BYD Seal 5 DM-i SUPER PHEV เก๋งไซซ์บิ๊ก แต่ราคาตั๋วเด็ก-เปิดครบไลน์
ยานยนต์ สุดสัปดาห์ | สันติ จิรพรพนิต
ลําพังการเปิดราคารุ่นท็อป Premium ไม่ถึง 7 แสนบาท ของ BYD Seal 5 DM-i SUPER PHEV เก๋ง 4 ประตูพลังปลั๊กอินไฮบริด เมื่อช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 ก็เขย่าตลาดเก๋งบ้านเราพอประมาณแล้ว
แม้ภายหลังจะปรับขึ้นมาเป็นราคาปกติที่ 769,900 บาทก็ตาม
และล่าสุดเปิดครบไลน์ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น (Standard) และรุ่นกลาง (Dynamic)
จึงยิ่งไปกันใหญ่เพราะเริ่มสตาร์ตที่ 599,000 บาท และ 659,900 บาท
ที่น่าตกใจและทำให้ตลาดแทบแตกเพราะหากดูมิติตัวถัง รวมถึงออปชั่นที่ใส่เข้ามา เรียกว่าเป็นคู่แข่งตลาดเดียวกับเก๋ง C-Segment อย่างโตโยต้า อัลติส และฮอนด้า ซีวิค ได้เลย
แต่เมื่อดูราคากลับอยู่ในกลุ่มอีโคคาร์ อย่างโตโยต้า ยาริส เอทีฟ และฮอนด้า ซิตี้ เท่านั้น
แถมยังดูเหนือกว่าเพื่อนๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน เพราะใช้เครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอีกต่างหาก
ก่อนหน้านี้ผมเองเคยแนะนำรุ่นท็อปไปเมื่อครั้งเปิดตัวใหม่ๆ จึงเมื่อมาครบไลน์แบบนี้ ขอมัดรวมและเปรียบเทียบให้ชัดๆ ว่าแต่ละรุ่นย่อยมีออปชั่นที่น่าสนใจอะไรบ้าง

BYD Seal 5 DM-i SUPER PHEV ถือเป็นอีกหนึ่งเก๋งรุ่นธงของค่าย ที่ช่วงบีวายดีเข้ามาทำตลาดในไทยใหม่ๆ เน้นกลุ่มรถ EV เป็นหลัก
จนเมื่อกระแสรถไฮบริดมาแรงเหลือเกิน เนื่องจากคนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่พร้อมใช้รถไฟฟ้าล้วน บวกกับค่ายญี่ปุ่นเน้นทำตลาดรถไฮบริดอย่างจริงจัง จนแทบไม่เหลือรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE แล้ว
บีวายดีมีหรือจะยอมอยู่เฉย จึงแนะนำรุ่นนี้ออกมา ขอแชร์ส่วนแบ่งการตลาด
Seal 5 DM-i เป็นรุ่นผลิตในประเทศไทย จุดเด่นไม่พ้นตัวถังขนาดใหญ่ มิติ (กว้าง x ยาว x สูง) 1,837 x 4,780 x 1,495 มม. ระยะฐานล้อ 2,718 มม.
เหนือกว่าคู่แข่งด้านราคาอย่างยาริส เอทีฟ และซิตี้ ในทุกมิติ
หรือต่อให้เทียบกับรุ่นพี่ทั้งอัลติส และซีวิค ก็ใหญ่กว่า มีเพียงระยะฐานล้อที่สั้นกว่าซีวิคนิดเดียวเท่านั้น
อีกจุดเด่นไม่พ้นเทคโนโลยี DM-i ที่ให้ทั้งความประหยัดและสมรรถนะสูง

ทั้ง 3 รุ่นย่อยใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน
เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1,498 ซีซี. กำลังสูงสุด 98 แรงม้า แรงบิด 122 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า รวมพละกำลังสูงสุด 218 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตัน-เมตร
ขับเคลื่อนล้อหน้า รองรับน้ำมัน E20
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชั่วโมง ภายใน 7.5 วินาที
ความเร็วสูงสุด 185 กม./ชั่วโมง
Blade Battery ต่างกันที่ความจุ รุ่น Standard และ Dynamic อยู่ที่ 13.08 kWh ส่วน Premium 18.3 kWh
2 รุ่นเริ่มต้นวิ่งไฟฟ้าล้วนได้สูงสุด 85 กม. (NEDC) ส่วนรุ่นท็อปอยู่ที่ 120 กม. (NEDC)
บีวายดีเคลมว่าทุกรุ่นย่อยวิ่ง 2 พลังงานรวมกันได้ระยะทางสูงสุดกว่า 1,000 กม.
ชาร์จ AC สูงสุด 6.6 kW (Type 2)
V2L (ปล่อยไฟออก) 2.2 kW

มาดูรูปร่างหน้าตากันแบบพอสังเขปออกแบบภายนอกเหมือนกัน ภายใต้แนวคิด OCEAN AESTHETICS
กระจังหน้าไร้กรอบแบบ DOT Matrix
ไฟหน้า Full LED รูปแบบ Starlight พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ
ไฟท้าย Full LED รมดำพร้อม Light Bar เสริมความสปอร์ต และไฟเลี้ยวด้านหลังแบบ Sequential
ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง 215/55 ครบทุกรุ่น
รุ่น Premium มีไฟส่องสว่างที่พื้นรถเพิ่มความหรูหรา และกระจกพับไฟฟ้าอัตโนมัติ
ภายในใช้โทนดำแค่ยังดูกว้างขวางและสบายตา ออกแบบ BYD Intelligent Cockpit

พวงมาลัยทรงสวยพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น มาตรวัดขนาด 8.8 นิ้วครบทุกรุ่น
หน้าจอกลางแตกต่างตามรุ่นย่อย Standard ใช้จอ 10.1 นิ้ว ขณะที่ Dynamic และ Premium ใช้จอ 12.8 นิ้ว
ทุกรุ่นรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย (Wireless), Bluetooth, ระบบแผนที่นำทาง, Music Streaming และการสั่งงานด้วยเสียง Voice Assistant รวมถึงรองรับการอัพเดตซอฟต์แวร์แบบ OTA
จำนวนลำโพงแบ่งตามรุ่นย่อยคือ 4 / 6 และ 8 ตามลำดับ
เช่นเดียวกับช่องเสียบ USB รุ่น Standard ได้แค่ด้านหน้า 2 จุด ส่วนอีก 2 รุ่นรับไป 4 จุด แบบหน้า 2 หลัง 2
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์ด้านหลังและระบบกรองฝุ่น PM 2.5 ครบทุกรุ่น
เบาะนั่งรุ่นเริ่มต้นแบบผ้า ปรับมือ 6 ทิศทาง เบาะข้างคนขับปรับมือเช่นกัน
รุ่น Dynamic และ Premium เบาะหนังสังเคราะห์ คนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง รุ่น Premium เพิ่มเบาะผู้โดยสารหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง
ที่วางแขนด้านหลังมีเฉพาะ 2 รุ่นบน
ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายให้มาแต่รุ่นท็อป

ความปลอดภัยและตัวช่วยการขับขี่ที่เหมือนๆ กัน เช่น ถุงลมนิรภัย 6 จุด ครอบคลุมคู่หน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย
Active Safety (ครบทุกรุ่น) เช่น ควบคุมความเร็วโดยอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ
เบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Hold และระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS
ส่วนส่วนอีก 2 รุ่นบนได้เพิ่มขึ้นมา เช่น
ช่วยเตือนการชนด้านหน้า-ด้านหลัง

ช่วยเตือนเมื่อมีรถผ่านจุดอับสายตาขณะถอยหลัง, ช่วยเตือนจุดอับสายตา
ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ช่วยควบคุมรถไม่ให้ออกนอกช่องทางเดินรถ
กล้อง 360 องศา เซนเซอร์ช่วยจอดด้านหน้า 2 จุด ด้านหลัง 4 จุด Digital Key ฯลฯ
ส่วนรุ่นย่อยไหนจะตรงใจที่สุด อยู่ที่ความชอบและการใช้งานในชีวิตประจำวัน บวกงบประมาณที่ตั้งไว้
แต่ที่แน่ๆ ทั้งตลาดอีโคคาร์ และ C-Segment เดือดแน่นอนกับการมาแบบครบไลน์ของ BYD Seal 5 DM-i SUPER PHEV
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
