| การศึกษา
ใกล้ได้เห็นหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาล เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีความชัดเจนมากขึ้น โดยในส่วนของกระทรวงด้านการศึกษา ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถูกจัดให้เป็นโควต้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ค่อนข้างแน่นอน
หลังหมุนเก้าอี้ โผล่าสุด เพื่อไทย ส่งนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนแคนดิเดตนายกฯ อย่างอาจารย์เชน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ อว.
เช็กเสียงคนแวดวงการศึกษา เห็นชื่อ ว่าที่รัฐมนตรี ศธ. และอว.
นายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ส่วนตัวไม่เคยได้ยินชื่อนายจุลพันธ์ในแวดวงการศึกษามาก่อน ดังนั้น คงไม่สามารถไปวิจารณ์ได้ว่ามีความเหมาะสมเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า ผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. มีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้าง ศธ. ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย
2. มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษา ซึ่งดูได้จากการแสดงความคิดเห็นเรื่องการศึกษา ในเวทีสาธารณะต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการลดภาระครู คืนครูให้ห้องเรียน เป็นต้น
3. มีความรู้หรือเคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ ที่ดูแลการจัดการศึกษาทั้งระบบหรือไม่
4. มีความรู้เกี่ยวกับปัญหาหนี้สินครู
และ 5. มุมมองและความเข้าใจในเรื่องการกระจายอำนาจ ศธ.
“หากแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีความรู้ความเข้าใจ หรือเคยแสดงความคิดเห็นในเรื่องการศึกษาทั้ง 4-5 ข้อเหล่านี้ก็ถือว่ามีความเหมาะสม แม้ไม่ได้เป็นครูหรือนักบริหารการศึกษาโดยตรง แต่ถ้าได้คนที่มีประสบการณ์ด้านการศึกษาบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เลือกจากโควต้า 100% และทางพรรคการเมืองเองก็สามารถเดินหน้าทำงานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาข้อมูล หรือตั้งที่ปรึกษาขึ้นมาจำนวนมากเช่นที่ผ่านมา”
“แต่หากให้ผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการศึกษาเลย มาบริหาร ศธ. จะส่งผลเสียทำให้กระบวนการต่างๆ เดินช้า เชื่อว่าในพรรค พท. นอกจากนายยศชนัน ซึ่งมีความรู้ด้านการศึกษา และถูกวางตัวให้ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการ อว.แล้ว จะยังมีคนที่มีความรู้เรื่องการศึกษาอีกหลายคน อยากให้พิจารณาให้เหมาะสม” นายณรินทร์กล่าว

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมา พท.เคยผลักดันนโยบายต่างๆ เช่น นโยบายการจัดระเบียบสังคม, นโยบายการปราบปรามยาเสพติด แม้จะมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ทำให้ปัญหายาเสพติดซาลงไปได้ หรือล่าสุด ที่รัฐบาลสมัยที่ผ่านมามีนโยบายที่สำคัญคือ Thai Zero Dropout ที่ตามเด็กกลับมาเรียนได้ 1 ล้านคน และ 1 ทุน 1 อำเภอ
ในแง่การศึกษาและสังคม ถือว่า พท.ดำเนินนโยบายได้ดีระดับหนึ่ง เมื่อได้รับโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลและรับผิดชอบเรื่องสังคม การศึกษา คุณภาพชีวิตอีกครั้ง มองว่าจะเป็นการยกเครื่องที่ตอบโจทย์อนาคตได้ ทั้งนี้ อยากให้ พท.เตรียมบุคลากรมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ มุ่งมั่น ทำงานรับผิดชอบให้ตอบโจทย์และสามารถแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน สวัสดิการ คุณภาพชีวิตประชาชนให้ได้ ทั้งนี้มี 10 เรื่องที่ฝากให้ พท.ผลักดัน มีดังนี้
1. อย่ามุ่งทำนโยบายขัดตาทัพ หรือทำไปวันๆ ควรนำ Research and Development (R&D) หรือการวิจัยและพัฒนา เข้ามาพัฒนาประเทศ ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนันเป็นคนรุ่นใหม่ เก่งเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ที่รู้เรื่องการศึกษาดีพอสมควร โดยเฉพาะอุดมศึกษา หากเป็นรัฐมนตรีว่าการ อว. เชื่อว่าจะสามารถวางรากฐานที่สำคัญในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการศึกษาได้
2. สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า อยากให้ พท.ทำตามนโยบายที่เคยให้ไว้ คือขยายเงินเด็กเล็กจากเดิม 600 บาท เป็น 1,200 บาทต่อเดือน ให้กับเด็ก 0-6 ปีทุกคนภายใน 4 ปี และมีนโยบายเงินฝากตั้งตัว 3,000 บาทต่อปีจนถึงอายุ 15 ปี และเรียนฟรี 15 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง
3. ปราบปรามยาเสพติด โดยถือเป็นวาระของรัฐบาล และทำงานร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
4. จัดระเบียบสังคมใหม่ให้ปลอดภัย เด็กได้เล่นและเรียนใกล้บ้าน
5. แก้ไขปัญหาครอบครัวแหว่งกลาง ที่มีอัตราเพิ่มขึ้นเกือบ 40%, การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
6. เปิดพื้นที่เรื่อง “สิทธิเด็ก” การมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในเวทีสภาเด็กและเยาวชน, สภานักเรียนให้เพิ่มเติมมากขึ้น
7. เตรียมออกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่, พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง การเข้าถึงสื่อดิจิทัล ที่ปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มจำกัดการเข้าถึงสื่อของเด็ก, ปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ และหลักสูตรอาชีวะใหม่ ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
8. เพิ่มอาหารเช้าในเด็กยากจน ขัดสน
9. ผลักดันให้เด็กเหล่านี้ได้รับนมโรงเรียน 2 มื้อได้หรือไม่?
และ 10. สานต่อโครงการ Thai Zero Dropout, ผลักดันการศึกษาที่ยืดหยุ่น และทุน ODOS
“ถือเป็นโอกาสของ พท.ที่จะฟื้นความศรัทธา มองว่าถ้าขับเคลื่อนอย่างเต็มที่และทำให้ดี จะมีผลงานที่โดดเด่นและยกระดับประเทศได้ ทั้งนี้ อยากเตือน เมื่อ พท.ได้ดูแลกระทรวงที่เกี่ยวกับสังคมและการศึกษา ถ้าจะดำเนินการไปได้ด้วยดี จะต้องบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเห็นเป้าหมายร่วมกัน ไม่ใช่แค่มาบริหารจัดการ 4-5 กระทรวงเท่านั้น แต่เข้ามายกเครื่องประเทศไทยด้วยระบบการศึกษา”
“ส่วนว่าที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.นั้น มองว่า ต้องเข้ามาทำงานในลักษณะเชิงรุก ถ้าได้นโยบายดีๆ และได้รัฐมนตรีรุ่นใหม่ มีรัฐบาลที่สามารถทำงานไปด้วยกันได้ จะทำให้ประเทศกลับมามีอนาคต และมีความหวังมากขึ้น” ศ.สมพงษ์กล่าว
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
