จากสูตรแคร์สู่บำนาญไฮบริด: ภาคต่อของการปฏิรูปที่มองเห็นชีวิตจริง
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
- สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
- สูตร CARE : ก้าวสำคัญของการปฏิรูปบำนาญที่ไม่ตายตัว
- คำพิพากษาฎีกายังไม่ใช่นโยบายสาธารณะ: ว่าด้วยสูตรแคร์และความรับผิดชอบเชิงโครงสร้างที่ยังค้างอยู่
- สูตรบำนาญก้าวหน้าของคนธรรมดา : บันทึกจากเส้นทางสู่สูตรบำนาญใหม่
- อ่านบทความทั้งหมดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คลิกที่นี่
การปฏิรูปสูตรคำนวณบำนาญจากฐานเงินเดือน 60 เดือนสุดท้ายไปสู่สูตรแคร์ (CARE – Career Average Revalued Earnings) ซึ่งคำนวณจากค่าเฉลี่ยรายได้ตลอดการทำงานที่ปรับด้วยดัชนีค่าครองชีพในแต่ละปี ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการปฏิรูปบำนาญ
หากแต่เป็นจุดตั้งต้นที่เปิดทางให้เกิดการปฏิรูปชั้นถัดไปได้อย่างมั่นคง
นั่นคือนโยบายบำนาญพร้อมเงินก้อนแบบไฮบริด
สูตรแคร์แก้ปัญหาความบิดเบือนที่เคยเกิดกับแรงงานที่เปลี่ยนงานบ่อย แรงงานที่มีช่วงว่างงานแทรกอยู่ในชีวิตการทำงาน หรือแรงงานนอกระบบที่เพิ่งเข้าสู่มาตรา 33 ในช่วงปลายชีวิตการทำงาน
คนกลุ่มนี้เคยได้รับบำนาญต่ำกว่าที่ควรเป็นภายใต้สูตรเดิม เพราะฐานคำนวณอิงเพียงช่วงท้ายของอาชีพซึ่งอาจไม่ใช่ช่วงที่มีรายได้สูงสุดหรือมั่นคงที่สุด เมื่อสูตรแคร์เข้ามาแทนที่ บำนาญที่คำนวณได้จึงสะท้อนการสมทบตลอดชีวิตทำงานอย่างเป็นธรรมมากขึ้น
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อฐานตัวเลขมั่นคงและแม่นยำขึ้นเช่นนี้ กองทุนจึงสามารถออกแบบทางเลือกไฮบริดที่รักษาความเป็นกลางทางคณิตศาสตร์ประกันภัยไว้ได้อย่างแม่นยำ โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้ระบบโดยรวม
ข้อดีสำคัญที่สุดของการเชื่อมสองนโยบายนี้เข้าด้วยกันคือ ผู้ประกันตนได้รับอำนาจในการจัดสรรเงินของตนเองตามจังหวะชีวิตจริง
แทนที่จะถูกบังคับให้รับบำนาญในรูปแบบเดียวไปตลอดชีวิตโดยไม่มีทางเลือกใดๆ เหมือนที่ผ่านมา
ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดของนโยบายนี้ปรากฏผ่านกรณีศึกษาชีวิตจริงที่หลากหลาย
ผู้ประกันตน B อดีตพนักงานโรงงานที่ทำงานต่อเนื่องยี่สิบห้าปี มีสิทธิบำนาญตามสูตรแคร์ที่ 7,500 บาทต่อเดือน แต่เข้าสู่วัยเกษียณพร้อมหนี้บ้านคงเหลือราว 150,000 บาท การใช้สิทธิไฮบริดถอนเงินก้อนราว 180,000 บาทช่วยให้ปิดหนี้ได้ทันทีในคราวเดียว ตัดวงจรดอกเบี้ยที่จะกัดกร่อนคุณภาพชีวิตไปอีกหลายปี และทำให้ช่วงบั้นปลายชีวิตปลอดจากภาระการผ่อนชำระรายเดือนที่เคยแย่งพื้นที่งบประมาณจากค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น
ผู้ประกันตน D อดีตพนักงานเอกชนที่ได้รับการวินิจฉัยโรคเรื้อรังก่อนเกษียณเพียงไม่กี่ปี มีสิทธิบำนาญ 6,000 บาทต่อเดือน เลือกใช้เงินก้อนเพื่อรับมือค่ารักษาพยาบาลในช่วงที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบบำนาญรายเดือนแบบเดิมไม่เคยตอบสนองได้เลย เพราะบำนาญรายเดือนจำนวนคงที่ ไม่สามารถรองรับรายจ่ายก้อนใหญ่ที่มาถึงเร็วกว่าที่คาดคิดได้
ทั้งสองกรณีสะท้อนข้อดีร่วมกันอย่างชัดเจนคือ ระบบบำนาญที่ยืดหยุ่นสามารถตอบสนองความจำเป็นเฉพาะช่วงเวลาได้ดีกว่าการรับเงินจำนวนคงที่ทุกเดือน โดยไม่คำนึงว่าความต้องการของแต่ละคนไม่เท่ากันในแต่ละช่วงชีวิต
ข้อดีเชิงระบบอีกประการหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ความเป็นกลางทางการเงินของกองทุน
เพราะการถอนเงินก้อนล่วงหน้าไม่ได้เป็นการให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมแก่ผู้ใช้สิทธิแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการจัดเรียงกระแสเงินสดใหม่บนฐานมูลค่าปัจจุบันที่เท่าเทียมกันระหว่างทางเลือกทั้งสองแบบ
ผู้ประกันตนที่เลือกรับเงินก้อนและบำนาญลดลงชั่วคราวห้าปี กับผู้ที่เลือกรับบำนาญเต็มจำนวนตลอดมา จะได้รับมูลค่ารวมที่ใกล้เคียงกันเมื่อคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย และอัตราคิดลดที่กองทุนใช้อยู่
กองทุนจึงไม่ต้องแบกภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการเปิดทางเลือกนี้ ขณะที่ผู้ประกันตนได้รับสิ่งที่มีค่ามากกว่าตัวเลขในบัญชี นั่นคืออำนาจการตัดสินใจเหนือชีวิตทางการเงินของตนเองในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักการที่ว่าสิทธิประโยชน์ การบริหารจัดการ และการลงทุนของกองทุนล้วนสัมพันธ์กันเป็นระบบเดียว การออกแบบทางเลือกที่รักษาสมดุลของกองทุนไว้ได้ ย่อมแปลว่าสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แลกมาด้วยความมั่นคงของระบบในระยะยาว
และไม่จำเป็นต้องเพิ่มอัตราเงินสมทบหรือปรับลดสิทธิของผู้ประกันตนกลุ่มอื่น เพื่อชดเชยภาระที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
อีกมิติหนึ่งที่ควรเน้นย้ำคือ การที่นโยบายนี้ช่วยลดการพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่มีเพียงบำนาญรายเดือนแต่ขาดเงินก้อนสำรอง มักหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเมื่อเผชิญรายจ่ายฉุกเฉิน
การมีช่องทางถอนเงินก้อนจากสิทธิบำนาญของตนเองอย่างถูกต้องตามระบบ จึงเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุต้องเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบที่ยากจะหลุดพ้น
เมื่อผนวกกับสูตรแคร์ที่ทำให้ฐานบำนาญสะท้อนการทำงานจริงตลอดชีวิต ผู้ประกันตนกลุ่มที่เคยเสียเปรียบจากสูตรเดิมจะได้รับทั้งบำนาญฐานที่สูงขึ้นและความยืดหยุ่นในการใช้สิทธิไปพร้อมกัน
นี่คือจุดที่ทำให้การปฏิรูปสองชั้นนี้เสริมพลังซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกใหม่เข้าไปในระบบเดิมโดยไม่มีความเชื่อมโยงกัน
แน่นอนว่า การดูแลกลุ่มที่มีบำนาญฐานต่ำอย่างผู้ประกันตน C ซึ่งมีบำนาญเพียง 3,200 บาทต่อเดือน ยังคงต้องมีเพดานคุ้มครองเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงขั้นพื้นฐาน
แต่ในภาพรวมนโยบายนี้แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนของการปฏิรูปบำนาญยุคใหม่ นั่นคือการเปลี่ยนจากระบบที่มองผู้ประกันตนเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด ไปสู่ระบบที่ยอมรับความหลากหลายของชีวิตจริง และออกแบบทางเลือกให้สอดคล้องกับความหลากหลายนั้น
สูตรแคร์วางรากฐานความเป็นธรรมของตัวเลข
ส่วนบำนาญไฮบริดเปิดพื้นที่ให้ตัวเลขนั้นถูกใช้อย่างสอดคล้องกับความจำเป็นของแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลา
สองส่วนนี้เมื่อทำงานร่วมกันจึงเป็นภาคต่อของการปฏิรูปที่ครบวงจร และเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ระบบประกันสังคมไทยเข้าใกล้มาตรฐานของระบบบำนาญที่ยืดหยุ่น เป็นธรรม
และตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้ประกันตนได้มากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
