วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
แผนการหนึ่งในภาวะเปลี่ยนผ่านเครือข่ายธุรกิจครอบครัวใหญ่ไทย จากรุ่นบุกเบิก สู่ทายาท
“เป็นแผนการต่อเนื่อง จากกรณีสำคัญก่อนหน้านั้น เจริญ สิริวัฒนภักดี ได้พ้นตำแหน่งในโครงสร้างคณะกรรมการ (โดยเฉพาะประธานกรรมการ) แล้ว 2 บริษัทหลักในตลาดหุ้นสิงคโปร์ กับอีก 2บริษัทในตลาดหุ้นไทย จาก F&N (มกราคม 2568) FPL (กุมภาพันธ์ 2568) ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ และ AWC ( กุมภาพันธ์ 2568) กับ BJC (มีนาคม 2568) ในตลาดหุ้นไทย เชื่อว่า เป็นสัญญาณยุคเปลี่ยนผ่าน เครือข่ายธุรกิจกลุ่มทีซีซีของตระกูลสิริวัฒนภักดี กำลังก้าวสู่รุ่นที่ 2 อย่างเต็มตัว” จากที่เคยโฟกัสภาพกว้างๆไว้ (จากเรื่อง “ทีซีซี (กำลัง)เปลี่ยนผ่าน” มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 19 ธันวาคม 2568)
คราวนี้เป็นภาพเฉพาะเจาะจง เกี่ยวกับบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กิจการค้าเก่าแก่ในยุคอาณานิคม เครือทีซีซี ได้เข้าซื้อ เข้าครอบงำผ่านกลไกในตลาดหุ้นเมื่อกว่า 2 ทศวรรษที่แล้ว (2544) ถือเป็นจังหวะก้าวสำคัญ สู่ธุรกิจใหม่ๆ ครั้งแรกๆ – ธุรกิจอุตสาหกรรม และสินค้าคอนซูเมอร์
จากกิจการซึ่งก่อตั้งในสังคมไทยมานนับศตวรรษ มีการขยับปรับเปลี่ยนอย่างช้าๆ เมื่อมาอยู่ในมือใหม่ได้ราวทศวรรษเดียว
BJC มีจังหวะก้าวใหญ่มากๆ สู่ธุรกิจค้าปลีก ได้ซื้อกิจการ Big C (2559) ในประเทศไทย จาก Casino Group แห่งฝรั่งเศส ส่งผลให้เครือทีซีซีเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกอย่างเต็มตัว
กลายเป็น “ผู้เล่น” รายสำคัญทันที เป็นปรากฏการณ์ เป็นไปตามกระแสอันครึกโครม เครือข่ายธุรกิจไทยรายใหญ่เข้ายึดครองธุรกิจค้าปลีกในโมเดลพื้นฐานที่เรียกว่า Hypermarket ซึ่งบุกเบิกโดยเครือข่ายธุรกิจแห่งยุโรป สร้างรากฐานครอบงำตลาดไทย ในช่วง 2 ทศวรรษก่อนหน้านั้น
ล่าสุดมีอีกดีลที่น่าสนใจอย่างมาก (กุมภาพันธ์ 2569) BJC ประกาศเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) จาก TCC Land International มูลค่าการลงทุนประมาณ 22,500 ล้านบาท (หรือราว 720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แม้เมื่อเทียบเคียงกับกรณี Big C (ขณะนั้นใช้เงินลงทุนราว 200,000 ล้านบาท) มีมูลค่าน้อยกว่ามาก
ทว่า กรณี MMVN มีความหมาย มีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด
เบื้องต้น ผู้คนรับรู้กันว่า กรณีซื้อกิจการ MMVN มีเป้าหมายทางธุรกิจอันแจ่มชัด BJC กับแผนการขยายเครือข่ายค้าปลีกอย่างจริงจังสู่ระดับภูมิภาค เปิดฉากที่ประเทศเวียดนาม ฐานใหม่ที่สำคัญของเครือข่ายธุรกิจไทย ว่าไปแล้ว เครือทีซีซีมีกิจการสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจเบียร์อยู่ที่นั่นด้วย
จะว่าไปในอีกมิติหนึ่ง MMVN เป็นธุรกิจค้าปลีกของเครือทีซีซี ที่อยู่ในเวียดนามมาแล้วราวทศวรรษ เป็นดีลที่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน เข้าสู่ธุรกิจเบียร์ที่ว่านั้น ที่สำคัญอยู่ในช่วงเดียวกันกับดีลซื้อเครือข่ายค้าปลีก Big C ในประเทศไทยด้วย
นั่นคือ ดีล (มกราคม 2559) ซื้อเครือข่าย METRO Cash & Carry Vietnam (มีสาขาค้าส่งแบบบริการตนเองที่เรียกว่า Cash & Carry ทั้งสิ้น 19 สาขา) ด้วยมูลค่า 655 ล้านยูโร (เทียบอัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโรเท่ากับ 39 บาทในเวลานั้น คิดเป็นเงินมากกว่า 25,500 ล้านบาท)
เวลานั้น METRO GROUP ธุรกิจค้าปลีกระดับโลกของเยอรมนี มีเครือข่ายมากกว่า 2,000 แห่ง ใน 30 ประเทศทั่วโลก เข้าสู่ตลาดเวียดนามในปี 2545 ซึ่งถือว่าไม่ค่อยประสบผลสำเร็จทางธุรกิจเท่าที่ควร
ความจริงดีลนั้นได้ตกลงเบื้องต้น ถึงขั้นแถลงข่าวมาก่อนหน้าพอสมควร (สิงหาคม 2557 ) ต่อมา (กุมภาพันธ์ 2558) กลุ่มทีซีซีได้ขอเปลี่ยนผู้ซื้อ จาก BJC เป็น TCC Land International ทำให้การลงนามสัญญาเป็นทางการล่าช้าออกไป เข้าใจว่าด้วยความทับซ้อนกับกรณี Big C ที่ว่าด้วยแผนการทางการเงิน
เท่าที่ทราบ TCC Land International เป็น Holding Company ตามแบบฉบับเครือทีซีซี ของตระกูลสิริวัฒนภักดี ซึ่งกระจายการถือหุ้นไปยังบุตร-ธิดาตามสัดส่วน โดยมีเจริญและวรรณา สิริวัฒนภักดี (ผู้เป็นบิดา-มารดา) กำกับอยู่ข้างบน เนื่องด้วยบริษัทนี้จดทะเบียนในสิงคโปร์
บุคคลที่มีบทบาทคงเป็นบุตรคนเล็ก (ปณต สิริวัฒนภักดี) ซึ่งดูแลการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก
กรณี MMVN เป็นชื่อใหม่เปลี่ยนมาจากชื่อเดิม โดยทีมบริหารคนสำคัญๆ ส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากกิจการเดิม เชื่อกันว่าบุตรีคนเล็กซึ่งบริหาร BJC (ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล) น่าจะมีบทบาทดูแล และกำกับกิจการในภาพรวมด้วย ปัจจุบัน MMVN มีสาขาอยู่ 30 แห่ง ตามแผนการใหม่เมื่ออยู่ในมือ BJC จะขยายเป็น 54 สาขา ภายในปี 2573
จากไทม์ไลน์ข้างต้น สะท้อนภาพการปรับโครงสร้างธุรกิจในเครือทีซีซีครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง
ว่าไปแล้ว เป็นการจัดการให้เข้าที่ข้างทางมากขึ้น เป็นไปอย่างที่ควร โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญ
ด้านหนึ่ง – เครือทีซีพี จัดโครงสร้างธุรกิจ ภายใต้การกำกับดูแลโดย Holding Company อย่างหลากหลายและซับซ้อน การจัดโครงสร้างธุรกิจและการจัดสรรธุรกิจสู่ทายาทอย่างเหมาะสม จึงยุ่งยากพอสมควร
อีกด้านหนึ่ง – จังหวะนั้นเร่งเร้าขึ้น เมื่อถึงเวลาจะก้ามข้ามสู่รุ่นที่ 2 ด้วยรุ่นบุกเบิกกำลังวางมือ
กรณี BJC มีภาพต่อจากกรณี MMVN ขยายมิติที่ว่า ให้กระจ่างขึ้นอีก
ขณะเดียวกันนั้น BJC มีแผนการปรับโครงสร้างทางการเงิน (Deleveraging Plan) เพื่อรองรับการเข้าซื้อกิจการ MMVN โดยประกาศแผนการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-core assets) ที่สำคัญ ได้แก่ที่ดิน 33 แปลง
แม้ BJC ไม่ได้เปิดเผยทำเลอย่างละเอียดต่อสาธารณะ เท่าที่ประมวลข้อมูลจากรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ระบุกทำเลหลักไว้ 3 กลุ่ม
หนึ่ง – กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีมูลค่าสูงที่สุด โดยเฉพาะที่ดินในย่าน เขตราษฎร์บูรณะ และพื้นที่รอยต่อสมุทรปราการ ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่คลังสินค้าเก่าหรือที่ดินที่ซื้อสะสม
สอง – ภาคตะวันออก ในชลบุรี-ระยอง ถือว่าอยู่ในย่าน EEC ได้อานิสงส์จากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ ราคาประเมินได้พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
และสาม – ภาคเหนือและอีสาน เป็นที่ดินแปลงย่อยในหัวเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ และขอนแก่น มักติดถนนใหญ่ เคยเล็งไว้เพื่อขยายสาขา แต่มีการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุน
จากแผนการข้างต้น ส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นไฮไลต์ เป็นการซื้อขายโอนสินทรัพย์ไปยังธุรกิจในเครือทีซีซีเอง
ทั้งนี้ มีกรณีเกี่ยวข้องกับบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ก่อตั้งขึ้นจากการปรับโครงสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือทีซีซีบางส่วน
โดยนำกิจการเข้าตลาดหุ้น (ปี 2562) ด้วย บริหารโดยบุตรีอีกคน (วัลลภา ไตรโสรัส)
มีรายงานว่า AWC ได้รับซื้อที่ดินแปลงใหญ่ในย่านราษฎร์บูรณะ (ติดแม่น้ำ) และพื้นที่บางส่วนใน EEC เพื่อนำไปพัฒนาโครงการ Mixed-use หรือโรงแรม ซึ่งสอดคล้องกับ Portfolio เน้นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์
อีกส่วนเกี่ยวกับบุตรคนสุดท้อง (ปณต สิริวัฒนภักดี) ผู้บริหาร Frasers Property Limited หรือ FPLในสิงคโปร์ (ตั้งแต่ปี 2559) เครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลากหลายทั้งประเภทและภูมิศาสตร์ ได้แยกตัวออกจาก Fraser and Neave หรือ F&N (THAIBEV เข้าซื้อกิจการในปี 2555) มาในปี 2560 ขยับขยายต่อเนื่อง สร้างเครือข่ายกิจการในไทย – บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ด้วยแผนการเข้าตลาดหุ้นทางลัด (ปี 2562)
ว่ากันว่า FPT ได้รับซื้อที่ดินบางส่วนจาก BJC ที่เป็นอดีตคลังสินค้าในสมุทรปราการและระยอง เพื่อขยาย Portfolio ด้าน Industrial & Logistics
ทั้งนี้ ยังมีตอนต่อ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
