bg-single

Lee bul ศิลปินเกาหลีใต้ ผู้สำรวจข้อจำกัด ทางการเมือง สังคม และศิลปะ

10.03.2026

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในตอนนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของศิลปินร่วมสมัยระดับโลกคนสำคัญ ผู้แวะเวียนมาให้เราได้ทำความรู้จักกันอีกคน ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า ลี บุล (Lee Bul) ศิลปินร่วมสมัยชาวเกาหลีใต้ ผู้พำนักและทำงานอยู่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

เธอเป็นที่รู้จักจากแนวทางสหวิทยาการอันบุกเบิกซึ่งพัฒนาขึ้นตลอดระยะเวลากว่าสี่ทศวรรษ ลี บุล ได้สร้างสรรค์ผลงานที่ครอบคลุมทั้งประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ศิลปะแสดงสด และจิตรกรรม เธอเริ่มได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในช่วงทศวรรษ 1990 จากผลงานศิลปะที่ท้าทาย ข้ามกรอบแนวทางของศิลปะ และตั้งคำถามต่ออุดมคติแบบยูโทเปีย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความเปราะบางของความทะเยอทะยานของมนุษย์

ในผลงานการแสดงช่วงแรกๆ และประติมากรรมแบบวัสดุนุ่มที่ท้าทายบรรทัดฐานทางสังคม เธอมักผสานภาพลักษณ์ไซบอร์กเพื่อสำรวจแนวคิดหลังมนุษยนิยม และการเมืองเรื่องเพศ

เมื่อเวลาผ่านไป แนวทางการทำงานของลี บุล ได้ขยายไปสู่การสร้างสรรค์ศิลปะจัดวางขนาดใหญ่แบบโอบล้อม (Immersive) โดยใช้พื้นผิวกระจกสะท้อน รูปทรงลูกผสมระหว่างกลไกรูปทรงชีวภาพกับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม เพื่อดึงผู้ชมเข้าสู่พื้นที่แห่งประสบการณ์การรับรู้อันหลากหลาย

ผลงานของเธอซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากปรัชญา วรรณกรรม และสถาปัตยกรรมเชิงทดลอง สำรวจจุดตัดระหว่างเทคโนโลยี ประวัติศาสตร์ และอนาคตเชิงคาดการณ์ (Speculative Futures) แนวคิดเรื่องเสรีภาพและการปลดปล่อยฝังรากลึกอยู่ในผลงานของลี บุล ทั้งในเชิงเนื้อหาและรูปแบบ การปฏิบัติทางศิลปะของเธอจึงอาจเข้าใจได้ว่าเป็นการสำรวจข้อจำกัดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางการเมือง สังคม หรือศิลปะ ควบคู่ไปกับแรงผลักดันที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้น

Majestic Splendor

ลีบุล เกิดในปี 1964 หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาประติมากรรมจากมหาวิทยาลัยฮงอิก (Hongik University) ในกรุงโซล เธอได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในช่วงแรกเริ่ม ด้วยการผลิตงานที่หลากหลาย แหลมคม และท้าทาย ข้ามพรมแดนของประเภทและสาขาศิลปะ โดยสำรวจประเด็นเรื่องความงาม ความเสื่อมทราม และความเสื่อมสลาย ผลงานสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าวของเธอ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นงานไอคอนิก มีบทบาทสำคัญต่อการก่อรูปของศิลปะร่วมสมัยระดับโลกในทศวรรษ 1990 จากการสนับสนุนของภัณฑารักษ์ผู้ทรงอิทธิพล อาทิ แฮรอลด์ เชอแมนน์ (Harald Szeemann), ฮานซ์ อุลริช โอบริชท์ (Hans Ulrich Obrist) และโอกวุย เอ็นวีเซอร์ (Okwui Enwezor)

ผลงานศิลปะจัดวาง Majestic Splendor (1997) ซึ่งนำเสนอปลาที่กำลังเน่าเปื่อยประดับด้วยเลื่อม และจัดแสดงที่ Museum of Modern Art (MoMA), นิวยอร์ก เธอยังได้รับการคัดเลือกโดยแฮรอลด์ เชอแมนน์ ให้ร่วมแสดงในนิทรรศการ “dAPERTutto” ในมหกรรมศิลปะเวนิสเบียนนาเล่ ในปี 1999 และในปีเดียวกันนั้น ผลงานจัดวางคาราโอเกะ Gravity Greater Than Velocity I, II (1999) และ Amateurs (1999) ได้จัดแสดงในศาลาแห่งชาติเกาหลี (Korean National Pavilion) เธอยังได้รับรางวัลชมเชย (Honorable Mentions) สำหรับทั้งสองโครงการดังกล่าว

Gravity Greater Than Velocity I, II (1999)

ลีบุล ยังคงสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับเทคโนโลยีต่อเนื่องในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยสร้างประติมากรรมลูกผสมที่ผสานรูปทรงของเครื่องจักรเข้ากับรูปทรงชีวภาพ ชุดผลงาน Cyborgs และ Anagrams ของเธอสำรวจทั้งความหลงใหลและความวิตกกังวลของมนุษย์ต่ออุดมคติแบบเทคโน-ยูโทเปีย ที่เชื่อในความสมบูรณ์แบบ

ในขณะเดียวกันก็หวนระลึกถึงประติมากรรมวัสดุนุ่มที่เปลี่ยนรูปได้และแยกขาดจากร่างกาย ซึ่งเธอเคยสร้างขึ้นสำหรับการแสดงสดในช่วงแรกของเธอ

นับแต่นั้นมา ผลงานของลี บุล ได้หันมาสำรวจประเด็นเรื่องความทันสมัยแบบยูโทเปีย และการรุ่งเรืองกับล่มสลายของโครงการก้าวหน้าอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ส่วนตัวของเธอในฐานะบุตรสาวของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองอันปั่นป่วนของเกาหลี

ภายหลังการเข้าร่วมโครงการพำนักศิลปินที่ประเทศนิวซีแลนด์ในปี 2005 เธอได้เริ่มสร้างสรรค์ชุดประติมากรรม รวมถึงผลงานบนกระดาษและผืนผ้าใบ ที่สานต่อการค้นคว้าทางศิลปะเกี่ยวกับซากปรักหักพังของโครงการทางประวัติศาสตร์ซึ่งมุ่งสร้างอารยธรรมที่ดีกว่า แนวปฏิบัติทางศิลปะในปัจจุบันของเธอยังคงเจาะลึกประเด็นกว้างขวางนี้ โดยสะท้อนถึง “ร่องรอยแห่งความเศร้าหมอง” ของอุดมคติแบบก้าวหน้าที่ล้มเหลวเหล่านั้น

Willing To Be Vulnerable – Metalized Balloon V3

ในปี 2024 ลี บุล ได้รับมอบหมายจาก Metropolitan Museum of Art ในนครนิวยอร์ก ให้สร้างสรรค์ประติมากรรมสำหรับช่องเว้าบนด้านหน้าอาคารประวัติศาสตร์ริมถนนฟิฟธ์อเวนิวของพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการในชื่อ The Genesis Facade Commission : Lee Bul, Long Tail Halo จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2024 ถึง 10 มิถุนายน 2025

เธอยังมีนิทรรศการสำรวจผลงานครั้งใหญ่แบบหมุนเวียน ซึ่งร่วมกันจัด โดย Leeum Museum of Art ในกรุงโซล และ M+ ในฮ่องกง มีกำหนดเปิดตัวที่ Leeum Museum of Art ในเดือนกันยายน 2025 จากนั้นจะจัดแสดงต่อที่ M+ ในเดือนมีนาคม 2026 ก่อนที่จะเดินทางไปยังสถานที่จัดแสดงนานาชาติอื่นๆ ต่อไป

ผลงานของ ลี บุล ถูกสะสมอยู่ในคอลเลกชั่นสาธารณะชั้นนำทั่วโลก อาทิ Metropolitan Museum of Art นิวยอร์ก, Solomon R. Guggenheim Museum นิวยอร์ก, Los Angeles County Museum of Art, Walker Art Center มินนีแอโพลิส, Tate Modern, British Museum ลอนดอน, Mus?e d’Art Moderne Grand Duc Jean ลักเซมเบิร์ก, National Gallery of Canada ออตตาวา, National Gallery of Victoria เมลเบิร์น, M+ ฮ่องกง, Mori Art Museum โตเกียว, 21st Century Museum of Contemporary Art คานาซาวะ, Leeum Museum of Art โซล, Amorepacific Museum of Art โซล และ National Museum of Modern and Contemporary Art เกาหลีใต้

Willing To Be Vulnerable – Metalized Balloon V3
Willing To Be Vulnerable – Metalized Balloon V3

ข่าวดีสำหรับมิตรรักแฟนศิลปะชาวไทยก็คือ ตอนนี้เรามีโอกาสได้ชมผลงานของลี บุล โดยไม่ต้องถ่อไปชมในพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอื่น เพราะดิบ บางกอก (Dib Bangkok) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่เพิ่งเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ได้จัดแสดงผลงานของเธอ ในนิทรรศการเปิดตัวอย่าง ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence กับผลงาน Willing To Be Vulnerable – Metalized Balloon V3 (2015/2019) ประติมากรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของเรือเหาะ อากาศยานขนาดยักษ์ที่ถูกใช้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ลอยอยู่กลางอากาศราวกับบอลลูนสีเงินขนาดยักษ์ ผลงาน Willing to Be Vulnerable – Metalized Balloon ชวนให้นึกถึงเรือเหาะ LZ 129 Hindenburg อันอื้อฉาว ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและความทันสมัยในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

การระเบิดและโศกนาฏกรรมการตกที่ถูกบันทึกภาพไว้อย่างแพร่หลายได้ฝังแน่นอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยม และยังคงชัดเจนในความทรงจำร่วมของสังคมผ่านการทบทวนเรื่องราวอันน่าเศร้านี้ ผลงานของเธอสำรวจความเปราะบางที่ดำรงอยู่โดยเนื้อแท้ในทุกความพยายามสร้างยูโทเปีย ชี้ให้เห็นว่าภายใต้ภาพลักษณ์แห่งความก้าวหน้าและความยิ่งใหญ่ มักแฝงไว้ด้วยความไม่มั่นคงที่พร้อมจะพังทลายเสมอ

หากตัวผลงานกลับสร้างด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์และผ้าโพลิเอสเตอร์พองลม ซึ่งเป็นนัยยะที่แฝงไว้ในชื่อผลงาน ที่ใช้วัสดุบอบบางธรรมดาสามัญสร้างสิ่งที่เคยยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา ข้างใต้ผลงานยังมีชิ้นส่วนกระจกเงาส่องสะท้อนประติมากรรมให้มีมิติเพิ่มขึ้นจนดูเหมือนลอยอยู่กลางฟ้า

ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence นิทรรศการที่นำเสนอผลงานชิ้นสำคัญจากคอลเลกชั่นของพิพิธภัณฑ์ดิบ บางกอก จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2025 – 3 สิงหาคม 2026 เปิดทำการวันพฤหัสบดี – จันทร์ เวลา 10.00 – 19.00 น. (ปิดวันอังคารและพุธ) สามารถจองบัตรเข้าชมล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์ https://dibbangkok.org/in-visible-presence.html

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Dib Bangkok, https://tinyurl.com/yydkem4x, https://tinyurl.com/52xx79wf

ภาพประกอบ

1. Majestic Splendor

2. Gravity Greater Than Velocity I, II (1999)

3 – 5. Willing To Be Vulnerable – Metalized Balloon V3



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี