bg-single

แนวคิดลัทธิกรัมชี่ ว่าด้วย ‘ประชาสังคม’ (1)

28.02.2026

โดย ธเนศวร์  เจริญเมือง

…………………………………………………………..

            Joseph A. Buttigieg, “Gramsci on Civil Society,” Fall 1995

แนวคิดว่าด้วย “ประชาสังคม”

สมกับถ้อยคำที่กล่าวไว้ข้างบนนี้ “บันทึกในคุก” ของกรัมชี่ ที่เขียนไว้ในช่วงปลายปี 1930 ว่า “ในโลกตะวันออก รัฐเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนภาคประชาสังคมยังเป็นวุ้นอยู่ ; แต่ในโลกตะวันตก มีความสัมพันธ์ที่แน่นอนระหว่างรัฐกับประชาสังคม และเมื่อรัฐสั่นไหว โครงสร้างอันแข็งแกร่งของภาคประชาสังคมก็เผยออกมาให้เห็น”

เกือบ 6 ทศวรรษต่อจากนั้น ถ้อยคำเหล่านั้นก็เปิดออกราวกับเป็นคำพยากรณ์สำหรับบางพื้นที่ เพราะได้อธิบายว่าเมื่อระบอบคอมมิวนิสต์แตกเป็นเสี่ยงๆ หลังจากถูกครอบงำโดยสหภาพโซเวียต

Flora Lewis นักข่าวสายต่างประเทศก็เขียนบทความชื่อ “The Rise of Civil Society” (การเกิดขึ้นของภาคประชาสังคม) ลงใน นสพ. New York Times. 25 มิถุนายน, 1989 ด้วยการอ้างประโยคยอดฮิตของกรัมชี่ที่ว่า

“อุดมคติคอมมิวนิสต์กำลังทำลายตัวมันเองขณะที่ศตวรรษนี้กำลังจะสิ้นสุดลง เนื่องจากมันไม่อาจสร้างป้อมค่ายและฐานดินของประชาสังคมไว้เพื่อรองรับอุดมคตินั้นอีกต่อไปได้”


ว่าด้วยรัฐกับ ประชาสังคม

รัฐคือการแสดงออก หรือตัวอย่างรูปธรรมของอำนาจ  วิธีการแสดงออกของรัฐก็คือการออกคำสั่ง กฎหมาย และการลงมือทำสิ่งเหล่านั้น (to enforce them) ความคิดนี้มาจากความเชื่อมั่นที่ว่า กิจกรรมต่างๆ ของรัฐ (โดยเฉพาะรัฐบาล) จะต้องมีคนเฝ้าดู ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพราะกิจกรรมเหล่านั้นมักเข้าไปในเขตส่วนตัวของผู้คนในสังคม นั่นคือ การกระทบกระทั่งเสรีภาพของแต่ละคน

ในแง่ดังกล่าว การดำรงอยู่ของรัฐจึงเป็นการคุกคามเสรีภาพของคนในสังคม แต่จะยกเลิกรัฐอย่างสิ้นเชิงก็ไม่ได้ เพราะใครเล่าจะรักษาระเบียบของสังคมและปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้  ก็รัฐนั่นแหละที่ควรจะได้รับสิทธิ์ให้มีอำนาจและใช้กำลังบังคับเพื่อต่อสู้กับศัตรูทั้งภายในและภายนอก เพื่อที่จะได้รักษาระเบียบของสังคมให้ได้ (social order)

สำหรับพื้นที่ส่วนตัว (private sphere) ที่แตกต่างจากรัฐ และอาจเห็นต่างและต่อต้านรัฐ มองจากแง่เสรีนิยม และมองอีกด้านก็คือเป็นพื้นที่ (terrain) สำหรับสิทธิและเสรีภาพของผู้คนและสังคม ที่ใช้ได้และให้ผู้คนได้เรียนและรู้จัก ทั้งหมดนี้เราจะเห็นการที่รัฐจัดการบริหาร-อำนวยการ-และให้บริการต่างๆ ด้านการขนส่งและการคมนาคม, การติดต่อสื่อสาร, สาธารณูปโภคต่างๆ, สุขอนามัย, การศึกษา แม้กระทั่งการจับกุมคุมขัง  ไม่ว่าจะอ้างว่าเพื่อประสิทธิภาพ หรือการอยู่ห่างไกลจากการควบคุมของรัฐ หรือเสรีภาพทางเลือกที่มากขึ้นสำหรับแต่ละคน (ที่มีคนเรียกว่า ผู้บริโภค)

ในแง่นี้ ไม่ว่าจะเป็นคำว่าประชาสังคม หรือที่บางคนเรียกว่า ภาคเอกชน (private sphere) ก็คือความหมายที่ส่อไปในทาง “ระบบตลาดเสรี” กระทั่งมีการตีความไปถึงว่า เสรีภาพกับประชาธิปไตยก็เป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือ มีประชาธิปไตยก็ย่อมต้องมีเศรษฐกิจตลาดเสรี

ด้วยเหตุดังกล่าว หลายคำจึงนำมาใช้แบบปะปนกันไป ได้แก่ ภาคประชาสังคม (พื้นที่เอกชน), ตลาดเสรี, ประชาธิปไตย, สังคมเสรี, รัฐเสรี ฯลฯ

หลายคนจึงเชื่อในทำนองว่า “เศรษฐกิจตลาดเสรีเป็นก้าวแรกที่จำเป็นของกระบวนการพัฒนาของประชาสังคม และระบอบประชาธิปไตย…”


ลัทธิมาร์กซ์, ระบอบสังคมนิยม
กับการใช้อำนาจ

ที่ผ่านมา ความเชื่อทั่วๆ ไปก็คือ ลัทธิมาร์กซ์และสังคมนิยมต่อต้านเศรษฐกิจเสรี, ระบอบสังคมนิยมจะต้องมีรัฐที่มีอำนาจมาก ต้องกดภาคเอกชนเอาไว้ (หมายถึงภาคประชาสังคมด้วย) ดังนั้น จึงมีการสรุปว่าลัทธิมาร์กซ์และระบอบสังคมนิยมชอบการมีและการใช้อำนาจ ทั้งไม่ยอมให้มีและไม่ส่งเสริมเสรีภาพของใคร

ความเชื่อแบบนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเมื่อระบอบสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกเกิดขึ้นนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1939-1945) ก็ยิ่งทำให้คนเข้าใจมากขึ้นว่า รัฐที่นิยมและใช้อำนาจมากมายกับสังคมนิยมนั้นก็คืออันเดียวกัน ไม่เพียงแต่คนทั่วไปเข้าใจเช่นนั้น เพราะแม้แต่ปัญญาชนชั้นนำบางคนที่คว้ารางวัลโนเบล เช่น Milton Friedman ก็เขียนในบทแนะนำหนังสือ Road to Serfdom เขียนโดย Friedrich von Hayek (1994)

ฟรีดแมนชี้ว่า ทุนนิยมให้เสรีภาพ แต่สังคมนิยมนั้น รัฐจัดการทุกอย่างรวมทั้งเศรษฐกิจล้มเหลวและระบอบทาสก็ยังคงอยู่ คำถามก็คือ จะมีใครเริ่มต้นอธิบายลัทธิมาร์กซ์แบบการมีอำนาจจำกัดและการสิ้นสลายของรัฐ เพราะที่ผ่านมานับแต่มีการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 เห็นมีแต่รัฐที่มีอำนาจและนิยมใช้อำนาจอันมหาศาลทั้งสิ้น

กรัมชี่เห็นว่า อำนาจบังคับ (coercion) และการควบคุมด้วยกำลังของรัฐนั้นด้อยประสิทธิภาพในการควบคุมและกดทับสังคมลงไป แต่เขาได้ศึกษาเรื่องรัฐและเน้นพูดถึงภาคประชาสังคมเป็นพิเศษ  และเห็นว่า อำนาจและอิทธิพลของรัฐกับภาคประชาสังคมนั้นจะต้องเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อส่งเสริมบางชนชั้น กลุ่ม และสถาบัน

ในแง่ดังกล่าว ประชาสังคมจึงไม่ได้พูดถึงในแง่เสรีภาพ แต่ต้องพูดถึงอำนาจนำ (Hegemony)

อำนาจนำนี้ต้องอาศัยการยอมรับ (consent) มิใช่การบีบบังคับกัน (coercion) เป็นการยอมรับที่เกิดจากการสร้าง (manufactured), โดยผ่านกลไกที่ซับซ้อน, สถาบันหลายๆ แห่ง และกระบวนการเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา นอกจากนั้น อำนาจในการสร้างการยอมรับยังถูกแจกจ่ายไปยังสังคมส่วนต่างๆ ที่ไม่เท่ากัน… อันว่าภาคประชาสังคมนั้นมิใช่สนามกีฬาที่ราบเรียบ

ขณะเดียวกัน กรัมชี่มิได้มุ่งกดประชาสังคมไว้ หรือจำกัดพื้นที่ แต่เขาพยายามที่จะสร้างกลยุทธ์พิเศษ (a war of position) ที่ใช้เฉพาะในภาคประชาสังคม โดยใช้ระบบที่รัฐเข้าไปจัดการ โดยมีกลไกบีบบังคับ ขณะเดียวกันก็ให้รัฐมีอำนาจการเมืองที่จะสามารถสร้างเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมเพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายยอมรับ และจะเป็นสังคมในอนาคตที่จะไม่มีใครไม่ว่าบุคคล หรือกลุ่มใดจะต้องถูกกดขี่ขูดรีดอีกต่อไป

อันที่จริง เมื่อประชาสังคมหมายถึงสถาบันทางสังคมที่โอบอุ้มครอบครัวต่างๆ เข้ามาอยู่ด้วยกัน มีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง นั่นย่อมเท่ากับว่า เมื่อมีสถาบันระดับบนที่ทำหน้าที่บริหารด้านการเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อสังคม ประชาสังคมที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้นก็ย่อมต้องถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า ผลกระทบของการบริหารด้านต่างๆ นั้นส่งผลอย่างไรบ้างต่อสังคม

และนี่ก็คือบทบาทของภาคประชาสังคมที่จะช่วยให้สังคมนั้นดีขึ้นได้อย่างไรจากการชื่นชม ยกย่อง ท้วงติงสิ่งที่สมควรจะได้รับการแก้ไขและปรับปรุงให้ดีขึ้นๆ เป็นขั้นๆ

กรัมชี่มีความเห็นว่า ในเมื่อสังคมมีชนชั้นต่างๆ และแต่ละฝ่ายก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน และมีท่าทีที่ไม่ตรงกันในหลายๆ เรื่อง ประชาสังคมจึงควรมีเวทีให้กลุ่มและชนชั้นต่างๆได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่และมีเสรี

และทั้งหมดนี้ก็คือ ในการเรียนรู้-รับรู้ปัญหาต่างๆ ของกันและกัน และช่วยจัดการแข่งขันกันทางการเมืองเพื่อกำหนดนโยบายต่างๆ และการเลือกตั้งเพื่อคัดสรรบุคคลเข้าไปทำงานได้อย่างมีคุณภาพยิ่ง

ในเมื่อรัฐที่อ้างตัวเองเป็นสังคมนิยม  แต่กลับลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน การปกครองรัฐก็กลายเป็นแบบอำนาจนิยมโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แล้วเช่นนี้ภาคประชาสังคมจะทนอยู่ได้อย่างไรกันเล่า


ความสำคัญของ
การศึกษาประวัติศาสตร์
ของสังคมในยุโรป

ที่ไม่ควรจะลืมกันก็คือ การกล่าวถึงประเด็นทางทฤษฎีและปรัชญาในเรื่องรัฐและประชาสังคมนี้เกิดจากการที่กรัมชี่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองและวัฒนธรรมของตะวันตกอย่างละเอียด โดยเฉพาะสังคมอิตาลีและฝรั่งเศสซึ่งอยู่ใกล้ชิดกัน (แต่กลับเกิดการปฏิวัติสังคมตามทฤษฎีมาร์กซ์ที่รัสเซียขึ้นเสียก่อน)

ที่กลับมาคึกคักก็เพราะกรัมชี่เห็นว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเข้าใจความเป็นมาของสังคมอิตาลีทุกๆ ด้านอย่างละเอียดเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การปฏิวัติให้ถูกต้อง

และนั่นก็คือผลพวงของกระบวนการที่กรัมชี่เข้าร่วมทางการเมืองโดยตรง, การเสวนา, ประสบการณ์, การกลับไปทบทวน และการพิจารณาที่ย้อนกลับไปตั้งแต่การรณรงค์เพื่อรัฐสังคมนิยมในยุคต้นๆ

ในอีกแง่หนึ่ง มุมมองของกรัมชี่ว่าด้วยรัฐและประชาสังคมของเขานั้นฝังรากลึกในลำดับพัฒนาการของเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมของรัสเซีย, สงครามโลกครั้งที่ 1, การพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมที่รวดเร็ว ตลอดจนภาวะไร้เสถียรภาพทางสังคมหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง และการเกิดขึ้นของลัทธิฟาสซิสต์  โดยเฉพาะในอิตาลี และที่สำคัญก็คือ กรัมชี่มองจากมุมมองของคนเข้าร่วมยุคแรกๆ ในขบวนการกรรมกรเพื่อสังคมนิยม และต่อมาเขาได้ร่วมสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นในปี 1923

และที่สำคัญจะต้องไม่ลืมว่า การก่อรูปทางสติปัญญาและการเมืองของกรัมชี่ในระยะต้นๆ นั้น กรัมชี่ได้อธิบายไว้ชัดเจนมากในจดหมายที่เขาเขียนถึง จิวเลีย (Giulia)-ภรรยา ฉบับวันที่ 6 มีนาคม 1924

เมื่อกรัมชี่ศึกษาพัฒนาการของทุนนิยมในอังกฤษและเยอรมนี เขาก็มองเห็นพลังที่เข้มแข็งและสำคัญของชนชั้นนายทุนในรัฐทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว ในประเทศทั้ง 2 ประชาชนมั่นใจในรัฐ เชื่อมั่นในอุดมคติของรัฐว่าอยู่เหนือผลประโยชน์ของชนชั้น คือ จะยังคงปรับปรุงรัฐปัจจุบันต่อไป เชื่อว่ารัฐก็จะยังคงดูแลสิทธิ์ของกรรมกร และอนุญาตให้มีพื้นที่ทางสังคมเพื่อสู้กับอำนาจรัฐและแข่งขันกันได้ ซึ่งเป็นนโยบายของพวกเสรีนิยมในอังกฤษ เป็นสังคมนิยมของเหล่านายทุน (Bourgeois State Socialism) ซึ่งก็คือ a non-socialist socialism

ส่วนที่เยอรมนี การต่อสู้ด้วยอาวุธกลางเมืองก็ไม่จำเป็น เพราะรัฐเคารพกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา การต่อสู้ในสังคมจึงไม่รุนแรง และการต่อสู้เพื่อการปฏิวัติสังคมก็จะไม่ถึงขั้นการใช้ความรุนแรง การปฏิวัติแบบใช้กำลังจึงไม่เกิดขึ้น หรือมีความเป็นไปได้ที่น้อยลงไป

ทว่าในกรณีของอิตาลี กรัมชี่กลับพบว่าทุกอย่างมีระเบียบมากเพราะระบอบการปกครองเป็นแบบอำนาจนิยม เคร่งครัด ชนชั้นปกครองและแสวงหาผลประโยชน์ที่ชัดเจน จะแจ้งและควบคุมชนชั้นกรรมาชีพได้อย่างหมดจด กรัมชี่เชื่อว่า นี่คือตัวอย่างอันดับต้นๆ ของกรณีที่จะเกิดการปฏิวัติด้วยความรุนแรง (ที่อิตาลี) เมื่อชนชั้นปกครองของอิตาลีนำรัฐอย่างแข็งแกร่งจึงสร้าง จัดตั้งและควบคุมกลุ่มคนงานได้อย่างดีเยี่ยม

แต่ที่สหรัฐ กลับมีสหภาพแรงงานและกลุ่มล็อบบี้ที่มีความคิดว่า สังคมอเมริกันมีระบบระเบียบแล้ว สำหรับการแข่งขันที่เปิดกว้างและยุติธรรม และเปิดทางให้มีการต่อสู้แบบสันติวิธีเพื่อสังคมที่ดีกว่าได้มากกว่า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย