หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
กลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2569
เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานขนย้ายจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทยสองตัวเข้าป่าลึก เพื่อนำไปปล่อยให้ทั้งสองตัวได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรเป็น
พวกเขานำทั้งสองตัวไปที่แหล่งน้ำในถิ่นซึ่งเคยมีจระเข้อาศัยอยู่
ช่วงเวลาที่ผ่านมา จระเข้สายพันธุ์ไทยในธรรมชาตินั้นหายไปจากแหล่งอาศัย พวกมันถูกขึ้นบัญชีในฐานะของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง การนำพวกมันกลับไปอยู่ที่ “ที่” ซึ่งเป็นของพวกมันเพื่อให้ได้ใช้ชีวิต และทำหน้าที่ เป็นเรื่องเหมาะสมและน่ายินดี
หลักการพื้นฐานที่คนจะเข้าไปแทรกแซงเพื่อจัดการวิถีของสัตว์ป่านั้นคือ อะไรที่ขาดก็เติม อะไรที่มากเกินจำเป็นต้องควบคุมปริมาณ
ในวันซึ่งโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้วทุกมิติ การจัดการหรือแก้ไขปัญหาย่อมต้องปรับวิธีการเช่นกัน
ในบางปัญหาคน จำเป็นต้องเข้าแทรกแซงโดยความรู้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มี การเติมสัตว์ป่าให้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในถิ่นซึ่งเคยมีสัตว์เหล่านั้นอยู่ ย่อมจะสร้างความสมดุลอย่างที่ควรเป็นให้เกิดขึ้น
เป็นเรื่องน่ายินดีของคนจำนวนไม่น้อย
และก็เป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นของคนจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
เพราะพวกเขาเชื่อว่า สัตว์นักล่าอย่างจระเข้นั้นคือ “สัตว์ร้าย”
คําว่า “สัตว์ร้าย” ชัดเจนในความหมาย มันเหมือนตราประทับที่เราประทับลงบนตัวสัตว์ผู้ทำหน้าที่ล่า
คนจำนวนไม่น้อยรู้จักสัตว์ป่าผ่านเรื่องเล่า ผ่านนิยาย ผ่านภาพยนตร์ที่ขายความตื่นเต้น
แม้แต่สารคดีชีวิตสัตว์ป่า ส่วนใหญ่ก็เน้นภาพการทำงานของเหล่าสัตว์ผู้ล่า ดูโหดร้าย งานน่าตื่นเต้นมากกว่า การเล่าถึงเบื้องหลังการล่า
ซึ่งนักล่าต้องใช้ความพยายาม อดทน รอคอย รวมทั้งการลงมือล่านั้น ส่วนใหญ่จะพบกับความล้มเหลว เสือคำราม หมาป่าไล่ล่า จระเข้ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ คล้ายกับว่าพวกมันถูกทำให้เป็นชีวิตที่อยู่เงามืด
ในป่าไม่มีสัตว์ตัวไหน “ร้าย ” พวกมันแค่ทำหน้าที่ พวกมันแค่ใช้เครื่องมือรวมทั้งทักษะที่ได้รับการออกแบบมากับร่างกาย
เสือ, หมาไนไม่ได้ล่าเพราะความ “ร้าย”
สาเหตุหลักที่มันล่าคือการทำงาน การได้กินเป็นเพียงผลพลอยได้
ในสารคดีเราดูงานที่จระเข้ทำอย่างตื่นเต้น เช่นเดียวกับผู้ล่าตัวอื่นๆ
จระเข้ไม่ได้ซุ่มรอเพราะความ “ร้าย” พวกมันเพียงทำหน้าที่และตามสัญชาตญาณที่สั่งสมมานับล้านปี รอวิลเดอบีสต์ จำนวนมหาศาลที่จะข้ามน้ำ ในช่วงเดินทางย้ายถิ่น
ในป่า การล่าคือกลไกคือสมดุล
ดูเหมือนในป่าจะมีความรุนแรง แต่นักล่าไม่ได้ฆ่าเพื่อความบันเทิง
คำว่า “ดุร้าย” นั่นเป็นคำของคน
ผมไม่พบว่ามีคำคำนี้อยู่ในป่า
ความโชคดีอย่างหนึ่งของผมคือ เคยนั่งมองเสืออยู่ไม่ไกล
มันนอนนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ลมหายใจช้าๆ
ผมไม่เห็นความดุร้ายในดวงตาคู่นั้น มีเพียงความระวัง และความเหน็ดเหนื่อยของชีวิตซึ่งรับรู้ว่าต้องดำรงชีวิตในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว
แม้ว่าในบางพื้นที่จะเคยเกิดเหตุเสือกินคน แต่นั่นมีหลายปัจจัยอันทำให้เกิดเช่นนั้น
ในความเป็นจริงของสัตว์ป่า โดยทั่วไปพวกมันไม่ได้เห็นคนเป็นอาหาร พวกมันหลีกเลี่ยงคนมากกว่าที่เราคิด
ว่าตามจริงการเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าส่วนใหญ่เกิดจากความบังเอิญ เมื่อเราใช้เส้นทางหรือด่านเดียวกับที่เหล่าสัตว์ป่าใช้
ความจริงซึ่งในภาพยนตร์หรือนิยายผจญภัยไม่ได้เล่าคือ พื้นที่ของสัตว์ป่าถูกบีบจนไม่เหลือทางเลือก แต่เรื่องเล่าในเมืองไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนั้น
เมืองต้องการสัตว์ร้ายเพื่อให้ดูมีเหตุผลในการควบคุม ในการจับ ในการยิง ในการขยายอาณาเขตของตัวเอง
ยิ่งเรากลัวมากเท่าไรเรายิ่งมีข้ออ้างมากเท่านั้น

ผมบอกใครๆ เสมอว่า สิ่งที่พยายามบอกเล่าเกี่ยวกับชีวิตจริงของสัตว์ป่า มันไปไม่ถึงคนจำนวนมากที่ต้องการบอก
มันเบาเกินไปเมื่อเทียบกับเสียงคำรามของ “สัตว์ร้าย” ในหนัง
ว่ากันว่าความจริงนั้นเดินช้า แต่ความกลัววิ่งเร็ว
คนจำนวนมากใช้เวลายาวนานอธิบายว่าเสือไม่ได้ล่าคนเป็นอาหารหลัก ช้างไม่ได้ทำร้ายโดยไม่มีเหตุ ฉลามไม่ได้ออกตามล่าคนในทะเลอย่างที่หนังสร้างภาพไว้
แต่ภาพจำที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กฝังลึกกว่าคำอธิบายใดๆ คำว่า “สัตว์ร้าย” จึงไม่ใช่เพียงคำ มันคือโครงสร้างความคิด
และเมื่อเราเชื่อว่าสัตว์ป่าเป็นผู้ร้าย เราก็ลืมความจริงง่ายๆ ว่าเราเองที่ทำให้ป่าหายไป
เราเองที่ตัดถนนผ่านถิ่นอาศัยสัตว์ป่า
เราเองนี่แหละที่วางกับดัก
เรานี่เองที่สร้างขบวนการค้าขายชีวิต
สัตว์ร้ายที่แท้จริงไม่เดินสี่ขา แต่นั่งอยู่หลังโต๊ะห้องแอร์เย็นฉ่ำ สวมสูทเรียบร้อย พูดจานุ่มนวล ลงนามในเอกสารเพียงแผ่นเดียวแล้วผืนป่าทั้งผืน พื้นที่ชุ่มน้ำก็หายไป
นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราไม่รู้หรอก เราพูดกันมานานแล้ว
ความร้ายของคนเกิดจากความโลภ บางคนมีอำนาจทำลายทั้งระบบ
ในป่ามีกฎมีกติกาในการอยู่ร่วม ในสายตาของคนคล้ายจะดูโหดเหี้ยม หมาไนไล่ต้อนกวางจนมุม กระโดดกัด กระชากเนื้อ, ดวงตา ตั้งแต่กวางยังไม่ล้ม ระบบในป่าคล้ายจะโหด แต่ยุติธรรม ทุกชีวิตอยู่ใต้กฎเดียวกัน
แต่ดูเหมือนว่า นอกป่ากฎบางข้อถูกเขียนขึ้นเพื่อบางกลุ่มบางคน
ผมไม่ได้มองป่าแบบโรแมนติก ไม่ผิดหากจะพูดว่า ผมรักป่า อย่างที่ป่าเป็น
ป่าไม่ใช่สถานที่อ่อนโยน
สัตว์ป่าไม่ใช่ชีวิตที่จะเดินเข้าไปลูบหัวเล่นได้
ไม่ได้มีเพียงลำธารใส ผีเสื้อบินร่อน
ในป่าตลอดเวลามีการล่า มีชีวิตจบสิ้น มีชีวิตเริ่มต้น
บางคืนผมนอนฟังเสียงร้องของเหยื่อขณะผู้ล่าทำงาน ฟังแล้วเห็นภาพความโหด แต่เป็นความโหดร้ายที่ตรงไปตรงมา
เราเห็นความร้ายของคนเสมอ ความร้ายที่มาในภาษาที่งดงาม พูดถึงการพัฒนาพูดถึงความเจริญ พูดถึงความมั่นคงและในถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้พูดว่า จะมีป่า มีพื้นที่ชุ่มน้ำหายไป มีชีวิตมากมาย ต้องถอยร่นไปจนมุมอยู่ในแหล่งแคบๆ
เราเติบโตมากับนิทาน เรื่องเล่าที่สอนให้กลัวสัตว์ป่า
จะว่าไปความร้ายที่แท้ คงไม่ใช่การล่า แต่คือการรู้ว่าการกระทำของตนจะทำลายชีวิตอื่น แต่ก็ยังเลือกที่จะทำ
ถ้าเราเอาคำว่า “สัตว์ร้าย” ออกไปแล้วมองสัตว์ป่าในฐานะ “ผู้มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง”เราจะเห็นความจริง เห็นว่าพวกมันกลัว พวกมันหวงพื้นที่
ช้างไม่ได้ต้องการทำลายสวนยาง สวนผลไม้ หรือปะทะกับคน ช้าง
กระทิงไม่รู้ตัวว่ามีความเครียดจนป่วย
เมื่อถูกกระทำ ช้างบางตัวถอยหนีเช่นเดียวกับกระทิง หลายตัวเลือกที่จะสู้ ช้างบุกเข้าไปในไร่ในสวนมันเพียงเดินตามเส้นทางอพยพที่มีมาก่อนถนน ก่อนชุมชน
ฉลามร้ายนั้นมีแค่อยู่ในหนัง ฉลามจริงๆ ไม่ใช่ปีศาจแห่งท้องทะเล มันเพียงเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร
ในขณะที่เราเห็นว่า ป่าคือที่อยู่ของชีวิตอันตรายโหดร้าย
ผมเชื่อว่าป่าไม่ได้ต้องการให้เราเห็นเช่นนั้น
แต่ต้องการให้เราเห็นว่ามันเป็นระบบชีวิตที่ซับซ้อน
ผมไม่แน่ใจนักหรอกว่า จะเปลี่ยนความเชื่อเรื่อง “สัตว์ร้าย” อย่างไร อาจเริ่มต้นด้วยการยอมรับว่า คนไม่ใช่ศูนย์กลางของทุกเรื่อง
คำว่า “สัตว์ร้าย” ในป่า ในทะเลอาจเบาลง และเมื่อใดที่เรายอมรับว่าความร้ายบางอย่างในโลกนี้คือคน
เราอาจเริ่มตั้งคำถามกับเรื่องเล่า กับนิยาย กับหนังที่เราดู, ฟัง หรืออ่านมาว่า ความจริงเป็นเช่นไร
เกิดเป็นสัตว์ป่านั้นทางเลือกมีไม่มากหรอก พวกมันดำเนินวิถีไปตามความรู้ที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมา
แต่คนมีทางเลือกมากมายเลือกได้ว่าจะใช้พลังของตนเพื่อปกป้องหรือเพื่อทำลาย
และในวันที่เรายังใช้คำว่า “สัตว์ร้าย” หวาดกลัวกับ จระเข้ ที่ได้รับโอกาสกลับไปอยู่ในบ้านของมัน
บางทีเราควรหันกลับมามองตัวเองเพราะสิ่งที่ “ร้าย” ที่สุดไม่ใช่เสียงคำรามในป่าจากสัตว์ผู้ล่า
แต่เป็นความเงียบของหัวใจคนที่เคยชินกับการเรียกชีวิตอื่น ว่า “สัตว์ร้าย”
เพื่อจะได้ไม่ต้องสำรวจหาความ “ร้าย” ในตัวเอง
