E-DUANG
กรณี”หมายจับ” เบน สมิธและพวก กรณี”หมายเรียก” ชนนพัฒน์ นาคสั้วและพวก กำลังกลายเป็น”กรณีศึกษา”
ไม่ว่ามองผ่าน”คดีความ” ไม่ว่ามองผ่าน”การเมือง”
ไม่เพียงก่อให้เกิดการเปรียบเทียบกับกรณีที่ใกล้เคียงกัน ไม่เพียงก่อให้เกิดการเปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัยรายอื่น
ในเรื่อง”ขั้นตอน” ในเรื่อง”จังหวะก้าว”
หากแต่นำไปสู่การคิดถึงรูปธรรมแห่งการปฏิบัติต่อแต่ละกรณีของบางพรรคการเมือง
ทั้งในเรื่อง”จังหวะก้าว” และในเรื่อง”ขั้นตอน”
ทำไมกับพรรคประชาชนจึงทำระหว่าง”หาเสียง” ทำไมกับพรรคกล้าธรรมจึงทำหลัง”การเลือกตั้ง”
สายตามิได้มองไปยัง”ตำรวจ” มิได้มองไปยัง”DSI”
หากมองทะลุตำรวจ หากมองทะลุ DSI ไปยังรัฐบาลไปยังพรรคภูมิใจไทย
มอง 2 ด้าน ทั้งด้าน”บวก”และด้าน”ลบ”
ด้านบวกเท่ากับยืนยันให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย การดำรงความมุ่งหมายในการจัดการกับธุรกิจ”เทา”
ไม่ว่าจะเป็นคนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง
ไม่ว่าคนต่างประเทศนั้นจะเคยพันพัวกับคนของพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม หรือแม้กระทั่งข้าราชการระดับบิกที่อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำ
แต่แต่ะขั้นตอนก็มีความแตกต่างระหว่างคนของกลุ่มใกล้ชิดกับรัฐบาลกับคนที่อยู่พรรคประชาชน
ไม่เพียงท่าที”กลไกอำนาจรัฐ” หากแม้กระทั่ง”สังคม”
ที่เคยยืนยันว่า บุคคลเสมอภาคกัน ณ เบื้องหน้าแห่งกฎหมายไม่น่าจะเป็นความจริง
หากขึ้นอยู่กับใกล้ชิดกับชนชั้นนำหรือไม่ หรือพรรคใด
ความพยายามของกลไกแห่ง”อำนาจรัฐ”ในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมจึงก่อให้เกิดคำถามสร้างความแคลงคลางกังขาทางการเมือง
หรือว่าเป้าหมายแท้จริงคือการตีเมืองขึ้น การกำราบฝ่ายที่ยังไม่สยบยอม
การเปรียบเทียบต่างหากที่ก่อ”อันตราย”ในเชิงภาพลักษณ์
แม้แต่กรณีการเข้าพัวพันกับ เบน สมิธ ถามว่าท่าทีต่อคนของพรรคกล้าธรรม กับท่าทีต่อคนของพรรคเพื่อไทย หรือกับท่าทีต่อคนของพรรคภูมิใจไทย
ดำเนินไปอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันหรือไม่
ไฉนน้ำหนักที่มีต่อคนของพรรคเพื่อไทยเมื่อเปรียบเทียบกับต่อคนของพรรคกล้าธรรมจึงไม่เหมือนกัน
ยิ่งกับคนของพรรคภูมิใจไทยยิ่งแตกต่าง
จากกรณีของ ชนนพัฒน์ นาคสั้ว กับกรณีของผู้สมัครส.ส.พรรคประชาชนที่บางพลัดและที่ตาก ยิ่งมีขั้นตอนและจังหวะก้าวผิดกันแม้ว่าจะเป็นกรณีละม้ายเหมือนกัน
ยิ่งภาพจากกรณี เบน สมิธ กรณีชนนพัฒน์ กรณีบางพลัด กรณีตาก ถูกเน้นย้ำและนำมาวางเรียงอยู่เคียงข้าง ยิ่งกลายเป็นคำถามอันแหลมคม
แหลมคมต่อรัฐบาล”รักษาการ” แหลมคมต่อ”ภูมิใจไทย” แหลมคมต่อว่าที่รัฐบาล”ถาวร”
นี่คือโจทย์ ที่ยิ่งจะทวีความร้อนแรงเป็นลำดับ
