E-DUANG
ทำไมหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 นายกรัฐมนตรีจึงเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ตอบอย่างตรงเป้าคือความพยายามในการ”รื้อฟื้น”
นั่นคือ รื้อฟื้นภาพแห่งความสำเร็จจากอดีต โดยเฉพาะคือยุคของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฐานแห่งอำนาจทางการเมือง
เห็นได้จากเมื่อล้มเหลวจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อ เดือนธันวาคม 2550 ก็ยังพยายามต่อไป
กำจัด นายสมัคร สุนทรเวช ยุบพรรคพลังประชาชน
จากนั้น การผนึกพลังระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตร อันต่อมาเป็นพรรคภูมิใจไทยก็ได้เกิดขึ้น
สะท้อนความจัดเจนเก่า ความปรารถนาเก่าทางการเมือง
การเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งของรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจึงมิได้ปรากฏอย่างไร้รากฐาน
ตรงกันข้าม ผ่านประสบการณ์ สะสมความจัดเจน
เป็นความจัดเจนจากความพ่ายแพ้ในเดือนกรกฎาคม 2554 แม้จะลงแรงจัดการกับอีกฝ่ายอย่างเหี้ยมหาญในเดือนพฤษภาคม 2553 ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ในที่สุดก็จำเป็นต้องทำรัฐประหาร”ซ้ำ”ในเดือนพฤษภคม 2557 เพราะเห็นว่าเมื่อเดือนกันยายน 2549 “เสียของ”
แท้จริงแล้วก็เพื่อ”ทำซ้ำ”ภายใต้กรอบแห่งรัฐธรรมนูญ 2560
ในที่สุดก็กลายเป็นรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐที่มีพันธมิตรไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ แต่ในที่สุดก็ล้มเหลวในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566
จำเป็นต้องเปิด”กระบวนท่า”ใหม่ในทางการเมือง
นั่นก็คือ เนรมิตการเมืองที่ปฏิเสธชัยชนะของพรรคก้าวไกลด้วยการหันมาจับมือกับพรรคเพื่อไทยผ่านยุทธการเดือนสิงหาคม 2566
กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองเพื่อรักษาโครงสร้างเดิมแห่งอำนาจ
เห็นได้จากองค์ประกอบของรัฐบาลแม้จะนำโดยพรรคเพื่อไทย แต่กำลังสำคัญคือพรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคพลังประชารัฐ
เป็นการทดลองก่อนจะมีการปรับยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีผ่าน การเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569
เห็นได้จากชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเหนือพรรคประชาชน
เกิดเป็นรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่มีพันธมิตรในแนวร่วมคือพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กๆอันเป็นผลผลิตแห่งรัฐธรรมนูญ
สถานะของพรรคภูมิใจไทยจึงมีความโดดเด่น
ทั้งหมดยังเป็นความพยายามเหมือนกับที่เคยพยายามหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
นั่นก็คือ ปฏิมาแห่งยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
เพียงแต่เปลี่ยนรากฐานจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคภูมิใจไทย เปลี่ยนจากคนแบบ นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ
มาเป็นคนแบบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายเนวิน ชิดชอบ เท่านั้น
