สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ความบ้าคลั่งของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐ ที่เปิดศึกถล่มอิหร่าน ทำให้ชาวโลกใช้ชีวิตยากขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้สหรัฐถล่มอิหร่านพังพินาศย่อยยับ แต่ใช่ว่าโลกจะกลับสู่ความสู่สงบในทันใด ไฟสงครามยังคงลุกโชน ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายจะยิ่งเพิ่มความน่าสะพรึงกลัว โดยเฉพาะคนอเมริกันอาจต้องเจอแรงแค้นของกลุ่มสนับสนุนอิหร่าน
คนอเมริกันยังจำภาพเหตุการณ์ 9/11 ที่กลุ่มก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดกลางมหานครนิวยอร์ก ภาพนี้อาจจะกลับมาหลอนซ้ำอีกก็เป็นไปได้ และที่แน่นอน วันนี้เพื่อนร่วมโลกต่างอยู่กันไม่เป็นสุข ทุกประเทศรวมทั้งไทยต้องวางแผนเข้มข้นเรื่องเศรษฐกิจพลังงาน ถ้าอิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จอย่างที่เป็นข่าว เรือบรรทุกน้ำมันผ่านไม่ได้จะเพิ่มวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักหนา
กลับมาว่ากันด้วยเรื่องอากาศร้อนๆ กันดีกว่า เป็นผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยแอริโซนา สเตต ที่ชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ยุค 1950 หรือ 70 กว่าปีที่ผ่านมานี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มความรุนแรง จำนวนวันที่อากาศร้อนจัดเพิ่มเป็นปีละ 2 เท่า
อากาศร้อนจัดเช่นนี้มีผลต่อชาวโลกนับล้านคน การดำเนินชีวิตประจำวันเปลี่ยนมีผลลบต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย เรียกง่ายๆ ชีวิตคนยุคนี้อยู่กันยากขึ้น
นักวิจัยสร้างแบบจำลองเพื่อประเมินว่า ในห้วงที่อากาศร้อนจัดๆ คนแต่ละวัยจะออกกำลังกายได้มากแค่ไหน และมีผลต่ออุณหภูมิภายในร่างกายอย่างไร
โมเดลจำลองนั้น นำสถิติการวัดอุณหภูมิและความชื้นรายชั่วโมงจากทั่วโลกตั้งแต่ปี 2493-2567 มาใช้ในการคำนวณชั่วโมงต่อปีที่อากาศร้อนมีผลต่อการใช้ชีวิตของคนในแต่ละวัย และจำนวนประชากรทั่วโลก
ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ความร้อนมีผลต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเฉลี่ย 91-121 วันต่อปี และในช่วงระหว่างวัน ความร้อนรุนแรงมีผลต่อการใช้ชีวิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี อากาศร้อนๆ มีผลน้อยมากแต่มีแนวโน้มส่งผลลบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น
โดยภาพรวมทั่วโลก ในห้วงปี 2493-2522 อากาศร้อนจัดมีผลต่อคนหนุ่มสาวเฉลี่ยปีละ 25 ชั่วโมง และเพิ่มเป็น 50 ชั่วโมงต่อปี ในระหว่างปี 2538-2567
ผู้สูงอายุซึ่งมีความสามารถในการปรับตัวกับอากาศร้อนๆ ลดลง จะรู้สึกว่าในช่วงเข้าสู่วัยสูงอายุ อากาศร้อนมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ราว 600 ชั่วโมงต่อปี และเพิ่มเป็น 900 ชั่วโมงเมื่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิต
ฝั่งทวีปอเมริกาเหนือทางด้านตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออก อเมริกาใต้ ภูมิภาคตะวันออกของทวีปแอฟริกา แถบทะเลทรายซาฮารา ยุโรป เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกและออสเตรเลียตอนใต้ เผชิญกับอากาศร้อนจัดรุนแรงเพิ่มขึ้น
ชาวอเมริกันสูงวัย ปัจจุบันเจอกับอากาศร้อนรุนแรงราว 270 ชั่วโมงต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 200 ชั่วโมงในปี 2493 หลายพื้นที่ในเขตใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐเจออากาศร้อนๆ ที่มีผลต่อการใช้ชีวิตรวมแล้วปีละหลายร้อยชั่วโมง
มาที่แถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้และเอเชียใต้ เผชิญกับอากาศร้อนรุนแรงมากที่สุด ในประเทศกาตาร์เป็นตัวอย่าง คนหนุ่มสาวที่นั่นผ่านประสบการณ์กับอากาศร้อนจัดๆ เฉลี่ยปีละ 382 ชั่วโมง
ตั้งแต่ปี 2543-2567 ชาวกาตาร์เจออากาศร้อนรุนแรงเฉลี่ย 866 ชั่วโมงต่อปีหรือเพิ่มขึ้น 484 ชั่วโมง ความร้อนส่งผลต่อผู้สูงวัย จาก 520 ชั่วโมงมาเป็น 2,820 ชั่วโมงต่อปี เท่ากับว่า ชาวกาตาร์สูงวัยเผชิญกับห้วงวิกฤตอากาศร้อนราว 1 ใน 3 ของปี
เมื่อปี 2567 ปีที่อากาศร้อนมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกสถิติเอาไว้ คนหนุ่มสาวมากขึ้น 43% และผู้สูงวัยทั่วโลก 80% เผชิญกับวิกฤตอากาศอย่างรุนแรงทั้งร้อนทั้งชื้น จนชีวิตอยู่ยากขึ้นทุกที
ในผลการศึกษาดังกล่าวยังระบุว่า ผู้สูงอายุชาวไทย กัมพูชา และบังกลาเทศเจอกับอากาศร้อนจัดๆ เฉลี่ย 1 ใน 3 หรืออาจเป็น 1 ใน 4 ต่อปี ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีก่อน คนสูงอายุชาวไทยผ่านประสบการณ์อากาศร้อนๆ แค่ 568 ชั่วโมงต่อปี ชาวกัมพูชา 686 ชั่วโมงต่อปี และบังกลาเทศ 390 ชั่วโมงต่อปี
หลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผชิญกับวิกฤตอากาศร้อนภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจถดถอย รายได้ต่ำ ชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากไม่มีเครื่องปรับอากาศ ฉะนั้น ยิ่งอายุมากชีวิตก็ยิ่งอยู่ลำบากมากขึ้น ไม่เหมือนกับผู้สูงอายุในประเทศพัฒนาแล้ว มีฐานะเพียงพอที่จะซื้ออุปกรณ์ช่วยทำให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นลง
ในการตรวจสอบความสามารถทางสังคมและสรีรวิทยาในการปรับตัวให้เข้ากับความร้อน โดยวัดอุณหภูมิที่แตกต่างกันใน METs (Metabolic Equivalent of Task) เป็นหน่วยที่เทียบเท่ากับการใช้พลังงานโดยเฉลี่ยของมนุษย์ขณะนั่งพัก
อุณหภูมิที่จัดการได้คืออุณหภูมิที่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 65 ปีสามารถทํากิจกรรมได้ถึง 3.3 METs เช่น กวาดพื้นหรือเดินด้วยความเร็วปานกลางเป็นเวลานานโดยไม่เครียดจากความร้อน หมายความว่า คนอายุต่ำกว่า 65 ปีสามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายหลักได้ในสภาวะคงที่
ในทางตรงกันข้าม การใช้ชีวิตยากขึ้นพบได้ในสถานที่อากาศร้อนในช่วงชั่วโมงที่กิจกรรมของมนุษย์ถูกจํากัดไว้ที่ 1.5 METs เป็นกิจกรรมประจำวัน เช่น การนอนหรือนั่ง
รองศาสตราจารย์เจนนิเฟอร์ วาโนส ผู้ร่วมงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า อากาศร้อนจัดเกินไปนั้นจะก่อภัยคุกคามสุขภาพผู้คน เช่น คนงานทำงานกลางแจ้ง หรือแม้กระทั่งผู้ที่ออกกำลังกายอาจสัมผัสอากาศร้อนจนเกิดภาวะอันตรายเช่นกัน
มาที่งานวิจัยอีกชิ้นจัดทำโดยอาจารย์สเตฟาน รัมห์สตอร์ฟ นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันพอตส์ดัมเพื่อการวิจัยผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ เยอรมนี ตั้งข้อสังเกตว่า สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับอดีต มาจากปัจจัยอะไรกันแน่ จากธรรมชาติหรือเป็นเพราะฝีมือมนุษย์
“รัมห์สตอร์ฟ” ชี้ว่า ภาวะโลกร้อนเร่งขึ้นจากอัตราคงที่น้อยกว่า 0.2°C ต่อทศวรรษระหว่างปี 2513 ถึง 2558 เป็นประมาณ 0.35°C ต่อทศวรรษในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตรานี้สูงกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นตั้งแต่เริ่มวัดอุณหภูมิของโลกอย่างเป็นระบบในปี 2423
หากอัตราภาวะโลกร้อนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมายังคงดําเนินต่อไป จะทะลุขีดจํากัด 1.5°C ของข้อตกลงปารีสที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกร่วมกันเห็นชอบว่า จะต้องควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2°C รัฐบาลไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศโลกให้ได้ 20-25% ภายในปี 2573
ทีมนักวิทยาศาสตร์ศึกษาชุดข้อมูลการวัดอุณหภูมิของโลก พบว่า ภาวะโลกร้อนมีอัตราเร่งสูงขึ้นระหว่างปี 2556-2557
มลพิษที่มนุษย์ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกทำให้อุณหภูมิร้อนขึ้น 1.4°C เทียบกับก่อนยุคอุตสาหกรรม น่าห่วงเมื่ออุณหภูมิทะลุข้าม 1.5°C ในปลายทศวรรษนี้
หากอุณหภูมิโลกร้อนเกิน 1.5°C อาจผลักวงจรโลกเข้าสู่วาระสุดท้ายเร็วขึ้น
ห้วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็น 3 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยืนยันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ยังคงบันทึกระดับก๊าซพิษในชั้นบรรยากาศที่ทําให้โลกร้อนขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่แหล่งเก็บคาร์บอนของโลก หรือ Carbon Sink ซึ่งเป็นระบบธรรมชาติเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ เช่น ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ อาจจะถึงจุดพังย่อยยับเพราะมนุษย์บุกรุกทำลาย
สุดท้ายแล้ว โลกจะร้อนสุดๆ หรืออุณหภูมิลดลงแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวนก๊าซพิษที่มนุษย์ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศนั่นแหละ

Reuters
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
