ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สันติภาพที่เปราะบาง
และการเลือกตั้งที่ยากลำบากในยูเครน
“ถ้าเราไม่สนใจว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของยูเครน และการเลือกตั้งเดินไปข้างหน้าตามกำหนดเวลาที่โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องแล้ว ผู้ชนะในความหมายอย่างกว้างก็คือ รัสเซีย”
Jennifer Mathers (February 12, 2026)
Department of International Politics, Aberystwyth University
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้ออกถ้อยแถลงในแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า รัฐบาลยูเครนเตรียมที่จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกลางเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมกันนี้เขายังกล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลยูเครนกำลังวางแผนที่จะให้มีการลงประชามติในเรื่องของแผนสันติภาพที่จะกระทำกับรัสเซีย
แน่นอนว่าคำกล่าวของผู้นำยูเครนเช่นนี้มีนัยสำคัญ และเป็นท่าทีที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก เนื่องจากเดิมนั้นประธานาธิบดีเซเลนสกีมักจะกล่าวว่า การเลือกตั้งทั่วไปของยูเครนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งในด้านหนึ่งประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนของเขาอย่างมาก เพราะประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียมักจะหยิบเอาประเด็นนี้ขึ้นมาโจมตี เนื่องจากวาระในตำแหน่งประธานาธิบดีของเซเลนสกีหมดลงตั้งแต่ปี 2024 แล้ว
การเปลี่ยนท่าทีตอบรับต่อการเตรียมการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2026 เช่นนี้ น่าจะเป็นผลโดยตรงจากแรงกดดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะผู้นำอเมริกันเองก็เคยวิจารณ์การอยู่ในตำแหน่งในลักษณะเช่นนี้ของผู้นำยูเครน อีกทั้งเซเลนสกียังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ผู้นำสหรัฐคาดหวังที่จะให้เวทีการเจรจาสันติภาพยูเครนนั้นสิ้นสุดในราวช่วงเดือนมิถุนายน
เส้นกำหนดเวลาของทรัมป์เช่นนี้ ตอบได้ทันทีว่าทรัมป์ต้องการผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่การเลือกตั้งยูเครนจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม และตามมาด้วยการยุติของสงครามในช่วงเดือนมิถุนายน… ถ้าทุกอย่างเป็นจริงตามแผนที่คาดไว้แล้ว ผลเหล่านี้จะสอดรับกับ “การเลือกตั้งกลางเทอม” (American mid-term elections) ในการเมืองอเมริกันพอดี
ถ้าผลออกมาอย่างที่ทรัมป์ต้องการแล้ว สันติภาพยูเครนจะเป็นตัวแทนของความสำเร็จของผู้นำสหรัฐในการแก้ปัญหาสงคราม แต่บางทีเราอาจต้องตระหนักว่า ความหวังที่สวยหรูทั้งความสำเร็จของการเลือกตั้ง และการยุติสงครามยูเครนนั้น อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด และมีประเด็นที่อาจต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติม ดังนี้
1) การจัดการเลือกตั้งในภาวะสงคราม
ทุกคนรู้ดีว่าการจัดการเลือกตั้งให้เป็นที่เรียบร้อยในเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ปัญหาพื้นฐานที่จะต้องตอบให้ได้ในเบื้องต้นก็คือ ปัญหาโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งบัตรเลือกตั้งไปยังจุดหมาย และการนำเอาบัตรเลือกตั้งกลับมายังจุดที่ต้องการ การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง การจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งที่เกิดอยู่ในภาวะที่ “เป็นธรรมและเสรี”
นอกจากนี้ จะทำอย่างไรกับผู้ที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง แต่เจ้าตัวประจำการอยู่ในแนวรบ และบัญชีรายชื่อของทหารเหล่านี้จะจัดทำอย่างไร และจะให้ทหารเหล่านี้ไปลงเสียงที่ใด อีกทั้งคำถามสำคัญอีกประการคือ จะทำอย่างไรกับประชากรที่วันนี้มีสถานะเป็น “ผู้อพยพภายใน” (Internal Displaced Persons – IDP) ที่มีตัวเลขอยู่ประมาณ 3.7 ล้านคน หรือจะทำอย่างไรกับชาวยูเครนที่อพยพลี้ภัยออกไปอยู่ต่างประเทศ ที่มีจำนวนราว 6 ล้านคนโดยประมาณ
มากกว่านั้น ไม่มีคำตอบเลยว่า การเลือกตั้งนี้จะเปิดดำเนินการอย่างไรกับประชากรอีกราว 5 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่การยึดครองของรัสเซีย คณะกรรมการการเลือกตั้งจะให้สิทธิ์แก่ประชากรในส่วนนี้ไหม และถ้าไม่ให้จะตอบด้วยเหตุผลอะไร และในการดำเนินการนั้นจะจัดการเลือกตั้งอย่างไรในพื้นที่ที่ยังคงมีการรบ โดยเฉพาะในพื้นที่แนวหน้า และการเลือกตั้งในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย มีความเป็นไปได้อย่างมากที่รัสเซียจะเข้าแทรกแซงการเลือกตั้ง ถ้าเช่นนั้นแล้วเราควรจะยอมรับผลการเลือกตั้งจากพื้นที่นี้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยากถึงการแทรกแซงของรัสเซีย
จากข้อจำกัดต่างๆ ในข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาอีกว่ารัสเซียจะเปิดการโจมตีในช่วงการเลือกตั้งหรือไม่ หรือสหรัฐจะห้ามรัสเซียไม่ให้โจมตีในช่วงนั้นได้หรือไม่ ยังไม่นับรวมถึงการทำสงครามไฮบริด ที่รัสเซียดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปล่อยข่าวปลอม โดยเฉพาะการปล่อยข่าวปลอมในช่วงเลือกตั้ง เพื่อสร้างอิทธิพลต่อการออกเสียงของผู้มีสิทธิ์ชาวยูเครน ดังตัวอย่างการแทรกแซงการเลือกตั้งของรัสเซียในมอลโดวา และทุกฝ่ายเชื่อว่าผู้นำรัสเซียจะใช้โอกาสนี้ในการแทรกแซงการเลือกตั้งอย่างแน่นอน
ดังที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า การจัดการเลือกตั้งให้เสร็จในช่วงราวเดือนพฤษภาคม และให้เสร็จก่อนการจัดทำสันติภาพยูเครนในช่วงราวเดือนมิถุนายนนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายอย่างแน่นอน และทั้งไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลยูเครนจะดำเนินการได้จริงเพียงใด โดยเฉพาะต้องทำให้การเลือกตั้งมีความ “เป็นธรรมและเสรี” ตามเกณฑ์ของระบบประชาธิปไตย แต่ก็ต้องตระหนักในอีกด้านว่า การเลือกตั้งจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัสเซียเข้ามาขยายอิทธิพลในการเมืองยูเครนได้โดยตรง
2) การเจรจาสันติภาพที่ยังไม่ชัดเจน
ถ้าเราจะหวังแต่ผลการเลือกตั้งตามที่ทำเนียบขาวกดดันให้รัฐบาลยูเครนต้องรับไปดำเนินการแล้ว ในอีกด้านของปัญหาคือ เราจะหวังได้อย่างไรว่าแผนสันติภาพที่ผู้นำสหรัฐผลักดันอย่างมากนั้น จะประสบผลสำเร็จดังที่ทำเนียบขาวต้องการ เพราะ “ช่องว่าง” ของสาระของการเจรจาระหว่างรัสเซียกับยูเครนนั้น น่าจะยังเป็นช่องว่างใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องดินแดนที่ยูเครนอาจต้องสละให้รัสเซีย และปัญหาการค้ำประกันความมั่นคงของยูเครน ซึ่งปัญหาพื้นฐาน 2 ประการนี้ ยังเป็นประเด็นที่ไม่อาจตกลงกันได้โดยง่าย
ถ้าแผนสันติภาพยังไม่สามารถมีข้อยุติได้จริง การจัดทำประชามติแผนนี้สำหรับสังคมยูเครนเองก็เป็นไปไม่ได้ด้วย โดยเฉพาะความเห็นที่เป็นข้อขัดแย้งหลักในกรรมสิทธิ์ของดินแดน เนื่องจากผู้นำยูเครนไม่สามารถที่จะมอบดินแดนที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย ให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของรัสเซียได้แต่อย่างใด เพราะการกระทำเช่นนั้นเซเลนสกีอาจตกเป็น “จำเลยทางการเมือง” ของสังคมยูเครนได้ไม่ยาก และเขาอาจถูกร้องเรียนว่ามีความผิดทางกฎหมายในการมอบดินแดนเหล่านี้ให้กับรัสเซียอย่างเป็นทางการ เพราะเมื่อดินแดนส่วนนี้ถูกผนวกเข้าเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการแล้ว โอกาสที่ยูเครนจะเอากลับคืนมาด้วยกระบวนการปกตินั้น น่าจะเป็นไปได้ยาก
สําหรับฝ่ายยูเครนแล้ว ปัญหาดินแดนจึงเป็นประเด็นที่ “กลืนไม่เข้า-คายไม่ออก” เพราะการแลกระหว่าง “ยกดินแดน” ให้รัสเซีย เพื่อให้รัสเซียยอมหยุดยิงนั้น ก็ไม่ชัดเจนว่าในการทำประชามตินั้น ผู้คนในสังคมยูเครนจะยอมรับข้อแลกเปลี่ยนเช่นนี้หรือไม่ และถ้าผลของการลงประชามติพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่รับแผนสันติภาพนั้น การเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนจะดำเนินการต่ออย่างไร ซึ่งเป็นไปได้อย่างมากว่า คนส่วนใหญ่แม้ต้องการเห็นสันติภาพ แต่สันติภาพนี้ก็จะต้องไม่ใช่การบังคับให้ยูเครนต้อง “สละดินแดน” ให้รัสเซีย
นอกจากนี้ กระบวนการทำประชามติแผนสันติภาพก็จะเผชิญกับปัญหาเช่นเดียวกับการเลือกตั้ง เพราะผู้ลงเสียงประชามติก็เป็นคนส่วนเดียวกับผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในการเลือกตั้ง อีกทั้งมีปัญหาโลจิสติกส์ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติคือ การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติแผนสันติภาพควรต้องทำในวันเดียวกัน แต่ก็จะต้องตอบปัญหาที่เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดที่จะเกิดกับการเลือกตั้งดังที่กล่าวแล้วในข้างต้นให้ได้ เนื่องจากปัญหาในทางปฏิบัติของ 2 เรื่องนี้ไม่ได้แตกต่างกัน
3) ถ้าแผนสันติภาพล้ม และเดินต่อไม่ได้
ดังได้กล่าวเป็นข้อสังเกตแล้วว่า โอกาสที่แผนสันติภาพยูเครนอาจจะไม่ได้รับเสียงเห็นชอบจากประชาชนชาวยูเครนนั้น มีความเป็นไปได้มาก เพราะในอีกด้าน ชาวยูเครนเองก็ไม่มั่นใจว่า แม้จะให้ความเห็นชอบต่อแผนสันติภาพ และมีนัยถึงการสละดินแดนให้รัสเซียแล้ว ผู้นำรัสเซียจะยอมยุติความต้องการที่จะผนวกยูเครนทั้งประเทศที่เหลือหรือไม่ เพราะในความเป็นจริง ผู้นำรัสเซียไม่เคยหยุดความคิดในการผนวกยูเครนเช่นในยุคหลังปฏิวัติรัสเซีย หรือมิเช่นนั้นยูเครนก็จะต้องดำรงอยู่ในแบบ “รัฐอารักขา” เช่น เบลารุส คือการเป็นส่วนหนึ่งของ “จักรวรรดิรัสเซียสมัยใหม่”
ในความเป็นรัฐแบบนี้ มีนัยโดยตรงว่ายูเครนจะต้องละทิ้งความคิดที่จะพาประเทศเดินไปกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะการสละความคิดที่เข้าไปเป็นสมาชิกของนาโต และเลิกที่จะพาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมตะวันตกที่มีสหภาพยุโรปเป็นแกนกลาง และมีชีวิตอยู่กับ “โลกแบบรัสเซีย” ต่อไปในอนาคต ซึ่งสำหรับคนหนุ่มสาวที่เคยต่อสู้ใน “การปฏิวัติยูโรไมดาน” (The EuroMidan Revolution) ในปี 2014 นั้น คงไม่ตอบรับกับทิศทางของประเทศเช่นนี้ เพราะการต่อสู้ครั้งนั้นมีความชัดเจนในตัวเองว่ายูเครนจะฝากอนาคตไว้กับโลกตะวันตก ไม่ใช่อยู่ภายใต้พันธนาการของระบอบอำนาจนิยมรัสเซีย
ดังนั้น คำถามในสภาวะเช่นนี้ก็คือ ถ้าประชาชนยูเครนไม่เอาแผนสันติภาพที่เกิดจากการผลักดันของทำเนียบขาวแล้ว สิ่งที่จะเกิดตามมาคือการหันกลับสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง หรือคือการกลับสู่สนามรบอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ซึ่งทางออกเช่นนี้ไม่สวยหรูอย่างแน่นอน เพราะมีความเป็นไปได้อย่างมากว่า ความล้มเหลวของแผนสันติภาพ ที่ประชาชนชาวยูเครนไม่ตอบรับนั้น น่าจะนำไปสู่เงื่อนไขของสงครามใหญ่อีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลตอบแทนในอนาคต
หากความล้มเหลวในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น และโอกาสเกิดสงครามใหญ่ถูกควบคุมแล้ว การหยุดยิงอาจจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ก็จะเป็นการหยุดยิงที่มีการละเมิดจากทั้ง 2 ฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ดังตัวอย่างของ “ข้อตกลงมินสค์” (The Minsk Agreements) ในปี 2014 และ 2015 ที่เกิดการละเมิด จนแทบไม่มีสภาวะบังคับในทางปฏิบัติแต่อย่างใด และการละเมิดที่เกิดขึ้นก็คือ การเดินไปสู่สงครามใหญ่ในเวลาต่อมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กระนั้น อาจจะพอมีข้อดีบางประการเหลืออยู่บ้างคือ การเจรจาสันติภาพยังเป็นช่องทางให้เกิดการแลกเปลี่ยนเชลยศึกของ 2 ฝ่าย พ้นจากนั้นแล้วน่าจะเป็นอะไรที่คาดหวังไม่ได้มากนัก แม้ทรัมป์จะคาดหวังถึงผลตอบแทนอย่างมากสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมในการเมืองอเมริกันก็ตาม!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
