คุยกับทูต | วิชยันติ เอทิริสิงเห ครบรอบ 78 ปีศรีลังกา ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย (จบ)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
เพื่อสนับสนุนความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของศรีลังกา นางเอทิริสิงเห อารัจจิลาเค ศรียานี วิชยันติ เอทิริสิงเห เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า สถานทูตศรีลังกาในประเทศไทยมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านแนวทางหลักคือ
“การดึงดูดการลงทุนและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศไทยนั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือระยะยาว สถานทูตทำงานอย่างใกล้ชิดกับธุรกิจ นักลงทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เพื่อแบ่งปันข้อมูลที่ชัดเจนและทันสมัยเกี่ยวกับโอกาสในศรีลังกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการท่องเที่ยว พลังงานหมุนเวียน เกษตรกรรม โลจิสติกส์ และการผลิต
โดยเรามองบทบาทของเราในฐานะสะพานเชื่อม ช่วยให้พันธมิตรชาวไทยเข้าใจไม่เพียงแต่นโยบายและสิ่งจูงใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนและศักยภาพที่อยู่เบื้องหลังด้วย
ในขณะเดียวกัน เราให้การสนับสนุนผู้ส่งออกและผู้ประกอบการชาวศรีลังกาอย่างแข็งขันโดยการเชื่อมโยงพวกเขากับคู่ค้าชาวไทย ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของศรีลังกา และกระตุ้นการแลกเปลี่ยนระหว่างธุรกิจ

สิ่งที่เราต้องการสื่อสารคือ ศรีลังกาเปิดกว้าง พร้อม และมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูอย่างยั่งยืน ด้วยความไว้วางใจ การเจรจา และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เราเชื่อว่าการค้าและการลงทุนสามารถมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูวิถีชีวิต สร้างงาน และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของศรีลังกา”
สถานทูตศรีลังกามุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการเร่งผลักดัน ความตกลงการค้าเสรี (SLTFTA) โดยร่วมมือกับ BOI ไทย จัดสัมมนาสร้างความตระหนักรู้ด้านการลงทุน (Investment Awareness) เน้นชูจุดเด่นด้านต้นทุนธุรกิจที่แข่งขันได้ สาขาเป้าหมาย เช่น การท่องเที่ยว ท่องเที่ยวเชิงพุทธ และการสร้างความร่วมมือทางการค้าเพื่อดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ



ส่วนการปรับตำแหน่งของศรีลังกาในตลาดโลก (Positioning Strategy) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น
“ดังที่ทราบ ศรีลังกากำลังปรับตำแหน่งตัวเองในตลาดการท่องเที่ยวโลกโดยมุ่งเน้นที่ความยั่งยืน คุณภาพ และการเติบโตบนพื้นฐานของชุมชน การท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาในลักษณะที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับชุมชนท้องถิ่น
ในปี 2026 โครงการริเริ่มที่สำคัญจะรวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ การกระจายแหล่งท่องเที่ยวให้หลากหลายมากขึ้นนอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว และการเสริมสร้างทักษะและมาตรฐานการบริการ ผ่านการสร้างแบรนด์ระดับโลกที่ตรงเป้าหมายและนโยบายการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ โดยตั้งเป้าที่จะสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่นซึ่งสนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว”
ศรีลังกากำลังปรับตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทาง “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและยั่งยืนระดับพรีเมียม” โดยเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง, การอนุรักษ์ธรรมชาติ, และการกระจายรายได้สู่ชุมชน แทนการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2026 คาดหวังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การรับรองมาตรฐานความยั่งยืนสำหรับโรงแรม และการเพิ่มประสบการณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชนที่แข็งแกร่ง

วิสัยทัศน์ในเวทีระหว่างประเทศ
(Sri Lanka’s International Vision)
“วิสัยทัศน์ของศรีลังกาในเวทีระหว่างประเทศ “มองไปข้างหน้า” คือประเทศที่มีความมั่นใจ ได้รับความไว้วางใจ และเชื่อมโยงกับโลกอย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงแต่ผ่านทางการค้าและการทูตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่านิยม วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วย
ดิฉันหวังว่า ศรีลังกาจะถูกมองว่าเป็นประเทศที่ได้เรียนรู้จากความท้าทาย ให้คุณค่ากับความร่วมมือมากกว่าการเผชิญหน้า และมีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อเสถียรภาพในภูมิภาคและการเจรจาระดับโลก
ในระหว่างดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย มรดกที่ดิฉันหวังจะสร้างคือการเชื่อมโยงอย่างแท้จริงนอกเหนือจากข้อตกลงและการประชุมอย่างเป็นทางการแล้ว คือต้องการเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างสองประเทศของเรา เพิ่มความเข้าใจระหว่างประชาชนของเรา และสร้างโอกาสที่จะมีผลกระทบที่แท้จริงและยั่งยืน
ไม่ว่าจะเป็นผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การศึกษา หรือการสนับสนุนชุมชนของเรา”


มรดกสำคัญที่มุ่งหวังจะสร้างไว้
เมื่อสิ้นสุดวาระการปฏิบัติหน้าที่
เอกอัครราชทูตศรีลังกา นางวิชยันติ เอทิริสิงเห ตอบว่า
“ในส่วนนี้ของดิฉันจะเป็นความร่วมมือทวิภาคีที่แน่นแฟ้น โดยศรีลังกาและไทยจะมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น มีความมั่นใจในการทำงานร่วมกันมากขึ้น และมีส่วนร่วมในความสำเร็จของกันและกันมากขึ้น ซึ่งจะเป็นมรดกที่มีความหมายที่สุดสำหรับดิฉัน”
ไทยและศรีลังกามีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ โดยครบรอบ 78 ปี
ในปีนี้ 2569 มีรากฐานทางวัฒนธรรมและศาสนาพุทธนิกายเถรวาทที่ลึกซึ้ง ส่งผลให้สองประเทศมีความร่วมมือที่แข็งแกร่ง ซึ่งเปรียบเสมือนหุ้นส่วนมิตรภาพที่ยั่งยืน อีกทั้งการเยือนระดับสูง และการเยือนระดับผู้นำระหว่างสองประเทศ มีส่วนเสริมสร้างความปรารถนาดี มีความร่วมมือที่เข้มแข็งหลายมิติ และยกระดับความสัมพันธ์ทางการเมืองและเปิดประตูสู่ความร่วมมือรูปแบบใหม่ๆ

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้มอบช้างไทยให้แก่รัฐบาลศรีลังกาเพื่อเป็นทูตสันถวไมตรี โดยศรีลังกาซาบซึ้งและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งช้างเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นโดยเฉพาะการอัญเชิญพระธาตุในพิธีสำคัญต่างๆ เป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ
อีกทั้งไทยยังเตรียมเปิดรับแรงงานจากศรีลังกา 10,000 คน โดยคณะรัฐมนตรีไฟเขียวโครงการนำร่อง MOU, แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง เกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสจ้างงานหลังแรงงานกัมพูชาลดลง โดยมีรายงานว่า ศรีลังกาพร้อมจัดส่งแรงงานจำนวนดังกล่าวและมีผู้ลงทะเบียนแสดงความจำนงแล้ว
สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของประชาชนทั้งสองประเทศ

