บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (23)
เวียดนามเหนือดำรงความมุ่งหมาย
หลังประสบความล้มเหลว ไม่สามารถเข้ายึดเมืองล่องแจ้งได้ตามเป้าหมายของ “CAMPAIGN 74 B” เมื่อต้นปี พ.ศ.2514 แต่เวียดนามเหนือก็ยังคงทิ้งกำลังบางส่วนไว้เพื่อรักษาอิทธิพลในพื้นที่ทุ่งไหหิน อันมีผลโดยตรงต่อเส้นทางโฮจิมินห์ ครั้นถึงปลายปีเมื่อฤดูแล้งกำลังจะมาถึง ฝ่ายเวียดนามเหนือก็เตรียมเปิดการรุกทางการทหารขนาดใหญ่อีกครั้งหนึ่งตาม “CAMPAIGN Z” โดยมีความมุ่งหมายเดียวกันเพื่อยึดครองทุ่งไหหินและศูนย์บัญชาการการรบของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลที่เมืองล่องแจ้งให้จงได้
ก่อนศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในหน้าแล้งปลายปี พ.ศ.2514 การวางกำลังของทหารเสือพรานซึ่งเข้ามารับผิดชอบเต็มที่ในพื้นที่การรบทุ่งไหหินใช้การวางฐานยิงสนับสนุนทหารปืนใหญ่กระจายเต็มพื้นที่เพื่อให้อำนาจการยิงครอบคลุมพื้นที่การรบแล้ววางกำลังกองพันทหารราบคุ้มกัน
ฐานยิงสนับสนุนทหารปืนใหญ่มีทั้งสิ้น 6 ฐานยิง วางตัวจากเหนือลงใต้ ดังนี้
ฐานยิงสนับสนุน “คิงคอง” ที่ตั้งภูเก็ง ประกอบด้วย ป. 105 ม.ม. จำนวน 3 กระบอก ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และเครื่องยิงลูกระเบิด 4.2 นิ้ว (105 ม.ม.) จำนวน 3 กระบอก กำลังทหารราบ พัน. ทสพ. 606 และ พัน. ทสพ. 608 วางกำลังคุ้มกัน
ฐานยิงสนับสนุน “แพนเทอร์” จัดตั้งขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2514 เพื่อเพิ่มเติมอำนาจการยิงให้กับพื้นที่ตอนบนและตะวันออก ที่ตั้งสนามบินบ้านทาง ประกอบด้วย ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และเครื่องยิงลูกระเบิด 4.2 (105 ม.ม.) จำนวน 3 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ. 610 (1 กองร้อย) วางกำลังคุ้มกัน
ฐานยิงสนับสนุน “มัสแตง” ที่ตั้งบ้านโตน ประกอบด้วย ป. 105 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก และ ค. 4.2 นิ้ว (105 ม.ม.) จำนวน 2 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ. 603 และ พัน. ทสพ. 607 วางกำลังคุ้มกัน
ฐานยิงสนับสนุน “ไลอ้อน” ที่ตั้งภูเทิง ประกอบด้วย ป. 105 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ. 609 และ พัน. ทสพ. 605 วางกำลังคุ้มกัน
ฐานยิงสนับสนุน “สติงเรย์” ที่ตั้งภูเซอ ประกอบด้วย ป. 155 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ทหารราบ พัน. ทสพ. 610 (2 กองร้อย) วางกำลังคุ้มกัน
ฐานยิงสนับสนุน “คอบร้า” ที่ตั้งภูหลวง ประกอบด้วย ป. 105 ม.ม. จำนวน 2 กระบอก ค. 4.2 นิ้ว (105 ม.ม.) จำนวน 3 กระบอก ทหารราบ พัน.ทสพ. 604 วางกำลังคุ้มกัน
รวมอาวุธยิงสนับสนุนซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จตามแผนการตั้งรับทั้งสิ้นประกอบด้วยอาวุธหลัก ป. 105 ม.ม. จำนวน 9 กระบอก เสริมด้วย ป. 155 ม.ม. จำนวน 10 กระบอก และ ค. 4.2 นิ้ว (105 ม.ม.) จำนวน 11 กระบอก เพิ่มเติมด้วยการโจมตีทางอากาศจากเครื่องบินรบชนิดต่างๆ รวมทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ B-52 ในภายหลัง
CAMPAIGN Z
เจมส์ อี. ปาร์เกอร์ จูเนียร์ [DO1] [บช2] บันทึกการเตรียมการรบแตกหักครั้งใหม่ตามแผน “CAMPAIGN Z” ในฤดูแล้งปลายปี พ.ศ.2514 ของกองทัพเวียดนามเหนือครั้งนี้ไว้ใน “BATTLE FOR SKYLINE RIDGE” ดังนี้
กันยายน 2514…
นายพลเหงียน ฮู อัน (Ngyuen Huu An) แห่งกองทัพเวียดนามเหนือ เข้าพบนายพลโว เหงียน เกี๊ยป (Vo Nguyen Giap) เพื่อรับนโยบายก่อนเข้าร่วมประชุมครั้งสำคัญที่กรุงฮานอย สหายเก่าทั้งสองได้สนทนากันสั้นๆ โดยนายพลเกี๊ยปบอกเหตุผลที่เชิญมาพบว่า กำลังของนายพลวังเปาได้เข้ายึดคืนทุ่งไหหินในลาวแล้วสร้างที่มั่นสู้รบไว้บนที่ราบแห่งนี้ เกี๊ยปจึงต้องการให้นายพลเหงียน ฮู อัน เดินทางไปยังกองบัญชาการสนามของกองทัพเวียดนามเหนือเพื่อสำรวจและจัดหน่วยเข้าปฏิบัติการ รวมทั้งจัดทำแผนการรบแล้วรายงานกลับมาให้ทราบ
การจัดกำลัง
นายพลเหงียน ฮู อัน ใช้เวลา 4 วันในการเดินทางถึงกองบัญชาการส่วนหน้า ขณะที่ผจญกับพิษไข้มาลาเรียและต้องใช้เวลาอีกถึง 2 วันกว่าจะฟื้นตัว แต่ในที่สุดเขาก็สรุปหน่วยกำลังรบที่จะต้องใช้ในยุทธการที่กำหนดชื่อว่า “CAMPAIGN Z” ครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น 7 กรมทหารราบ (21 กองพัน กองพันละ 600 นาย) ดังนี้
กองพล 312 ประกอบด้วย 4 กรมทหารราบ ได้แก่ กรม 141 กรม 165 กรม 209 กรมอิสระ 866 เพิ่มเติมกำลังด้วยกองร้อยลาดตระเวน 24 และกองพันขนส่งที่ 8 สมทบด้วยกองร้อยรถถังที่ 18 (รถถัง T-34 10 คัน รถถัง T-76 3 คัน และรถกู้ 1 คัน)
กองพล 316 ประกอบด้วย กรม 148 กรม 174 (กองพันที่ 1, 2, 3 และ 4) กรม 335 (กองพัน 1, 2 และ 3) หน่วยขึ้นสมทบ กองร้อยรถถังที่ 9 (รถถัง T-34 8 คัน รถสายพานลำเลียงพล K-63 4 คัน) 3 กองพันแซปเปอร์ เพิ่มเติมกำลังด้วย 6 กองร้อยแซปเปอร์อิสระ
หน่วยยิงสนับสนุน ประกอบด้วย 1 กองพันปืนใหญ่สนาม 130 ม.ม. 1 กองร้อยปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้ง 122 ม.ม. 1 กองร้อยเครื่องยิงระเบิด 120 ม.ม. (กองร้อยอาวุธหนัก 67 เปลี่ยนอาวุธจากเดิม เครื่องยิงระเบิด 82 ม.ม.) กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานอิสระ 226 กองพัน 117 (3 กองร้อยปืนกล 37 ม.ม. 1 กองร้อยปืนกล 23 ม.ม.) กองพัน 128 (2 กองร้อยปืนกล 37 ม.ม. และ 1 กองร้อยปืนกล 14.5 ม.ม.) กองพัน 125 (3 กองร้อยปืนกล 14.5 ม.ม.) กองพันอิสระ 242 (จากกรม 559)
และยังเพิ่มเติมกำลังสนับสนุนส่วนรวมด้วย ปืนกล 12.7 ม.ม. 54 กระบอก 3 กองพันทหารช่าง 9 กองพันทหารราบจากกองทัพขบวนการประเทศลาว กุลี (กรรมกรแบกหาม) 2,500 คน
รวมกำลังพลทั้งสิ้นประมาณ 27,000 คน
กองกำลังทั้งหมดอยู่ภายใต้การบัญชาการรวมของนายพลวู แลป (Vu Lap) ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนในสนามรบลาว ช่วงแรกของการปฏิบัติ นายพลลี ตรอง ตัน (Le Trong Tan) รองหัวหน้าเสนาธิการ หนึ่งในผู้บัญชาการระดับสูง จะทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ที่ฮานอยในนามของรัฐมนตรีกลาโหมและกรรมาธิการกลางการทหาร
ส่วนนายพลเหงียน ฮู อัน ผู้จัดทำแผนการรบนี้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บัญชาการสนามรบในนามของนายพลเกี๊ยปด้วย
อนึ่ง นายพลเหงียน ฮู อัน ผู้นี้ เมื่อครั้งเป็นพันโทได้ทำหน้าที่บัญชาการรบทหารเวียดมินห์ที่นาดรัง [DO3] [บช4] (BATTLE OF LA DRANG 14-19 พฤศจิกายน พ.ศ.2508) ต่อสู้กับกองพันที่ 1 กรมทหารม้าอากาศที่ 7 ซึ่งมี พ.ท.ฮาโรลด์ มัวร์ [DO5] [บช6] เป็นผู้บังคับกองพัน เป็นการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศครั้งแรกของทหารสหรัฐ และต่อมาได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ “WE ARE SOLDIERS” โดยเมล กิ๊บสัน อำนวยการสร้างและร่วมแสดงนำ
แผนการปฏิบัติ
แผนการปฏิบัติของนายพลเหงียน ฮู อัน กำหนดให้กรม 866 กรม 148 และกองพันแซปเปอร์ 27 แยกตัวจากหน่วยแม่ เคลื่อนที่แบบปิดลับล่วงหน้าเข้าไปยังพื้นที่ทุ่งไหหินก่อนการเปิดฉากเข้าตีเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยเข้าไปวางตัวในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแนวสกายไลน์เตรียมเข้าโจมตีเพื่อยึดเมืองซำทองและล่องแจ้ง
ในขั้นการเข้าตีจะใช้กำลัง 5 กรมเพื่อกวาดล้างพื้นที่ทุ่งไหหินและล่องแจ้ง โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน
ขั้นที่ 1 แบ่งเป็น “พื้นที่ตอนใต้” และ “พื้นที่ตอนเหนือ” ดังนี้
“พื้นที่ตอนใต้” เป็นด้านเข้าตีหลักโดยกองพล 312 ซึ่งประกอบด้วย กรม 165 กรม 209 และกรม 141 สนับสนุนด้วยกองร้อยรถถังที่ 18 ต่อที่หมายฐานยิงสนับสนุนไลอ้อนและมัสแตง โดยเริ่มด้วยการยิงข่มจากปืนใหญ่ 130 ม.ม.ล่วงหน้า 2 วันก่อนการเข้าตี พร้อมกับเตรียมการเข้าตีตามขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้
1. เคลื่อนย้ายกำลังทหารราบและหน่วยแซปเปอร์เข้าประชิดวงรอบป้องกันด้านนอก ทั้งของที่มั่นตั้งรับของทหารราบและฐานยิงสนับสนุน
2. เคลื่อนย้ายที่ตั้งยิงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานเข้าไปประชิดวงรอบป้องกันถึงชั้นลวดหนามของที่มั่นตั้งรับ การปิดล้อมเตรียมการก่อนเข้าตีในขั้นนี้จะใช้เวลา 4 วันเพี่อเจาะแนวตั้งรับของข้าศึกให้ได้ก่อนการเข้าตีแตกหักขั้นสุดท้าย โดยมีการสนับสนุนด้วยการยิงปืนใหญ่ เครื่องยิงระเบิด และรถถังอย่างรุนแรงหนาแน่น
ด้านเข้าตีหลักนี้ ที่หมายสำคัญคือฐานยิงสนับสนุนไลอ้อนและที่มั่นตั้งรับของทหารราบที่ให้การระวังป้องกันเป็นความรับผิดชอบของกรม 165 ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ.เหงียน ชวง คู่ศึกทหารไทยที่ “นรกบ้านนา” เมื่อต้นปี พ.ศ.2514
“พื้นที่ตอนเหนือ” เป็นทิศทางเข้าตีรอง โดยกองพล 316 ซึ่งมีกรม 174 และกองร้อยรถถังที่ 9 สนับสนุนด้วยการยิงจากปืนใหญ่ขนาด 122 ม.ม. เพื่อกวาดล้างกำลังทหารม้ง กรม GM-21 จากที่มั่นเคลื่อนที่ในพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นให้เข้าปิดล้อมฐานยิงสนับสนุนคิงคองและกำลังป้องกันบนยอดภูเก็ง รวมทั้งการจัดวางปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานให้ใกล้แนวลวดหนามป้องกันที่มั่น
การปฏิบัติทั้งสิ้นในขั้นที่ 1 นี้จะใช้เวลา 4 วัน เริ่มจากการเปิดฉากเข้าตีฐานยิงสนับสนุนคิงคองและที่มั่นใกล้เคียงของทหารไทย
ขั้นที่ 2 กรม 866 กรม 148 และกองพันแซปเปอร์ที่ 27 ซึ่งแทรกซึมเข้ามาวางตัวประชิดด้านเหนือของแนวสกายไลน์ก่อนการเข้าตี 1 สัปดาห์ เข้าร่วมกับกรม 165 และกรม 174 (หลังเสร็จภารกิจกวาดล้างกำลังทหารม้งในทุ่งไหหิน) เข้าตีแนวสกายไลน์แล้วรุกเข้าไปยังหุบเขาล่องแจ้ง (โดยมีกำลังกรม 141 เป็นกองหนุน ส่วนกรม 209 และกรม 335 ทำหน้าที่ขนส่งสิ่งอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการรบ) โดยมีสมมุติฐานว่า กำลังส่วนใหญ่ของนายพลวังเปาในทุ่งไหหินจะถูกทำลาย ดังนั้น กองบัญชาการในล่องแจ้งจะมีกำลังป้องกันเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย
กำลังพลทหารเวียดนามเหนือทุกนายต้องนำกระสุนและอาหารติดตัวไปเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
