bg-single

เวียดนามแซงไทย อาจไม่ใช่แค่วาทกรรมอีกต่อไป?

25.07.2026

บทความพิเศษ | ศิริชัย จันทวงษ์

เวียดนามแซงไทย

อาจไม่ใช่แค่วาทกรรมอีกต่อไป?

ผู้อ่านคงเคยไปยินคำกล่าวที่ว่า “เวียดนามกำลังจะแซงไทย” “ไทยแพ้เวียดนามแล้ว” “เวียดนามจะแซงไทยในปีนี้ ปีหน้า ปีโน้น” เหล่านี้มานานแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ปี

คำกล่าวเหล่านี้กลับมาเป็นที่พูดถึงในวงกว้างอีกครั้งอย่างจริงจังช่วงเวลาที่ผ่านมา จากการที่สำนักข่าวนิกเคอิ (Nikkei) ได้รายงานเมื่อช่วงต้นปี 2026 ว่า เศรษฐกิจเวียดนามอาจจะแซงไทยได้ภายในปีนี้เป็นอย่างเร็ว

ในรายงานดังกล่าว คาดการณ์ว่าหากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามยังเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลเวียดนามวางไว้ จะส่งผลให้เวียดนามมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน หรือจีดีพีที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) มากกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2026 หรืออาจจะภายในปี 2027 จีดีพีที่เป็นตัวเงินก็จะแซงไทย

ในปัจจุบัน (2026) จีดีพีที่เป็นตัวเงินของไทยจะอยู่ราวๆ 5.69 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จีดีพีที่เป็นตัวเงินของเวียดนามอยู่ที่ 5.16 แสนล้านดอลลาร์ ห่างกันไม่ถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เรียกได้ว่าหายใจรดต้นคอกันแล้ว

นอกจากนี้ หากวัดที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่ปรับด้วยความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (Gross Domestic Product based on Purchasing Power Parity หรือ GDP PPP) ในปีนี้ 2026 จะพบค่าจีดีพีดังกล่าวของเวียดนามได้แซงไทยไปเป็นที่เรียบร้อย

ซึ่งค่าจีดีพีดังกล่าว ได้สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเวียดนามที่มีมากกว่าไทยแล้วในขณะนี้

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และเป็นปกติที่ประเทศกำลังพัฒนาจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากกว่าประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่สูงกว่า ดังเช่น ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในยุโรป

ถึงกระนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า เกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ยกเว้นเมียนมา มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับปานกลาง-สูงมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะสะดุดในช่วงโควิด แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง เกือบทุกประเทศต่างสามารถฟื้นตัวจากหลุมทางเศรษฐกิจได้ดี ยกเว้นประเทศไทย

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเวียดนามเติบโตแรงมากกว่าปกติคือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งส่งผลให้จีนจำต้องโยกย้ายฐานการผลิตสินค้าจำนวนมากไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเวียดนามคือประเทศที่ใช้โอกาสนี้ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

เมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างและรายละเอียดของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เราอาจจะต้องมองไปที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ตามการจัดแบ่งของสำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนาม ซึ่งพบว่าเวียดนามมีการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 4 ภาคส่วน ดังนี้ 1) ภาคบริการและการท่องเที่ยว 2) ภาคอุตสาหกรรม 3) ภาคเกษตรกรรม และ 4) ภาษีสุทธิจากเงินอุดหนุน

2 ภาคส่วนแรกมีสัดส่วนทางเศรษฐกิจกว่าร้อยละ 80 และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาก ภาคส่วนดังกล่าว ได้แก่ ภาคการบริการและการท่องเที่ยวมีอัตราการเติบโตกว่าร้อยละ 8.62 และภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ร้อยละ 8.59

อัตราการเติบโตเช่นนี้สะท้อนผลลัพธ์ของการย้ายฐานการผลิตของจีนไปเวียดนาม ขณะเดียวกันในภาคบริการและการท่องเที่ยวก็สะท้อนการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากประเทศจีน

นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว หากเจาะลึกในรายละเอียดยิ่งขึ้น จะพบปัจจัยที่ส่งเสริมการเติบโตของเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ (Doi Moi 1.0) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรจากแรงงานราคาถูกในประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างได้ผล และการมีแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ (Doi Moi 2.0) ที่เน้นการพัฒนานวัตกรรม โดยการลงทุนด้านการศึกษาในกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือที่เรียกว่า STEM

อันที่จริง ปัจจัยดังกล่าวอาจจะไม่เพียงพอให้เศรษฐกิจพุ่งทะยานมากขนาดนี้ ถ้าเวียดนามไม่ได้อยู่ในช่วงโบนัสทางประชากร (Demographic Dividend) กล่าวคือ การที่ประชากรส่วนใหญ่ของเวียดนามอยู่ในช่วงวัยกำลังแรงงาน (ร้อยละ 68-70) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม

“การมีโบนัสทางประชากร” วัยทำงาน ก็นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากแล้ว แต่ยังอาจจะไม่เพียงพอในการอธิบายความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเวียดนาม เนื่องด้วยเวียดนามยังมีปัจจัยอีก 2 ประการที่นำพาเวียดนามมาถึงวันนี้ได้ ได้แก่

1. การปฏิรูปกฎหมายและลดระบบราชการที่ใหญ่เทอะทะและไม่จำเป็นออกไป

เวียดนามได้เริ่มการปฏิรูปกฎหมาย หรือที่เรียกว่า กิโยตีนทางกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ในช่วงวิกฤตโควิด โดยเวียดนามชำระ ยกเลิกและแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังยุบเลิกหน่วยงานราชการที่ล้าสมัย มีภารกิจซ้ำซ้อน และยุบรวมจังหวัดบางจังหวัด เพื่อให้การงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การปฏิรูปกฎหมายของเวียดนามส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากนักลงทุนสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่จะได้รับได้ง่าย ขณะเดียวกัน การที่การเมืองภายในเวียดนามมีเสถียรภาพก็ทำให้นักลงทุนสามารถวางแผนและลงทุนในเวียดนามได้ในระยะยาว

และ 2. สิ่งสุดท้ายที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้ถึงขนาดนี้ คือลักษณะเด่นทางวัฒนธรรม โดยเวียดนามได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากจีนมาอย่างยาวนาน อิทธิพลที่ส่งผลต่อหลักคิดและค่านิยมของประชาชน ก็คือ แนวคิดแบบขงจื๊อ (Confucius) แนวคิดดังกล่าวเน้นย้ำถึงการทำหน้าที่ของตนในสังคม สามีควรจะปฏิบัติตนอย่างไร ภรรยาที่ดีต้องปฏิบัติตนเช่นไร การให้คุณค่ากับการทำงานหนักเพื่อจะได้รับความสำเร็จ และการกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ รวมถึงการเคารพผู้อาวุโส เป็นต้น

ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นนั้นช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้ดีมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ตัดกับมาที่เศรษฐกิจไทย ที่วันนี้ต้องเจอกับข้อจำกัดและปัญหาที่สะสมมานานในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

1. ปัญหาเชิงโครงสร้างประชากร ที่ในปัจจุบันไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Complete Aged Society) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไทยมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่กำลังแรงงานของไทยมีเพียงร้อยละ 60 ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเกิดของไทยอยู่ที่ 0.86 คน ต่อหญิง 1 คน ซึ่งอัตราส่วนประชากรที่สามารถรักษาระดับประชากรคงที่ได้จะอยู่ที่ 2.1 คน ต่อหญิง 1 คน ดังนั้น นอกจากไทยจะเป็นสังคมแก่ก่อนรวยแล้ว ยังเป็นประเทศที่ประชากรเกิดทดแทนไม่ทันประชากรที่เสียชีวิตลง

2. ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง ที่ไทยประสบกับการเปลี่ยนแปลงภายในบ่อยครั้ง จนฉุดรั้งความต่อเนื่องของการลงทุนจากต่างชาติ

3. การเตรียมบุคลากรให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ปัจจุบันไทยมีบัณฑิตที่จบสาขาวิชาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) เพียงร้อยละ 20-30 ของบัณฑิตทั้งหมด

และส่วนใหญ่จบด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งจะเห็นว่าจำนวนบัณฑิตที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานสำหรับภาคเศรษฐกิจใหม่ มีไม่เพียงพอกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูงและทำให้ไทยไม่สามารถเกาะขบวนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกได้

4. ปัญหาหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่สูง ฉุดรั้งการเติบโตและการลงทุนของประเทศ ซึ่งภายหลังวิกฤตโควิด-19 ครัวเรือนไทย และธุรกิจ SME ประสบปัญหาหนี้สินจนไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่

5. ไทยขาดการลงทุนขนาดใหญ่มานาน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ด้านพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ด้านการศึกษาวิจัย (R&D) ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายให้เท่าทันกับการพาณิชย์รูปแบบใหม่

จากปัญหาที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นตัวฉุดรั้งระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ทำให้ไทยไม่อาจหลุดพ้นจากกับดับรายได้ปานกลาง และทำให้ไทยค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน จนกล่าวได้ว่า หากเราเปรียบเทียบกับเวียดนามในวันนี้ เขากำลังจะแซงเราเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริง และเขาจะแซงเราแน่ๆ ในเร็ววันนี้

อย่างไรก็ตาม การที่เราเห็นเขากำลังจะแซงเราอยู่ตำตา อาจจะไม่ได้มีแต่ในมุมแย่เสมอไป ในหลายๆ ด้าน เรากับเขาต่างเป็นหุ้นส่วนกัน เป็นเพื่อนบ้านกัน และเป็นคู่ค้ากัน การที่เขาก้าวหน้าขึ้น เจริญขึ้น ย่อมดีต่อเราด้วยเช่นกัน ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางเข้าไทยกว่า 1 ล้านคน มีอัตราการใช้จ่ายกว่า 25,000-27,000 บาทต่อคน เราเกินดุลด้านนี้ ขณะที่เราก็ไปลงทุนในเวียดนามไม่น้อยเช่นกัน เมื่อเศรษฐกิจเวียดนามดีขึ้น เราก็จะพลอยได้อานิสงส์จากเขาเช่นกัน

อนึ่ง การเปรียบเทียบไทยกับเวียดนามนี้ อาจไม่ตอบโจทย์การพัฒนาของไทยได้ทุกมิติ เนื่องจากไทยเปรียบเสมือนผู้ใหญ่วัยใกล้เกษียณ ขณะที่เวียดนามเปรียบได้กับคนวัยหนุ่มสาว ดังนั้น เราจึงควรโฟกัสที่การพัฒนาภายใต้เงื่อนไขและบริบทของเราจะดีกว่า

ไทยควรเร่งปิดจุดอ่อนในด้านต่างๆ และพัฒนาในส่วนที่เรามีจุดแข็งอยู่แล้ว เวียดนามมีแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจโด๋ยเม้ย (Doi Moi) ที่มีเป้าหมายชัดเจน ปฏิบัติได้จริง ตรงตามศักยภาพและต้องการของเขา แล้วแผนของเราล่ะ ตรงตามศักยภาพและความต้องการของเราหรือยัง?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“พิชัย” ติง ไทยถูกสหรัฐเก็บภาษีสูงสุด 12.5% เหตุเจรจาล่าช้า จี้ เร่งแก้ไข หวั่นซ้ำเติมขาดดุลการค้าครึ่งปีแรกทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท
เวียดนามแซงไทย อาจไม่ใช่แค่วาทกรรมอีกต่อไป?
จากสูตรแคร์สู่บำนาญไฮบริด: ภาคต่อของการปฏิรูปที่มองเห็นชีวิตจริง
กำเนิดระบบทุนนิยมกับสิ่งที่เรียกว่า ‘การสะสมทุนแบบปฐมภูมิ’ (2) (The So-called Primitive Accumulation of Capital)
อสังหาฯ ฉีกตำราสู้
ราตรีสีแดง
ฟุตบอลโลก 2030 ข้อดี-ข้อเสีย กับไอเดีย 64 ทีม
เหลียวลังแลหน้าบอลโลก จากความสำเร็จ ‘กระทิงดุ’ สู่แรงบันดาลใจ ‘ช้างศึก’
ข้าวผัดกะเพราเป็ดสับ ไข่ (เป็ด) ดาว
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 24-30 กรกฎาคม 2569
เปิดสเป๊ก ‘BYD SEALION 5 DM-I’ ‘SUV’ ปลั๊กอินไฮบริด-เพิ่มรุ่นย่อยใหม่
ระบบการศึกษาแบบ ‘หางกระดิกหมา’