บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (22)
“หลักการ”
เอกสารที่ไม่สามารถเปิดเผยที่มาฉบับเดียวกันนี้ได้กล่าวถึงที่มาของกำลังพลและแนวความคิดในการใช้กำลังทหารเสือพรานที่กำหนดไว้ โดยพยายามให้ได้มาตรฐานดังนี้
“การจัดตั้งกองพันทหารเสือพรานตามนโยบายจัดหากำลังพลอาสาสมัครเป็นโครงการลับ โดยรับจากพลทหารปีที่สองซึ่งจะปลดประจำการใน 1 พฤศจิกายน 2513 และจากแหล่งอื่นๆ เป็นผู้ที่ผ่านการรบมาจากเกาหลีใต้หรือเวียดนามใต้มาแล้ว ซึ่งการจัดกำลังพลอาสาสมัครในขั้นแรกนั้นควรจัดไว้เพียง 6 กองพันก่อน โดยมีแนวความคิดในการใช้ 1 กองพันที่ไชยบุรี 3 กองพันที่จำปาศักดิ์-สีทันดอน และ 2 กองพันที่ทุ่งไหหิน ตามแผนของ ‘สกาย’ (ซีไอเอ) โดยมีแผนไว้ว่าหากได้รับการตกลงให้นำ ขสส. (กองกำลัง ‘เขมรเสรี’ ซึ่งเตรียมไว้ปฏิบัติการในเขมร) เข้าปฏิบัติการในแขวงจำปาศักดิ์-สีทันดอนแล้ว จะสามารถนำกำลัง 3 กองพันทหารเสือพรานดังกล่าว ไปผลัดเปลี่ยนไอวีพี. (กำลังประจำการซึ่งจัดจากกรมผสมที่ 13 เข้าปฏิบัติการในทุ่งไหหินขณะนั้น) ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในขั้นตอนการจัดตั้งหน่วยกองพันทหารเสือพราน ทางฝ่ายเราก็มีการดำเนินการทางด้านการเมืองไปด้วยเสมอเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”
จากเอกสารที่ไม่เปิดเผยนี้จะเห็นว่าได้พยายามอธิบายว่าการดำเนินการของไทยเกี่ยวกับการปฏิบัติการในลาวนั้น มิได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามความประสงค์ของซีไอเอไปเสียทุกเรื่อง แต่มีความคิดของตัวเองเป็นอิสระโดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างล้วนชี้ขาดด้วย “กรอบงบประมาณ” ที่ซีไอเอกำหนด
เอกสารฉบับเดียวกันนี้ ได้กล่าวถึงที่มาของกำลังพลและแนวความคิดทางยุทธการในการใช้กำลังทหารเสือพรานไว้ดังนี้
“การดำเนินงานโครงการกองพันทหารเสือพราน ได้กระทำตามข้อพิจารณาการจัดตั้งกรมทหารเสือพราน ซึ่งนโยบายและแนวความคิดของผู้บังคับบัญชากำหนดไว้กว้างๆ 3 ประการ คือ สนับสนุนนโยบายป้องกันร่วมกันเพื่อผลทางการเมืองระหว่างประเทศ เสริมสร้างอิทธิพลและสร้างพื้นที่ส่วนระวังป้องกันออกไปนอกแนวชายแดนไทยหรือรบนอกประเทศ เป็นการใช้กำลังในลักษณะออมกำลัง มีภารกิจและงานของหน่วย 3 ประการ คือ 1) สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ดำรงความมั่นคงของรัฐบาลประเทศที่สาม 2) สถาปนาความมั่นคงปลอดภัยและสร้างอิทธิพลในพื้นที่ส่วนระวังป้องกันทางยุทธศาสตร์นอกเขตแดนไทยซึ่งกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงในประเทศ 3) เตรียมเป็นกองหนุนสำรองทั่วไปในความควบคุมของ ทบ.เมื่อสั่ง
มีขอบเขตและลักษณะของการปฏิบัติการ 3 ประการ คือ 1) จัดในรูปอาสาสมัครที่ใช้สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของประเทศที่สาม กองทัพบกเป็นผู้ควบคุม 2) เป็นกำลังโจมตีเคลื่อนที่เร็วของกองทัพบกและหน่วยอาสาสมัครไทยสกัดกั้นการแทรกซึมของข้าศึกเข้าสู่ประเทศไทย 3) เป็นกำลังที่ใช้เสริมสร้างอิทธิพลในพื้นที่ไชยบุรี จำปาศักดิ์ สีทันดอน ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง”
กล่าวโดยสรุปแล้วการจัดตั้งทหารเสือพรานก็ยังคงดำรงความมุ่งหมาย “สถาปนาความมั่นคงปลอดภัยและสร้างอิทธิพลในพื้นที่ส่วนระวังป้องกันทางยุทธศาสตร์นอกเขตแดนไทย” ความหมายที่ชัดเจนคือ “รบนอกประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์ข้ามโขงมาไทย”
“ความจริง”
เอกสารที่ไม่สามารถเปิดเผยที่มานี้ได้ระบุจุดอ่อนที่สำคัญของกำลังอาสาสมัครกองพันทหารเสือพรานไว้ว่า “กำลังพลประจำการเป็นกำลังหลักมีจำนวนเท่าที่จำเป็น ในหน่วยดำเนินกลยุทธ์หลักระดับกองพันทหารราบ มีกำลังประจำการเพียง 53 นาย (นายทหาร 9, นายสิบ 44, กำลังพลอาสาสมัคร 497 รวม 550 นาย) การที่กำลังพลประจำการมีน้อย (เนื่องจากอัตราการจัดและงบประมาณ) นับเป็นสิ่งล่อแหลมประการหนึ่งในการปฏิบัติการรบติดพันและมีการสูญเสียกำลังพลประจำการ เมื่อใช้กำลังพลอาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่แทนจะทำให้หน่วยมีประสิทธิภาพลดลงมาก”
ตัวกำหนดจำนวนกำลังพลในแต่ละกองพันทหารเสือพรานคืองบประมาณที่สหรัฐจัดให้ และดังที่ทราบกันว่า พ.ศ.2513 ที่มีการจัดทำโครงการอาสาสมัครทหารเสือพรานนี้ สหรัฐกำลังทยอยถอนกำลังออกจากเวียดนามใต้เพื่อ “ยุติสงครามอย่างมีศักดิ์ศรี” เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของกองทัพสหรัฐจึงไม่ใช่ชัยชนะในสงคราม ซึ่งย่อมหมายรวมถึงเป้าหมายของทหารไทยในลาวด้วย
ข้อความสำคัญ “กำลังพลประจำการมีน้อย (เนื่องจากอัตราการจัดและงบประมาณ)” จึงอธิบายความหมาย “เพื่อเอาชนะในสงครามที่ไม่มีทางชนะ” ของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่าง JAMES E. PARKER JR. เจ้าหน้าที่ซีไอเอผู้รับผิดชอบในฐานะ Desk Officer พื้นที่การรบทุ่งไหหิน เจ้าของบันทึก “BATTLE FOR SKYLINE RIDGE”
นอกจากนั้นมาตรฐานของกำลังพลระดับผู้บังคับบัญชาทั้งนายทหารและนายสิบรวมทั้งระดับพลทหารก็ต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับกำลัง “อาสาสมัคร” ไม่ว่าจะเป็นในสงครามเกาหลีหรือสงครามเวียดนามที่ผ่านมา
ระดับนายทหารตั้งแต่ผู้บังคับหมวดขึ้นไปจนถึงระดับผู้บังคับกองพันในทุกสงครามที่ผ่านมาล้วน”จบจาก จปร.” ซึ่งผ่านการเคี่ยวกรำหล่อหลอมจากสถาบันหลักเบื้องต้นคือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และยังต้องผ่านการฝึกศึกษาเฉพาะเหล่าเมื่อจบการศึกษามาแล้วจึงถึงพร้อมทั้งความรู้ความสามารถและความเป็นผู้นำ ส่วนระดับนายสิบก็ผ่านการเคี่ยวกรำจากโรงเรียนนายสิบและเพิ่มเติมด้วยหลักสูตรเมื่อออกรับราชการแล้วเช่นเดียวกัน ในระดับพลทหารทั้งหมดก็ล้วนผ่านการฝึกและชีวิตประจำการ 2 ปีเต็มตามพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ประสิทธิภาพในการรบของทหารไทยทั้งในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามจึงอยู่ในมาตรฐานแห่งทหารอาชีพ แตกต่างอย่างมากกับกำลังอาสาสมัครในสงครามลับลาว
ก่อนทหารเสือพรานจะเข้าพิสูจน์ฝีมือรบในลาวเมื่อ พ.ศ.2514 นั้น กองทัพบกไทยเคยส่งทหารประจำการเข้าปฏิบัติการมาก่อนแล้ว เริ่มด้วยกองร้อยทหารปืนใหญ่เอสอาร์ และตามด้วยกรมผสมที่ 13 ซึ่งล้วนเป็นหน่วยทหารประจำการซึ่งได้พิสูจน์ฝีมือรบให้เป็นที่ประจักษ์มาแล้ว และไม่เคยมีทหารไทยตกเป็นเชลยศึกเลยแม้แต่คนเดียว
พ.ศ.2514 ที่จำเป็นต้องจัดตั้งหน่วยทหารเสือพรานเพื่อเข้าไปทดแทนกำลังประจำการที่ต้องถอนตัวจากสงครามลาวนั้น กองทัพบกกำลังขาดแคลนนายทหารระดับผู้บังคับหมวดเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากแผนการผลิตนายทหารก่อนหน้านี้มิได้รองรับการขยายตัวของสงครามทั้งในและนอกประเทศ ส่งผลให้ต้องมีการจัดตั้งหลักสูตร “นักเรียนนายร้อยหลักสูตรพิเศษ” ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2511 ถึง พ.ศ.2516 โดยรับจากชายไทยที่จบปริญญาตรีเข้ารับการศึกษา 1 ปีแล้วออกรับราชการเป็นผู้บังคับหมวดเพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลน รวมทั้งนักเรียนนายสิบก็มีหลักสูตรเร่งรัดด้วยเหตุผลเดียวกัน
นอกจากนั้นระหว่าง พ.ศ.2512-2513 กองทัพบกยังต้องเร่งรัดให้นักเรียนนายร้อยหลักสูตรหลัก 5 ปีจบการศึกษาออกรับราชการก่อนกำหนดอีกด้วยเพื่อแก้ปัญหาเดียวกันนี้
กองพันทหารเสือพราน
กําลังพลของแต่ละกองพันทหารเสือพรานมีทั้งสิ้น 550 นาย ใกล้เคียงกับการจัดกำลังของกองพันทหารประจำการปกติ แต่แบ่งกำลังเป็น 2 ประเภท คือ กำลังพลประจำการจากกองทัพบก “ทหารอาชีพ” เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการควบคุมบังคับบัญชา มีจำนวนนายทหารสัญญาบัตร 9 นาย นายทหารประทวน 44 นาย ทุกคนได้รับค่าตอบแทนและสิทธิต่างๆ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยผสม 333 ตามระเบียบการปฏิบัติราชการลับทุกประการ และต้องลงนามในหนังสือลาออกจากกองทัพบกเพื่อให้สามารถปฏิเสธความเกี่ยวข้องหากถูกฝ่ายตรงข้ามจับกุมได้ มิให้ขัดกับอนุสัญญาเจนีวาที่ไม่ให้ประเทศอื่นส่งกำลังทหารประจำการเข้าไปปฏิบัติการในลาว
ส่วนกำลังพลอาสาสมัครระดับพลทหารซึ่งรับจากทหารกองหนุนเป็นหลักเพิ่มเติมด้วยบุคคลพลเรือนทั่วไป มีจำนวน 497 นาย กำลังพลที่จัดจากทหารกองหนุนนี้ทำสัญญาครั้งละ 1 ปี การทดแทนกำลังพลใช้วิธีสมัครใหม่ ผู้ประสงค์อยู่ต่อให้ทำสัญญาต่อครั้งละ 1 ปี
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เนื่องจากการวางแผนการผลิตกำลังพลของกองทัพบกมิได้มีการเตรียมการล่วงหน้าดังกล่าวทำให้การจัดกำลังพลมิได้เป็นไปตามข้อกำหนด ผู้บังคับกองพันและผู้บังคับกองร้อยเกือบทั้งสิ้นจำเป็นต้องใช้นายทหารที่ไม่ใช่เหล่าทหารราบแต่เป็นเหล่าช่วยรบ เช่น เหล่าทหารพลาธิการ เหล่าทหารสารวัตร แม้กระทั่งเหล่าทหารสารบรรณ และเหล่าทหารการเงิน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดมิได้ “จบจาก จปร.” รวมถึงระดับผู้บังคับหมวดก็จำเป็นต้องใช้นายทหารชั้นประทวนทำหน้าที่ ส่วนระดับพลทหารที่กำหนดว่าต้องผ่านสงครามเกาหลี และ/หรือสงครามเวียดนามก็ไม่สามารถกระทำได้
มีเพียงกองพันทหารปืนใหญ่เท่านั้นที่สามารถบรรจุกำลังพลได้ตามข้อกำหนดซึ่งจะนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในเวลาต่อมา
กองพันทหารเสือพราน (ทหารราบ) ชุดแรกเข้าฝึกที่ค่ายฝึกกาญจนบุรีซึ่งเคยใช้เป็นค่ายฝึกกำลังพลอาสาสมัครสงครามเวียดนามและค่ายหนองหญ้าปล้อง จันทบุรี และต่อมาได้เปิดค่ายฝึกเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนกำลังพลที่ต้องการ ส่วนกองพันทหารปืนใหญ่เสือพรานแยกทำการฝึกโดยศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน ลพบุรี
กองพันทหารเสือพรานชุดแรกที่เข้าสู่พื้นที่การรบที่ทุ่งไหหิน เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2514 คือ บีซี 605 และบีซี 606 และกองพันทหารปืนใหญ่ทหารเสือพราน 635 “พัน. ป.ทสพ.635” โดยมีภารกิจเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือให้ความช่วยเหลือกองพันทหารประจำการ BI-15 ที่ถูกปิดล้อมอยู่ที่บ้านนามาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2513 และกำลังอยู่ในสภาพสิ้นหวัง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กองพัน BI-15 จึงต้องช่วยตัวเองด้วยการถอนตัวจากฐานบ้านนาและเดินทางกลับประเทศไทยโดยมิได้มีกำลังพลตกเป็นเชลยแม้แต่คนเดียว
