ทหารควรจะศึกษาประวัติศาสตร์รัฐประหารและต้องจำไว้ว่า การใช้กำลังพลรบและอาวุธของกองทัพเข้าแย่งชิงอำนาจรัฐนั้นไม่ได้ช่วยให้ประเทศเจริญขึ้น และโลกก็ไม่เรียกการรัฐประหารว่า “ปฏิวัติสังคม” เพราะรัฐประหารเป็นพฤติการณ์ป่าเถื่อนทางการเมืองที่กดทับพลังในสังคม ฉุดรั้งการพัฒนาในทุกด้าน
จะมี “รุดหน้าไป” ก็ด้านเดียวเท่านั้นคือ การทุจริตคอร์รัปชั่นในระบบราชการที่ความกว้างขวาง มั่นคงแน่นอนและกว้างขวางยิ่งขึ้น
โกงกันตั้งแต่ส่วนปลายแหลมสุดของยอดพีระมิดลงไปจนถึงเบื้องล่างหรือปลายแถวที่โบกมือเรียกเก็บกันอยู่บนท้องถนน
สุดท้ายที่ทำให้ประเทศตายสนิทก็คือ ระบบยุติธรรมจะไม่เป็นโล้เป็นพาย!
“ข่าวโกง” ที่ปรากฏดาษดื่นอยู่ทุกวันก่อให้เกิดคำถามว่า ความน่าไว้วางใจในความสุจริตของประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งใด
ข่าวที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 เพิ่งจะมีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ไม่ใช่เล็กๆ เด็กๆ แต่เป็นถึง “อดีตประธาน ป.ป.ช.” กับ นางสุภา ปิยะจิตติ “อดีตกรรมการ ป.ป.ช.”
ข่าวทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเกือบ 6,000 คน
ข่าว “คดีฮั้วเลือก ส.ว.” ชุดปัจจุบันที่ยื้อยุดมากว่า 1 ปีทั้งๆ ที่ระเบียบ กกต.กำหนดให้การสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยของ กกต.จะต้องเสร็จสิ้นกระบวนการภายใน 1ปี
ทุจริตทั้งหลายนี้เกิดจากความอยากมีและอยากใช้อำนาจรัฐ!
“คดีฮั้วเลือก ส.ว.” ไม่เพียงแต่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ของ กกต.รวบรวมพยานหลักฐาน และสรุปว่ามีผู้เกี่ยวข้อง 229 คน แบ่งเป็น ส.ว.ในสภา (สูง) 138 คน กับนักการเมือง 91 คน
ในยุคที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ก็เคยตั้งสำนวนสอบสวน เตรียมดำเนินคดีความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงิน แต่มาบัดนี้ท่วงท่าอย่างที่เห็น
ว่ากันตามกฎหมาย ถ้าการเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2567 ไม่เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม หรือตามที่เรียกสั้นๆ ว่า “ฮั้ว ส.ว.” นั้น ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ โทษจะเริ่มตั้งแต่จำคุก 1 ปี ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 5 ปี ไปจนถึงขั้นทุจริตเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
หาก “กกต.” เดินหน้ายื่นคำร้องให้ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ก็อาจถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง หรือสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ไปจนถึงขั้นโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท
และเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งถึง 20 ปี
ความมากไปด้วยมลทินมัวหมองของการเลือกตั้งเพื่อการเข้าสู่อำนาจรัฐของ “ส.ว.” ชุดนี้ถูกตีแผ่อย่างกว้างขวางเมื่อฝ่ายค้านในรัฐสภานำพยานหลักฐานมาตีแผ่ในเวทีสาธารณะ “กกต.” ถ้ายังไม่มุ่งมั่นสะสางคดีเลือกตั้ง สว.เพื่อผดุงความสุจริตและเที่ยงธรรมแล้วก็ไม่รู้ว่าจะดำรงอยู่เพื่อการใด
พยานหลักฐานนอกสำนวนกับกระแสสังคมยิ่งกดดันเมื่อ iLaw ยื่นหลักฐานคดีฮั้ว ส.ว.ให้ประธานวิปฝ่ายค้าน ตรวจสอบความสุจริตและพฤติการณ์ความเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญในฝ่ายรัฐบาล 9 คน
ไล่เรียงไปตั้งแต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และประธานวิปรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพิชัย ชมพูพล ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย และนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
“กกต.” ยิ่งประสบกับภาวะยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกักหนักขึ้น!
ทว่า นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ 1 ใน 7 กกต.ก็ได้ออกมา
กล่าวว่า คนที่ไม่ฮั้วก็มี คนที่ฮั้วก็อาจจะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ กกต.ต้องพิจารณา
“เราจะทำให้ดีที่สุด กกต.มีไว้เพื่อคัดคนดีเข้าสู่สังคมการเมือง” นายสิทธิโชติกล้าประกาศด้วยว่า กกต.ไม่ได้ตั้งธง ประชาชนยังคงคาดหวังต่อ กกต.ได้ จากหลักฐานที่คณะสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 รวบรวมมานั้น กระบวนการทางกฎหมายต่อไปจะมี 2 ขั้นตอน คือ 1. พิจารณาความผิดในทางอาญา กับ 2. ถ้าหลักฐานไม่ถึงขั้นความผิดอาญา แต่จะส่งเรื่องให้เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง หรือให้พ้นจากตำแหน่ง
แต่ กกต.มี 7 คน
ท่าทีและดุลพินิจของนายสิทธิโชติ เป็น 1 ใน 7 ท่าที และ 1 ใน 7 ดุลพินิจ
หลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 คำวินิจฉัยตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ 3-5/2550 ให้ยุบพรรคไทยรักไทย ด้วยเหตุผลว่า “ทำให้การเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นเพียงพิธีที่จะนำไปสู่การผูกขาดอำนาจทางการเมือง”
แค่ทำให้…เป็นเพียงพิธี กับเพื่อนำไปสู่…
ด้วยข้อหาทุจริตเลือกตั้ง พรรคการเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศถูกสาปให้สูญหายไปโดยพลัน
กรรมการบริหารพรรค 111 คน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี
เทียบกับพฤติการณ์ที่ฮึกเหิมห้าวหาญ เปิดหน้าการกระทำความผิดในคดีทุจริตเลือกตั้ง ส.ว.ชุดปัจจุบันต่างกันราวฟ้ากับเหว
“กกต.” เป็นองค์กรมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่พึงทำให้คดีฮั้ว ส.ว.เป็นก้างติดคอตัวเอง
คดีฮั้ว ส.ว.คือภาพเปลือยการเมืองประเทศไทย
เป็น “ผลไม้” จาก “ต้นไม้พิษ”
รัฐประหารปี 2557 เป็นต้นไม้พิษ รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกิ่งก้าน
ในท่ามกลางวัฒนธรรมฉ้อฉลและคนโกงลอยนวล “กกต.” จะยืนหยัดในอุดมคติองค์กรเฉกเช่นหัวราชสีห์หรือไม่นั้นชวนให้ติดตาม!?!!!
