หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ

ต้นเดือน มีนาคม พ.ศ.2569

…ป่ากุยบุรี เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนพบและควบคุมตัว “ผู้ต้องหา” ได้ของกลางในกระสอบเป็นซากเลียงผาโตเต็มวัย ถูกชำแหละเป็นชิ้นๆ

ผู้ต้องหาถูกส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดี เรื่องราวนี้เป็นข่าวและหายไป ถูกทับด้วยข่าวการเมือง ข่าวสงคราม และอื่นๆ อีกมากมาย

ข่าวการพบเจอซากสัตว์ป่าถูกล่าไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นมาโดยตลอด เป็นข่าวเล็กๆ แต่ดูเหมือนว่าจะทำให้ภาพของถนนสองเส้นชัดเจน ถนนซึ่งทอดยาวคู่ขนานกันไป

อยู่ในป่าเมื่อเราเงียบและฟัง จะพบว่า รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยชีวิต

เสียงลมพัดใบไม้ เสียงนกร้องอยู่ใกล้ๆ ชะนีส่งเสียงบอกอาณาเขตเสียงนกกก เสียงปีกแหวกอากาศของนกเงือกกรามช้าง

ส่วนบนพื้นก็เต็มไปด้วยรอยตีนสัตว์ที่ทิ้งไว้บนดินชื้น ทุกอย่างดำเนินไปตามวิถีที่มันควรจะเป็น

เมื่อเดินไปตามด่านนี้เราสัมผัสได้กับความเป็นจริง

แต่อีกนั่นแหละ คล้ายกับว่ามีอีกหนึ่งความเป็นจริง

นั่นคือโลกเดียวกันนี้เหมือนกำลังมีด่านหรือถนนสองเส้นวางขนานกันอยู่

ถนนเส้นหนึ่ง มีผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังเดินอยู่บนนั้น พวกเขาเชื่อว่าธรรมชาติไม่ใช่เพียงฉากหลังของชีวิต แต่คือรากฐานของทุกชีวิต คนเหล่านี้พยายามปกป้องป่า ดูแลสัตว์ป่า ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ พยายามรักษาแหล่งอาศัยของเหล่าสัตว์ป่า

บางคนทำงานวิจัย หลายคนเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า อีกไม่น้อยเป็นเพียงคนธรรมดาที่พยายามใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง และเข้าใจว่าโลกใบนี้ทุกชีวิตมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเช่นไร

พวกเขาอาจอยู่กันคนละมุมโลก ไม่รู้จักกัน แต่กำลังเดินอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน

อีกถนนหนึ่ง อยู่ขนานกันไปไม่ไกลนัก เป็นถนนที่ผู้คนยังคงเชื่อว่าธรรมชาติเป็นเพียงทรัพยากร สัตว์ป่าเป็นเพียงเนื้อ เป็นหนัง เป็นเขา เป็นงา เป็นยาบำรุงกำลัง เป็นสินค้าในตลาดมืด

พูดง่ายๆ สัตว์ป่าที่ดี คือสัตว์ป่าที่ตายแล้ว

บนถนนเส้นนี้ มีขบวนการค้าสัตว์ป่าที่มีเครือข่ายโยงใยจากป่าไปสู่เมือง จากหมู่บ้านไปถึงท่าเรือและสนามบิน

มูลค่าของมันมหาศาล ใกล้เคียงกับการค้ายาเสพติดหรืออาวุธสงคราม

ชะตากรรมของสัตว์ป่าจำนวนมากเริ่มต้นชีวิตในป่าลึก แต่จบลงในกรงเหล็กที่ไหนสักแห่งในโลก

หลายตัวคนชื่นชมกับความน่าเอ็นดู บางตัวเป็น “ดารา” คนเห็นเพียงความน่าเอ็นดูตรงหน้า ไม่ได้เห็นสิ่งที่มันเผชิญมา ถูกพรากจากอกแม่ แหล่งอาศัยกำลังถูกทำลาย รวมทั้งแววตาอันเศร้าหมอง

ถนนสองเส้นอยู่ไม่ไกลกัน มันอยู่ในประเทศ, ในเมืองเดียวกัน หรือแม้แต่อยู่ในหัวใจของคนเดียวกัน

อยู่ในป่า ผมเดินอยู่บนถนนเส้นหนึ่ง แต่เห็นถนนอีกเส้นชัดเจน

เนิ่นนานมาแล้วที่ในทุกผืนป่าบนโลก ป่าถูกแบ่งออกเป็นผืนเล็กผืนน้อยถนนถูกตัดผ่า เขื่อนถูกสร้าง พื้นที่เกษตรค่อยๆ รุกเข้ามา

สำหรับคนนี่อาจเรียกว่าการพัฒนา แต่สำหรับสัตว์ป่า มันคือการหายไปของบ้าน เมื่อบ้านหายไป

เสือซึ่งต้องเริ่มหาอาณาเขต บางตัวต้องเดินทางไกล เมื่อยังไม่แกร่งพอที่จะเบียดเจ้าของถิ่นเดิมออกไปได้ มันจึงคล้ายเป็น “เสือพเนจร” ต้องเสี่ยงเดินเข้าใกล้หมู่บ้าน และบางตัวก็หายไปจากป่านั้นตลอดกาล

ไม่ใช่เพราะมันอ่อนแอ หรือขาดทักษะในการดำรงชีวิต แต่เพราะโลกที่มันเกิดมาไม่ได้เหลือพื้นที่ให้มันเหมือนเดิม

นี่คือเรื่องเดียวกันที่กำลังเกิดขึ้นกับสัตว์อีกมากมาย โดยเฉพาะนกอพยพ นกหลายชนิดเดินทางข้ามทวีป บนท้องฟ้าคือเส้นทางที่พวกมันเคยใช้มานับพันปี ใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นสถานีพักระหว่างทาง แต่ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา พื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมากถูกถม ถูกเปลี่ยนเป็นเมือง เป็นโรงงาน หรือเป็นพื้นที่เกษตร

สถานีพักของนกจึงค่อยๆ หายไปทีละแห่ง สำหรับนกตัวเล็กๆ ที่บินข้ามโลก การหายไปของพื้นที่เพียงจุดเดียว อาจหมายถึงความเหนื่อยล้าที่ไม่มีที่หยุดพัก

กวางป่า : โดยสถานภาพกวางอยู่ในฐานะของความเป็นเหยื่อ แต่พวกมันก็เช่นเดียวกับสัตว์กินพืชตัวอื่นๆ คือ ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณพืช และมีร่างกายที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสม มีทักษะในการระวังภัยที่ดี และไม่ใช่เหยื่อที่ยอมจำนนต่อสัตว์ผู้ล่าง่ายๆ

ผมเชื่อว่า แม้ว่าโลกของธรรมชาตินั้นถูกออกแบบมาอย่างประณีต ซับซ้อน คนอาจไม่เข้าใจได้ทั้งหมด แต่หากยอมรับ เราจะเห็นความจริงนี้ ไม่ใช่ข้อมูลลึกลับอะไรแล้ว

มีคนศึกษาวิจัยมายาวนานว่าสัตว์แต่ละชนิดมีบทบาทของมัน แมลงตัวเล็กๆ มีผึ้งช่วยผสมเกสร นกช่วยควบคุมปริมาณแมลง ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ ผู้ล่าชั้นบนอย่างเสือควบคุมสมดุลของประชากรสัตว์กินพืช เหมือนฟันเฟืองจำนวนมากในเครื่องจักรที่ซับซ้อน

เมื่อฟันเฟืองหนึ่งหายไป เครื่องจักรอาจยังหมุนต่อได้ในช่วงแรก แต่วันหนึ่งความผิดปกติจะค่อยๆ ปรากฏขึ้น

ว่าตามจริง นอกจากความเข้าใจแล้ว ธรรมชาติไม่เคยเรียกร้องอะไรจากคน

ป่า, สัตว์ป่าไม่ได้ต้องการความชื่นชมอะไร พวกมันต้องการเพียงพื้นที่อยู่

รวมทั้งทำหน้าซึ่งได้รับมอบมาไปตามวิถี

อย่างที่เราพูดๆ กันนั่นแหละว่า “ป่าอยู่ได้โดยไม่มีคน แต่คนอยู่ไม่ได้หากไม่มีป่า”

เราใช้อากาศที่ป่าสร้างขึ้น ใช้น้ำที่ต้นไม้ช่วยกักเก็บ ใช้อาหารจากระบบนิเวศที่ซับซ้อน

แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่สามารถทำลายระบบทั้งหมดได้ ในเวลาไม่นาน

นี่อาจเป็นความย้อนแย้งที่ใหญ่ที่สุดของคน

เราฉลาดพอที่จะสร้างเมืองสร้างพาหนะเพื่อไปสำรวจดาวเคราะห์ดวงอื่น สร้างอะไรๆ สารพัด

แต่กลับไม่ฉลาดพอที่จะสร้างความเข้าใจเพื่อรักษาป่า รักษาสิ่งที่มีไว้

การทำลายแหล่งอาศัยสัตว์ป่า ทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ สัตว์ป่าถูกฆ่า ยังคงเกิดขึ้นเสมอ ถนนสองเส้นของโลกจึงยังคงขนานกันต่อไป

เส้นหนึ่งมีคนที่พยายามปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่

อีกเส้นหนึ่งยังคงเร่งรีบไปข้างหน้า โดยไม่หันกลับมามองว่ากำลังทิ้งอะไรไว้ข้างหลัง

ถ้าหันกลับไปมอง เราจะพบว่าป่า, นก หรือสัตว์ป่าที่เหลืออยู่ ยังพอมีที่ยืนในโลกหรือไม่

เมื่อมีการหายไปของสัตว์ชนิดหนึ่ง โลกทั้งของเราเองและของสัตว์ป่าจะค่อยๆ แคบลงโดยที่เราไม่ทันสังเกต

การปะทะเพื่อแย่งชิงพื้นที่ มีชีวิตสูญเสีย การเผชิญหน้าในโลกแคบๆ ที่ขาดความสมดุลแล้ว เกิดขึ้นตลอดเวลา

เมื่อรู้ตัวอีกครั้ง ถนนสองเส้นนั้นอาจไม่ได้เป็น “เส้นทางคู่ขนาน” อีกต่อไป แต่เหลือเพียงเส้นทางเดียว

เส้นทางที่พาเราเดินไปสู่โลกที่ ไร้ชีวิต…..



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’