| การศึกษา
เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม จัดตั้ง “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” พร้อมแยก “กระทรวงการกีฬา” ออกมาเป็นเอกเทศ ก่อนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตามลำดับ
ขั้นตอนหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น วธ. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะต้องมีการหารือรายละเอียดในทุกมิติ
พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดข้อกังวลของผู้ได้รับผลกระทบ และทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน
น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ระบุว่า เบื้องต้นจะไม่มีการเพิ่มอัตรากำลัง ไม่เพิ่มงบประมาณ แต่ทั้งนี้ทุกอย่างก็ต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่จะได้รับ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ ต่อรอง เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพประสิทธิผล รวมถึงจะไม่เพิ่มโครงสร้างให้มีความเทอะทะ เพื่อลดการซ้ำซ้อนของหน่วยงานราชการ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องมีความสมเหตุสมผล คาดว่าเร็วๆ นี้จะมีความชัดเจน
สำหรับภารกิจด้านการท่องเที่ยวที่จะโอนมายัง วธ. แบ่งเป็น 5 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ ภารกิจด้านนโยบาย, ภารกิจของกรมการท่องเที่ยว, ภารกิจด้านการท่องเที่ยวของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดทั่วประเทศ, หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว และการบูรณาการความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว
ขณะเดียวกันจะมีการปรับโครงสร้าง วธ. อาทิ ปรับบทบาทกรมการศาสนาให้รองรับภารกิจด้านศาสนพิธีและพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน, การพัฒนากรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) รวมถึงการยกระดับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็น “กรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย”
ภายใต้โครงสร้างใหม่จะมีกลุ่มภารกิจหลัก 2 ด้าน ได้แก่ กลุ่มภารกิจด้านมรดก อัตลักษณ์ และทุนทางวัฒนธรรม และกลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพื่อให้การอนุรักษ์และการพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินควบคู่กัน
ในเชิงนโยบาย ฟังแล้วแทบไม่มีใครปฏิเสธได้ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา “วัฒนธรรม” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถานหรือจัดงานประเพณี แต่ถูกยกระดับเป็นซอฟต์เพาเวอร์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่หลายประเทศแข่งขันกันอย่างจริงจัง ขณะที่การท่องเที่ยวเองก็ขาย “วัฒนธรรม” เป็นหลัก การนำสองภารกิจมาอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน จึงเป็นแนวคิดที่มีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจน
ขณะที่คำถามสำคัญกลับไม่ใช่การรวมวัฒนธรรมท่องเที่ยว แยกกีฬาออกมาแล้วได้อะไร แต่คือ ปัญหาของโครงสร้างเดิมที่นำมาสู่สาเหตุหลักในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
ผศ.ดร.ชาย ไชยชิต สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นไว้น่าสนใจว่า การตัดสินใจปรับโครงสร้างกระทรวงครั้งใหญ่ควรวางอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นปัญหาทางการบริหารของโครงสร้างส่วนราชการเดิม และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น แม้รัฐบาลจะบอกว่าการปรับปรุงครั้งนี้ไม่เพิ่มจำนวนตำแหน่ง อัตรากำลัง และงบประมาณในภาพรวมก็ตาม
แต่ในอนาคตไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่เพิ่มหน่วยงาน โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงกีฬากลายเป็นกระทรวงที่มีส่วนราชการระดับกรมเหลือเพียง 3 หน่วยงาน
ฉะนั้น วันข้างหน้าก็ต้องเสนอตั้งหน่วยงานใหม่หรือเพิ่มงานใหม่เข้ามา เมื่อนั้นก็ต้องเพิ่มบุคลากรตามมา
สุดท้ายจะกลายเป็นสวนทางกับนโยบายการปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ยุบเลิกภารกิจไม่จำเป็น ถ่ายโอนภารกิจให้ภาคส่วนอื่นรับไปดำเนินการ ควบคุมภาระทางงบประมาณจากระบบราชการที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ย้อนกลับไปดู พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กว่า 10 ฉบับ ตั้งแต่ประมาณปี 2550 เป็นต้นมา จะเห็นว่าเต็มไปด้วยการทำแบบนี้ หรือต่อให้ไม่เพิ่มอัตรากำลังข้าราชการ ก็สามารถเพิ่มบุคลากรประเภทอื่นเป็นลูกจ้างของภาครัฐ หรือเอาเงินไปจัดซื้อจัดจ้างให้เอกชนทำงานแทนจำนวนมากได้
ผศ.ดร.ชายกล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้เหตุผลการควบรวบกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมกับแยกกระทรวงกีฬา เป็นความจำเป็นทางการเมืองมากกว่าความจำเป็นในการบริหาร ไม่มีการชี้ให้เห็นว่าการบริหารงานภายใต้โครงสร้างของกระทรวงเดิมติดปัญหาเชิงโครงสร้างส่วนไหน
ถ้าที่ผ่านมาผลงานของรัฐบาลนโยบายด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศยังไม่น่าพอใจ ก็ควรอธิบายให้ได้ว่าการจัดโครงสร้างส่วนราชการเดิมเป็นอุปสรรคทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติยังไม่บรรลุเป้าหมายอย่างไร
เพราะการรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เหตุผลหลักที่รัฐบาลสื่อสารคือทำให้การบริหารจัดการเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการ ดูจะขัดแย้งในตัวเอง ถ้าจะให้เป็นเอกภาพก็ต้องรวมภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณาการด้วย เช่น ด้านการกีฬา เพราะก็มีการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเหมือนกัน อย่างการท่องเที่ยวเพื่อเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ การท่องเที่ยวเพื่อการเล่นกีฬาในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหรือเมืองท่องเที่ยว ทั้งวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยาน หรือกีฬาสายแอดเวนเจอร์
ขณะที่กรณีการแยกตั้งกระทรวงกีฬา รัฐบาลให้เหตุผลว่า การกีฬาเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ ควรมีหน่วยงานระดับกระทรวงรับผิดชอบโดยตรง
คำถามคือ ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าประเทศนี้ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนนโยบายด้านกีฬา มีหน่วยงานระดับกรมและหน่วยงานของรัฐรูปแบบอื่นๆ ทำงานอยู่แล้ว ถ้าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องไม่มีเจ้าภาพ การแยกภารกิจด้านกีฬาออกมาตั้งเป็นกระทรวงเดี่ยวๆ ก็น่าจะตอบโจทย์นักการเมือง
“ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจริง เหตุใดไม่รวม 3 ส่วนเป็นกระทรวงเดียวกัน เป็นกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา เพราะจะทำให้ส่วนราชการระดับกระทรวงลดจำนวนลง เป็นผลดีกับประเทศในระยะยาว” ผศ.ดร.ชายกล่าว
แน่นอนว่าการปรับโครงสร้างกระทรวงใหม่ไม่ใช่เรื่องผิด หากทำแล้วรัฐทำงานคล่องขึ้น ประชาชนได้รับบริการดีขึ้น และงบประมาณถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
แต่หากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จบลงเพียงแค่การย้ายภารกิจ ย้ายบุคลากร และเปลี่ยนชื่อกระทรวง โดยที่ระบบการทำงานยังเหมือนเดิม สุดท้ายการปฏิรูปครั้งนี้อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
