แนวคิดลัทธิกรัมชี่ ว่าด้วย ‘ประชาสังคม’ (จบ)
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง
หลายปีนับตั้งแต่กรัมชี่ได้ทุนไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่เมืองตูริน เมืองใหญ่ตอนเหนือไม่ไกลจากชายแดนฝรั่งเศส-ออสเตรียและเยอรมนี
เขาตกตะลึงในความเจริญด้านอุตสาหกรรมและการพัฒนาชีวิตยุคทุนนิยมที่กำลังเติบโต ห่างไกลอย่างลิบลับกับเกาะซาร์ดีเนีย-บ้านเกิดของเขาซึ่งอยู่ในทะเลทางทิศตะวันตกห่างจากแผ่นดินใหญ่ของประเทศราว 500 กม. ที่ด้อยพัฒนาไปเสียทุกๆ ด้านและประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน
เริ่มต้นด้วยวัย 20 ปีในปี 1911 ที่กรัมชี่ได้เข้าไปเรียนในเมืองใหญ่ การเป็นเด็กที่เรียนดีตลอดมาและตื่นตัวทางการเมืองจากการได้เรียนรู้จากพี่ชายและเพื่อนๆ เรื่องประเด็นทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมที่บนเกาะบ้านเกิดและทั้งยังได้เข้าร่วมกิจกรรมบางส่วน กรัมชี่จึงยกระดับการเรียนรู้และพัฒนาสำนึกทางการเมืองอย่างรวดเร็วทั้งด้านภาษา มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์
การปฏิวัติสังคมนิยมที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรัสเซียในปี 1917 ยิ่งกระตุ้นการเรียนรู้ทางการเมืองของกรัมชี่มากขึ้นทั้งในด้านการศึกษาและกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคสังคมนิยมอิตาลีซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1892
หลายปีที่กรัมชี่ได้เล่าเรียนในมหาวิทยาลัย ได้ทำงานกับกลุ่มกิจกรรมของนักศึกษาและเข้าร่วมกับพรรคสังคมนิยมอย่างต่อเนื่อง และยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1923
กรัมชี่ผ่านงานรูปธรรมมากมาย นับตั้งแต่งานสภาโรงงาน, การจัดตั้งองค์กรผู้ใช้แรงงาน ดูแลด้านวัฒนธรรม และการจัดการศึกษา ที่สำคัญคืองานหนังสือพิมพ์ของพรรค เขารับผิดชอบงานด้านทฤษฎีและปัญหาของกรรมกร
ชัยชนะในการปฏิวัติที่รัสเซีย-ดินแดนที่ทุนนิยมเพิ่งเริ่มต้น ซึ่งต่างจากบทวิเคราะห์ของมาร์กซ์ และห่างไกลจากยุโรปตะวันตกยิ่งทำให้กรัมชี่ทำงานหนักขึ้นทั้งด้านงานพรรคและการศึกษาด้านทฤษฎีและแสวงหายุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการทำงานให้แก่ประเทศของเขา หลายปีต่อจากนั้นในการทำงานรวมถึงการถูกคุมขังเป็นเวลานานทำให้เขาที่ทำได้เฉพาะงานความคิด
กรัมชี่ก็ได้ข้อสรุปหลายๆ ปัญหา ดังนี้
หนึ่ง ชนชั้นปกครองของอิตาลีมีอำนาจมากทั้งทางตรงและทางอ้อม กลยุทธ์การข่มขู่ กดขี่ ปราบปรามพรรคการเมืองและชนชั้นผู้ใช้แรงงานก็มีทั้งทางตรงและทางอ้อม
สอง พรรคสังคมนิยมอิตาลีขาดผู้นำที่เข้มแข็ง พรรคขาดระบบความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน ขาดความมุ่งมั่นว่าการปฏิวัติสังคมอิตาลีจะพัฒนาไปอย่างไร เจ้าตัวยังไม่เห็นว่าพรรคฯ แข็งแกร่งพอที่จะเป็นพรรคของชนชั้นกรรมาชีพ ยังขาดความชัดเจนว่าจะเปลี่ยนสังคมอิตาลีไปสู่ทิศทางใด จะเปลี่ยนอย่างไร และจะเอาระบอบใดมาแทน ลักษณะการทำงานจึงเหมือนกับทำงานไปเรื่อยๆ ในระบบการเมืองแบบมีผู้แทนในสภาฯ
สาม สังคมอิตาลียังไม่แข็งแกร่งพอที่จะพัฒนาชนชั้นกรรมาชีพ เนื่องจากสังคมอิตาลีมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ล้าหลัง การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในระยะต้นโดยเฉพาะที่ภาคเหนือ ระบบเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับนายทุนน้อย ชอบแสวงหาสิทธิพิเศษ การค้ายังไม่เข้มแข็งพอ ระบอบการปกครองเป็นแบบอำนาจนิยม ระบอบรัฐสภายังไม่เข้มแข็ง
นายทุนและปัญญาชนยังมีวัฒนธรรมล้าหลัง มองไม่เห็นภาพยาวไกล เก่งแต่เลียนแบบ ไม่สนใจศึกษาความเป็นมาและข้อเท็จจริงของสังคม ชนชั้นกลางก็มองคับแคบ ไม่ศึกษามรดกของการปฏิวัติของฝรั่งเศสซึ่งมองประเทศตัวเองและโลกอย่างลึกซึ้ง ทั้งๆ ที่อยู่ติดกัน
กรัมชี่มองว่า ปัญญาชนอิตาลีไม่เคยต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่กลับไปรับใช้ทุนนิยม มุมมองเอียงไปทางลัทธิเสรีนิยมมากกว่า ประชาชนยังไม่เคยเข้าร่วมในการแสวงหาวาระแห่งชาติ ยังไม่มีทางออก
วัฒนธรรมของคนส่วนใหญ่ยังล้าหลัง แม้มีการจัดตั้งแล้ว แต่ภาคกรรมกรก็ยังไม่มีความพร้อมทางการเมือง
ในภาพรวม สังคมยังไม่เข้มแข็งด้านสติปัญญาและยังสับสนในระบบการทำงาน
ในด้านศาสนา แม้ฝ่ายโบสถ์จะคัดค้านอำนาจรัฐแบบเผด็จการ แต่ฝ่ายโบสถ์ก็มิได้สนับสนุนการทำงานขององค์กรเสรีต่างๆ
การเมืองแบบประชาธิปไตยของอิตาลีในช่วงต้นทศวรรษ 1920 เป็นการเมืองที่ขาดวินัย นโยบายขาดความชัดเจน ความขัดแย้งกันในเรื่องส่วนตัวมีมากกว่า
แทนที่พรรคสังคมนิยมจะเป็นแบบอย่างในการนำพาสังคมเพื่อให้ชนชั้นผู้ใช้แรงงานมีความหวัง พรรคสังคมนิยมกลับมิได้แตกต่างจากพรรคอื่นๆ แม้แต่เรื่องการขึ้นรายได้และสวัสดิการของกรรมกรโรงงาน พรรคฯ ก็โยนความรับผิดชอบให้สหภาพแรงงานรับผิดชอบในการเรียกร้อง
และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่กรัมชี่และสหายจำนวนหนึ่งเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาเป็นทางเลือกโดยเร่งด่วน แต่กลับปรากฏว่าในปีเดียวกันนั้น (ค.ศ.1923) มุสโสลินี (Benito Mussolini, 1883-1945, 2426-2488) ก็ก่อตั้งพรรคฟาสซิสต์ขึ้น เรียกร้องให้แก้ไขวิกฤตการเมืองที่ล้มเหลว
และขึ้นมานำอิตาลีเข้าสู่ยุคอำนาจนิยมพร้อมกับกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์
นั่นคือความแตกต่างระหว่างประเทศทุนนิยมที่พัฒนาในยุโรปตะวันตกกับอิตาลี ด้วยเหตุนั้น การปฏิวัติที่เกิดขึ้นในรัสเซียจึงเสนอคำถามใหญ่ขึ้นไปอีกสำหรับกรัมชี่ จากทัศนะของกรัมชี่ เขาได้พบว่าประชาสังคมของอิตาลีนั้นยังอ่อนแอมาก
ดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนต้นของบทความนี้ ภาคประชาสังคม (Civil Society) เป็นสถาบันทางสังคมอย่างหนึ่งที่โอบอุ้มครอบครัวต่างๆ เข้ามาอยู่ด้วยกัน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และแน่นอนทางการเมืองและการปกครอง
ต่างกับสถาบันทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ รวมทั้งระบบราชการ เพราะทั้งหมดนั้นเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีหน้าที่ทำงานด้านการเมืองโดยตรง แต่ภาคประชาสังคมไม่ได้ทำหน้าที่เหล่านั้น แต่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากผลงานของสถาบันเหล่านั้น
ประเด็นก็คือว่า ผลกระทบเหล่านั้นมีผลอย่างไรต่อพวกเขาที่เป็นสมาชิกของประชาสังคม และในเมื่อพวกเขามีความคิด มีการศึกษา ต้องเสียภาษี พวกเขามีสิทธิ์เลือกตั้ง เลือกรัฐบาล มีความปรารถนาที่จะเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไร ต้องการมีบทบาทอย่างไรต่อสถาบันข้างบนที่ทำงานบริหารรัฐนั้น
สมาชิกของประชาสังคมจะมีบทบาทอย่างไรเพื่อช่วยให้สังคมนั้นดีขึ้นในแต่ละด้าน ตลอดจนผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไร
ในแง่ดังกล่าว บทบาทของภาคประชาสังคมจึงมีความสำคัญมาก เพราะประชาสังคมนั่นเองที่มีบทบาทสำคัญต้องการให้ระบอบการเมือง การปกครอง และการใช้อำนาจในแต่ละด้านเป็นอย่างไร
ประการแรก ในเมื่อการเมืองการปกครองประสบปัญหา ภาคประชาสังคมจะอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไร ภารกิจก็คือ ภาคประชาสังคมจะต้องมีบทบาทเปล่งพลังออกมา ไม่ต้องการให้มีการใช้อำนาจมากเกินไป สังคมควรมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม เรียนรู้และรับรู้ว่าลักษณะการบริหารและการใช้อำนาจของรัฐเป็นเช่นไร นโยบายการทำงานแต่ละด้านในการนำพาสังคมเป็นอย่างไร และจะพัฒนาไปในแนวทางใด ฯลฯ
กรัมชี่มีความเห็นว่า ในเมื่อสังคมมีชนชั้นต่างๆ และแต่ละฝ่ายก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน และมีท่าทีที่ไม่ตรงกันในหลายๆ เรื่อง ประชาสังคมจึงควรมีเวทีให้กลุ่มและชนชั้นต่างๆได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่และมีเสรี
และทั้งหมดนี้ก็คือในการเรียนรู้-รับรู้ปัญหาต่างๆ ของกันและกัน และช่วยจัดการแข่งขันกันทางการเมืองเพื่อกำหนดนโยบายต่างๆ และการเลือกตั้งเพื่อคัดสรรบุคคลเข้าไปทำงานได้อย่างมีคุณภาพยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อรัฐอ้างตัวเองเป็นสังคมนิยม แต่กลับลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
การปกครองรัฐกลายเป็นแบบอำนาจนิยมโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แล้วเช่นนี้ ภาคประชาสังคมจะทนอยู่ได้อย่างไรกันเล่า
ประการที่สอง ในการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมใหม่ กรัมชี่เห็นว่า ไม่ควรมีการปลุกปั่นให้มวลชนลุกขึ้นก่อการปฏิวัติ
แต่ควรเป็นการเผยแพร่ความรู้ ความคิด ซึ่งเป็นรูปแบบของการตระเตรียมด้วยวัฒนธรรมและการศึกษาเป็นการพัฒนาด้านสติปัญญาในระดับวงกว้าง
ใส่ใจในความละเอียดด้านทฤษฎีและการวิพากษ์วิจารณ์ และให้ความสำคัญยิ่งแก่การจัดตั้งองค์กร
งานเหล่านี้จะทำได้ก็คือในภาคประชาสังคมเท่านั้น
ไม่ใช่งานของรัฐด้านการปกครองหรือศาลหรือการบริหารของภาครัฐ
ประการที่สาม ภารกิจของชนชั้นกรรมาชีพข้อหนึ่งคือ จะต้องไม่เห็นชอบการขยายอำนาจรัฐและการแทรกแซงของรัฐ ตรงกันข้าม เป้าหมายคือ การลดอำนาจของรัฐนายทุนลงไป และเพิ่มความเป็นอิสระให้แก่องค์กรท้องถิ่นและสหภาพแรงงานให้ไกลออกไปจากกฎหมายทั่วๆ ไปของกฎหมายปกติ
อิสรภาพขององค์กรอาชีพอิสระนั้นมีความสำคัญ เพราะเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งมิให้เกิดการเติบโตของอำนาจรัฐส่วนกลาง
กรัมชี่ส่งเสริมอำนาจและการเสริมสร้างสถาบันขององค์กรปกครองท้องถิ่น
น่าสนใจที่กรัมชี่ มองเห็นอังกฤษเป็นต้นแบบของทุนนิยมที่ก้าวหน้าและยึดมั่นในลัทธิเสรีนิยม เขาเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษใกล้เคียงกับระบอบโซเวียตรัสเซีย (ในระยะต้น)
แต่กรัมชี่ก็รู้ดีว่า โอกาสที่อังกฤษจะพัฒนาไปเป็นสังคมนิยมนั้นมีน้อยมาก
ขณะที่อิตาลีมีโอกาสที่จะทำการปฏิวัติสังคมได้สำเร็จสูงกว่า แม้จะยังดูห่างไกล
ประการที่สี่ กรัมชี่เชื่อมั่นว่า การก้าวไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยมจะเกิดขึ้นได้ ก็มีแต่การเสริมสร้างประชาสังคมเท่านั้น กล่าวคือ จะต้องมีการขยายตัวและความเข้มข้นของกิจกรรมต่างๆ ของภาคประชาสังคมออก รวมทั้งให้กิจกรรมต่างๆ มีความหลากหลายในด้านรูปแบบ
เขาวิพากษ์รัฐอำนาจนิยมของอิตาลี และเรียกร้องให้เสริมงานภาคประชาสังคมและกิจกรรมต่างๆ ออกไป เพื่อให้เกิดพื้นที่จัดตั้งและปลุกระดมบุคลากรเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
เขาปฏิเสธที่มีคนกล่าวว่า การยึดอำนาจรัฐด้วยการปฏิวัตินั้นเหนือกว่า และสำคัญกว่าการจัดตั้งและปลูกฝังวัฒนธรรมการปฏิวัติที่มีรากฐานกว้างขวางแผ่ไปทั่วสังคม
ประการที่ห้า แน่นอน พรรคปฏิวัติสังคมจะต้องมีการนำอันดับแรก แต่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ประชาสังคมจะต้องเกิดก่อนสิ่งอื่นใด ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาจิตสำนึกทางสังคม, วัฒนธรรม และการเมืองในหมู่ชนชั้นล่าง และด้วยการสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรของคนงานและชาวนาที่มีความเป็นอิสระ และออกกฎเกณฑ์ของตนเองในการบริหารจัดการได้
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สิ่งที่กล่าวมานี้จะต้องลงมือทำก่อนที่จะมีความพยายามเข้ายึดกุมอำนาจรัฐ
กรัมชี่คัดค้านความเห็นของนักเขียนคนหนึ่งใน Il Grido del Popolo ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 1918 ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยม โดยเฉพาะจิตสำนึกของมวลชนนั้นจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อให้พรรคสังคมนิยมยึดอำนาจรัฐให้ได้เสียก่อน และจากนั้นก็อาศัยระบอบเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ เพื่อสร้างเสรีภาพให้แก่ชนชั้นที่ถูกกดขี่แล้ว ที่กรัมชี่คัดค้าน ก็เพราะเขาเห็นว่า
ทัศนะดังกล่าวผิดที่พื้นฐานความคิด นั่นคือ พรรคการเมืองได้แยกตัวออกไปจากประชาชน
หลายปีต่อจากนั้น กรัมชี่ได้เขียนเพิ่มเติมใน บันทึกจากคุก ว่า พรรคปฏิวัติเก่าไม่สามารถนำศักยภาพการปฏิวัติของ Risorgimento (ภาษาอิตาเลียน แปลว่า การลุกขึ้นสู้อีกครั้ง – Resurgence or Rising Again) หมายถึงขบวนการการเมืองและสังคมในศตวรรษที่ 19 (ค.ศ.1815-1871) นับเป็นยุคที่ลัทธิชาตินิยมรุนแรง เกิดการเรียนรู้อดีต-รื้อฟื้นวรรณกรรมงานเขียนต่างๆ และเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญทางการเมือง นั่นคือการปลดปล่อยอิตาลีออกจากอำนาจของออสเตรีย และรวมแว่นแคว้นต่างๆ เข้าเป็นรัฐอิตาลีเป็นครั้งแรกในปี 1861 หลังการเข้ายึดโรมและสถาปนาให้เป็นนครหลวงนำโดยกษัตริย์ Victor Emmanuel II (1820-1878) และ 2 รัฐบุรุษคนสำคัญ คือนายพลการิบัลดี (Giuseppe Garibaldi, 1807-1882) และคามิลโล คาวัวร์ (Camillo Benso di Cavour, 1810-1861)
กรัมชี่สังเกตพบว่า ในอิตาลีระยะหลังๆ สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป นั่นคือมีคนเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้นในที่สาธารณะ ซึ่งเขาเห็นว่านั่นคือรูปธรรมของการพัฒนาและการเติบโตของประชาสังคม ด้วยเหตุนั้น กรัมชี่จึงได้เน้นว่ากิจกรรมเหล่านั้นควรได้รับการสนับสนุน โดยเฉพาะองค์กรที่เป็นอิสระของประชาชน
คนชั้นล่างต้องได้รับเสรีภาพจากชนชั้นปกครอง และจากปัญญาชนที่รับใช้ผู้ปกครอง “พวกเขาต้องเรียนรู้และฝึกฝนการเป็นพลังนำด้วยตัวของพวกเขาเอง…”
ข้อเสนอหลักของกรัมชี่คือ
“การศึกษา, วัฒนธรรม และองค์กรระดับกว้างตามจุดต่างๆ ที่เผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ของมวลชนประกอบกันเพื่อสร้างเสรีภาพของมวลชน และเป็นอิสระจากปัญญาชนได้ และนี่คือขั้นตอนการต่อสู้เพื่อคัดค้านระบบอำนาจนิยมที่สำคัญที่สุด และภารกิจดังกล่าวไม่อาจหยุดและเลื่อนออกไปเป็นวันพรุ่งหรือวันอื่นๆ ขอให้ตระหนักว่า เมื่อเรามีเสรีทางการเมือง นั่นแหละคือแรงกระตุ้นที่ต้องรีบทำงานและเป็นเงื่อนไขให้การลงมือทำต้องเกิดขึ้นทันที ไม่ต้องรออะไรอีก…..”
และนี่ก็คือ แนวคิดขั้นต้นที่กรัมชี่สรุปแล้วนำไปพัฒนาเป็นหลักฐานพื้นฐาน ที่ว่า
“ความสำคัญของกลุ่มสังคมในการได้รับและรักษาการควบคุมรัฐบาลที่มั่นคงในรัฐสมัยใหม่ จะต้องขึ้นอยู่กับงานที่มวลชนทำในภาคประชาสังคม (นั่นเอง) ก่อนที่จะเปิดทางให้ภาคบริหารรัฐใช้อิทธิพลการทำงานรัฐได้มากขึ้น”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
