมกราคม ทำสถิติอุณหภูมิร้อนที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพราะอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 1.90?C เมื่อเทียบกับช่วงระหว่างปี 2504-2543
เมืองอันดามูกา ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย อุณหภูมิเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาสูงถึง 50?C เมืองต่างๆ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ และวิกทอเรีย อุณหภูมิอยู่ที่ 49.7?C ผู้คนที่อยู่ในเมืองเหล่านี้ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ไม่มีใครออกมาเดินเล่นนอกบ้าน ทุกคนหลบอยู่ในห้องแอร์ หลายคนบอกว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน
นอกจากร้อนระอุแล้ว ชาวเมืองในเมลเบิร์น ยังเจอคำเตือนให้อยู่ในบ้านเพราะควันจากไฟป่า ปกคลุมเมืองจนคุณภาพอากาศเลวร้าย
ที่สหรัฐอเมริกา อีกมุมของโลกเกิดปรากฏการณ์เย็นยะเยือกสุดขั้ว กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันราว 180 ล้านคน เนื่องจากพายุหิมะพัดกระหน่ำอย่างหนักคลุมบ้านคลุมเมือง
หลายรัฐที่อุณหภูมิเย็นยะเยือกติดต่อเป็นเวลาหลายสัปดาห์ทำลายสถิติเดิมๆ รัฐบาลอเมริกันประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายรัฐ โรงเรียนปิด สายการบินยกเลิกไฟล์ต รัฐเท็กซัส รัฐเทนเนสซีและลุยเซียนา อุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 15-20?C
นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมาจากโพลาร์วอร์เท็กซ์ (Polar Votex) หรือกระแสลมวนขั้วโลกที่มีความเร็วสูงพัดทวนเข็มนาฬิกาล้อมรอบขั้วโลกเหนือในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ กักเก็บอากาศเย็นจัด เมื่อลมวนอ่อนกำลังลง มวลอากาศเย็นยะเยือกก็แผ่ลงสู่พื้นที่ด้านล่าง จึงเกิดคลื่นหนาวจัดในสหรัฐ ยุโรปและภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ที่เจออากาศเย็นๆ ในช่วงเดือนมกราคม
“แกรี่ แล็คมานน์” นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต ชี้ว่า ปรากฏการณ์ทั้งเย็นยะเยือกและร้อนสุดขั้วที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มีโอกาสที่จะเกิดสุดขั้วรุนแรงมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกมีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ความร้อนมีผลต่อพายุ เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงเติมพลังให้พายุทวีความรุนแรงและดึงเอาความชื้นสร้างมวลน้ำเก็บไว้ในชั้นบรรยากาศจากนั้นก็พัดถล่มใส่บ้านเรือนผู้คนจนท่วมทะลักในเวลาสั้นๆ
เราได้เห็นปรากฏการณ์ร้อนสุดขั้ว เย็นยะเยือก น้ำท่วมหนักๆ พายุพลังแรงเป็นประจักษ์พยานมาหลายต่อหลายครั้ง และทุกครั้งที่เห็นนั้น มีความเสียหายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้คนนับหมื่นเสียชีวิต นับแสนไร้ที่อยู่อาศัย
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ต่อจากนี้ไปทุกปรากฏการณ์จะกลายเป็นภาวะปกติใหม่หรือ new normal weather อุณหภูมิโลกยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าไร ปรากฏการณ์นี้ยิ่งทวีความรุนแรง เย็นจะเย็นจัดนานขึ้น ร้อนจะร้อนแรงร้อนนานขึ้น แล้งจะแล้งสุดๆ ฝนจะตกหนักขึ้น พายุจะรุนแรงขึ้น
เราทุกคนหนีไม่พ้น ทางรอดเดียวคือหาวิธีปรับตัวให้อยู่รอดในทุกปรากฏการณ์
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
