โดย ธงชัย วินิจจะกูล
วัน วลิต หรือเยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet) พ่อค้าชาวดัตช์ เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททองได้เขียนบันทึกพงศาวดารอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2183 เขาเล่าถึง “พระนเรศ” ไว้หลายตอน เช่น
“…พระเจ้าแผ่นดินสยามก็ทรงรวบรวมกองทัพ …โดยมีออกญาจักรีและออกญากลาโหมเป็นทัพหน้า และสมเด็จพระนเรศพระราชโอรสเป็นทัพหลัง เมื่อยกทัพมาถึงพรมแดนกัมพูชา ออกญาจักรีก็ฉวยโอกาสเข้ายึดเมืองชายแดน โดยคิดว่าจะทำความดีถวายต่อพระเจ้าแผ่นดินและพระราชโอรส เมื่อพระนเรศเสด็จมาถึงก็ทรงพระพิโรธในการกระทำของออกญาจักรี มีรับสั่งให้ถลกหนังทั้งเป็น ทรงตรัสว่า ‘…ไม่ได้สั่งให้เจ้าเข้าโจมตี และเอาชีวิตทหารของเรามาเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ เจ้าพยายามจะทำความดีความชอบแข่งกับเรา เพื่อว่าเมื่อได้รับชัยชนะแล้ว ทั้งเราและเจ้าจะได้เป็นผู้มีชัยชนะเหมือนกันทั้งสองคน ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงต้องตาย'”
“เมื่อเสด็จถึงเพนียด ฝีพายของพระนเรศเทียบเรือผิด …พระองค์มีรับสั่งให้เผาฝีพายเรือของพระองค์ และฝีพายเรือหลวงลำอื่นๆ (ประมาณ 1,600 คน) เสียทั้งเป็น ณ สถานที่นั้น …พระองค์ทรงปรารถนาให้คณะขุนนางจดจำการลงพระอาญาครั้งนี้ไว้เป็นเยี่ยงอย่างการปกครองของพระองค์”
“…ในระยะ 20 ปี ที่อยู่ในราชสมบัติ พระองค์ทรงฆ่าคนตามกฎหมายมากกว่า 80,000 คน ทั้งนี้ไม่รวมพวกที่เสียชีวิตในการรบ …ขณะที่ออกขุนนางปรากฏว่า ไม่มีครั้งใดเลยที่พระองค์จะปราศจากอาวุธ …เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นผู้ใดทำผิด แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย …พระองค์จะทรงยิงธนูไปที่ผู้นั้น และรับสั่งให้ผู้นั้นนำลูกธนูมาถวาย …พระองค์จะตรัสสั่งให้เฉือนเนื้อบุคคล (แม้แต่ขุนนาง) ที่กระทำผิดแม้ว่าจะน้อยนิดเสมอ และทรงให้บุคคลผู้นั้นกินเนื้อของตนเอง เฉพาะพระพักตร์ และทรงให้บางคนกินอุจจาระของตนเองบ่อยครั้ง
“ทรงตรัสว่า ‘นี่เป็นวิธีที่จะปกครองพวกเจ้าชาวสยาม เพราะว่าเจ้าเป็นพวกที่มีธรรมชาติที่ดื้อดึง น่าขยะแขยง …เจ้าเป็นเหมือนหญ้าที่ขึ้นบนท้องทุ่งที่อุดมสมบูรณ์ ถ้าตัดให้สั้นได้เท่าไร เจ้าก็จะขึ้นได้สวยงามมากเท่านั้น ข้าจะหว่านทองไว้ในท้องถนนสายต่างๆ เป็นเวลาหลายเดือน ใครก็ตามที่มองทองเหล่านี้ด้วยความละโมบจะต้องถูกฆ่าตาย'”
“ขุนนางทั้งหลายรับราชการอยู่ด้วยความหวาดกลัวพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า ขุนนางจะจัดบ้านช่อง เหมือนกับว่าตนจะไปตาย เพราะว่าขุนนางกลัวอยู่เสมอว่าตัวจะไม่ได้กลับมาเห็นบ้านอีก”
[ข้อความทั้งหมดมาจาก พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต พ.ศ.2182 (2546), พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: มติชน]
คําบอกเล่าเกี่ยวกับ “พระนเรศ” เหล่านี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้โต้แย้งไว้นานแล้ว [ดูคึกฤทธิ์ ปราโมช, กฤษดาภินิหาร อันบดบังมิได้, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: สยามรัฐ, 2533. หรือดูได้ใน ศิลปวัฒนธรรม (ออนไลน์) เผยแพร่ครั้งแรก 11 พฤศจิกายน 2563]
นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ก็สงสัยมานานแล้วเช่นกันว่าเป็นความจริงมากหรือน้อย สักเท่าไร ตรงไหนบ้าง
ถ้าหากฟาน ฟลีตเอามาจากคำเล่าลือของชาวบ้านหรือเป็นพงศาวดารที่ตกทอดมาทางสายวัด (ไม่ใช่พระราชพงศาวดารซึ่งบันทึกโดยพระราชวังหรือ “สายวัง”) คำเล่าลือเหล่านี้ย่อมมีส่วนถูกผิดมากน้อยไม่ต่างจากตำนานอีกจำนวนมากที่สังคมไทยถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ยอมรับได้ไปแล้ว เช่น คำเล่าลือเรื่องซินแสทำนายอนาคตของนายทองด้วง หรือเรื่องอาแซหวุ่นกี้ขอดูตัว และอีกหลายเรื่อง
เราคงจะปฏิเสธเรื่องเล่าของฟาน ฟลีตโดยสิ้นเชิงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น พระราชพงศาวดารเองก็มีหลายจุดหลายตอนที่หรือตำหนิอดีตกษัตริย์ เช่น กล่าวถึงกษัตริย์อยุธยาซึ่ง “อาสัตย์อาธรรม์” ช่วงก่อนการเสียกรุงทั้งสองครั้ง
ข้อความเหล่านั้นไม่แน่ว่าจะต้องถูกต้องเสมอไป อาจจะเป็นการประพันธ์ไปตามขนบของพระราชพงศาวดารก็ได้
แต่บัดนี้ เราจะสามารถถกเถียงกันในเรื่องเหล่านี้ได้อีกต่อไปหรือไม่ เพราะศาลได้พิพากษาแล้วว่า การหมิ่นอดีตกษัตริย์เข้าข่าย ม.112
ในพระราชพงศาวดารยังมีเรื่องเกี่ยวกับพระนเรศวรอีกมากซึ่งเราเข้าใจผิด ไม่รู้ว่านักประวัติศาสตร์จะถกเถียงกันได้อยู่หรือไม่ จะศึกษาค้นคว้าว่าที่ถูกน่าจะเป็นอย่างไรได้หรือไม่
หรือทำได้เพียงสรรเสริญเป็นนกแก้วนกขุนทอง ไม่ใช่มนุษย์ที่มีสมองใช้วิจารณญาณ
ตัวอย่างเช่น การประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงเมื่อ พ.ศ.2127 นั้น อาจจะไม่ใช่อย่างที่เราเข้าใจเลยก็ได้
ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนขึ้นก่อนสมัยรัชกาลที่สี่ ไม่เคยมีการกล่าวถึง “การประกาศอิสรภาพ” เลย เพิ่งโผล่ในฉบับพระราชหัตถเลขาซึ่งเขียนในสมัยรัชกาลที่สี่ และกลายเป็นความเข้าใจของเราท่านจนทุกวันนี้
คำว่า “เอกราช” “อิสรภาพ” มิได้มีความหมายว่าเป็นอิสระอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน ก่อนศตวรรษที่ 19 นั้น คำว่า “อิสระ” “อิศระ” หมายความว่า มีสถานภาพเสมือนพระอิศวร หมายถึงเป็นใหญ่สุดเหนือราชาอื่น
“เอกราช” หมายความว่าเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ ไม่เป็นสองรองใคร เป็นราชาธิราชเหนือราชาอื่น
พระราชพงศาวดารจึงระบุว่า กษัตริย์พม่าต่างหากที่วางแผนจับตัวพระนเรศวรไปประหาร เมืองหงสาวดีจึงจะได้ “เป็นอิสรภาพไพศาลกว่านครทั้งปวง”
การเทน้ำที่เมืองแครงเมื่อ พ.ศ. 2127 มิใช่พิธีเพื่อประกาศว่าพระนเรศวรเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ไม่เป็นสองรองใคร ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์อื่นๆ เพราะอยุธยายังเป็นเมืองขึ้นของหงสาวดี จู่ๆ จะประกาศเป็นใหญ่กว่าใครไม่ได้ จนกว่าจะผ่านการพิสูจน์ว่าเป็นราชาธิราชเหนือราชาอื่น
ที่สำคัญคือจะต้องพิสูจน์เสียก่อนว่าสามารถรับมือกองทัพของกษัตริย์พม่าได้หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ในพระราชพงศาวดารจึงให้ความสำคัญกับการยุทธหัตถี พ.ศ.2135 เพราะนั่นต่างหากคือหมุดหมายว่า พระนเรศวรได้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์อื่นๆ แล้ว
ตรงนั้นต่างหากที่พระนเรศวรได้ “อิสรภาพ” (อิศระ+ภาวะ = เป็นเสมือนพระอิศวร) หรือเป็น “เอกราช” ไม่เป็นสองรองใคร
ถ้าเช่นนั้น การเทน้ำที่เมืองแครง พ.ศ.2127 คืออะไร?
พระราชพงศาวดารฉบับเก่าๆ ระบุว่า การเทน้ำเมื่อ พ.ศ.2127 เป็นการประกาศตัดขาดไมตรีแยกแผ่นดินอยุธยาออกจากหงสาวดี หรือที่เราเรียกกันว่าเป็นการ “แข็งเมือง” นั่นเอง
การแยกแผ่นดินออกจากอำนาจภายใต้ร่มของพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์ที่ใหญ่กว่า ไม่ใช่การกระทำที่สมควรเฉลิมฉลอง ในพงศาวดารถือว่าเป็นลางร้ายที่จะมีภัยพิบัติตามมาต่างหาก
จนกว่าที่พระนเรศวรจะสามารถสถาปนาว่าพระองค์เป็นกษัตริย์หมายเลขหนึ่ง ไม่เป็นสองรองใครในการทำยุทธหัตถีนั่นแหละ จึงจะถือว่าจบฉากตอนนี้และสมควรเฉลิมฉลอง
ประเด็นต่อมา การทำยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 แม้จะชัดเจนว่าเป็นชัยชนะของอยุธยาเหนือกองทัพพม่า แต่จะยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างที่จารึกในพระราชพงศาวดารหรือไม่นั้น ก็มีข้อถกเถียงกันอยู่
มีบันทึกของชาวสเปน ณ เวลาหลังจากนั้นไม่ถึงร้อยปี เล่าว่า ไม่มีการชนช้างกันแต่อย่างใด เพราะพระมหาอุปราชาโดนพลปืนฝ่ายอยุธยายิงตายก่อนที่ช้างจะชนกัน
เราไม่ควรเชื่อคำบอกเล่านั้นง่ายๆ แถมมาจากแหล่งไหนก็ไม่รู้ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องเล่าหรือ “ความรู้” จากสมัยซึ่งเก่ากว่าพระราชพงศาวดารในภาษาไทยที่กล่าวถึงเหตุการณ์นั้นทุกฉบับ
แถมมีร่องรอยว่า การชนช้างอันเกรียงไกรอาจจะเป็นการเอาเรื่องเล่าถึงกษัตริย์พุทธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งของศรีลังกา ซึ่งกลายเป็นตำนานของชาวพุทธไปแล้ว ยกเอามาวางไว้ในพระราชพงศาวดารของอยุธยา เพื่อยกย่องพระนเรศวรว่าเทียบได้กับกษัตริย์พระองค์นั้น
การทำเช่นนี้มิได้เจตนาจะโกหก แต่เป็นการทำตามขนบ (convention) ของการประพันธ์พระราชพงศาวดาร เนื่องจากพระราชพงศาวดารมิใช่แค่บันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ตามที่คนสมัยใหม่เข้าใจกัน แต่เป็นงานประพันธ์ที่ต้องบันทึกให้ถูกต้องตามขนบด้วย
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ นักประวัติศาสตร์จะสามารถถกเถียงและสอนได้หรือไม่ เพราะอาจหาว่าเป็นการหมิ่นอดีตกษัตริย์
อาจารย์รณกรณ์ บุญมี อธิบายคำตัดสินของศาลฎีกาในกรณีนี้ไว้ ตอนหนึ่งว่า…
“[5.2.2 …] ศาลฎีกาได้เปลี่ยนผ่านธรรมชาติของความผิด [ม.112] นี้ จากการคุ้มครองเกียรติยศส่วนบุคคล ไปสู่การคุ้มครอง ‘ความรู้สึกของประชาชน’ และ ‘สถาบันพระมหากษัตริย์’ ในฐานะองค์กรของรัฐ รัฐจึงเข้ามาสวมสิทธิเป็นเสมือนผู้เสียหายในมิติของความมั่นคง… [เป็น] การคุ้มครองผลประโยชน์สูงสุดของรัฐ (State Interest) …เพราะต้องยอมรับว่าพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เพียงบุคคลธรรมดา แต่มีสภาพแห่งรัฐอยู่”*
พระนเรศวรจะไม่ใช่เพียงบุคคล แต่มี “สภาพแห่งรัฐ” ด้วยหรือไม่
การศึกษาและถกเถียงเกี่ยวกับพระนเรศวรจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อกองทัพไทยซึ่งถือเอาพระนเรศวรเป็นสัญลักษณ์ของตน แม้ว่าพระนเรศวรจะไม่มีความผูกพันทางสายเลือดใดๆ กับกษัตริย์ในปัจจุบันหรือกับกองทัพไทยก็ตาม
คำตัดสินของศาลที่ให้ ม.112 ครอบคลุมอดีตกษัตริย์ด้วย จะสร้างความโกลาหลกันใหญ่แล้ว
[*ผมเห็นแย้งคำอธิบายของอาจารย์รณกรณ์ แม้จะทำด้วยเจตนาดี แต่เริ่มจากย่อหน้าสุดท้าย ที่บอกว่า “ไม่เห็นด้วยแต่สายไปแล้ว” จากนั้นจึงพยายามหาทางออกที่กลายเป็นการแก้ตัวให้กับการตีความและใช้กฎหมายอย่างผิดเพี้ยน ผมเชื่อว่า อาจารย์รณกรณ์คงไม่ปรารถนาเช่นนั้น ผมเห็นว่าคำอธิบายดังกล่าวสามารถโต้แย้งได้ ทั้งโดยหลักกฎหมายและตรงที่ว่าพระมหากษัตริย์มีสภาพแห่งรัฐ จึงทำให้ ม.112 เป็น “ข้อยกเว้น” จากหลักกฎหมาย]
