สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
โลกวันนี้เข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ มีแต่ความยุ่งเหยิงอลหม่าน
คนที่ทำให้โลกป่วนมีอยู่แค่ 2 คน นั่นคือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา และนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล
ทั้งสองใช้กฎหมู่ขยี้อิหร่านอย่างไม่ยั้งมือ
ฐานที่มั่นแหล่งเก็บอาวุธในอิหร่านพังพินาศกว่า 5,000 แห่ง
อิหร่านเองก็ยืนหยัดสู้ไม่ถอย
ยิงตอบโต้จรวดขีปนาวุธถล่มใส่ฝ่ายพันธมิตรของสหรัฐ
9 ประเทศในตะวันออกกลาง และเมืองต่างๆ ในอิสราเอล ตายนับพันเจ็บเป็นหมื่น
ไฟสงครามลุกโชนเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้วไม่เห็นวี่แววว่าจะสิ้นสุดตรงไหน
สันติภาพดูเลือนราง ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้กันถ้วนหน้า
บ้านเราเจอเต็มๆ ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด ชาวบ้านต่างแห่เติมตุน
โรงงานอุตสาหกรรมเคมีที่ใช้วัตถุดิบจากน้ำมัน ก๊าซ พากันทยอยหยุดเดินเครื่อง
สินค้าประเภทปุ๋ย แป้งสาลีต้องนำเข้าจากฝั่งยุโรปราคาพุ่งกระฉูดและขาดแคลน
ทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้จะคุมให้ทรงๆ หรือร่วงทรุดอยู่ที่ฝีมือรัฐบาลชุดใหม่ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ
อีกปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตานั่นคือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” จะอุบัติขึ้นในช่วงกลางปีนี้ยาวไปถึงปีหน้าหรือไม่
ถ้าเกิดขึ้นตามคำทำนายของผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก แล้วจะรับมือเพื่อบรรเทาผลกระทบให้น้อยที่สุดได้อย่างไร
“เอลนีโญ” เป็นส่วนหนึ่งของวงจรสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติ
มักจะเกิดขึ้นทุก 2-3 ปี
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเอลนีโญอยู่ที่อุณหภูมิของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกใกล้เส้นศูนย์สูตร ถ้าอุณหภูมิบริเวณนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อยๆ 0.5 องศาเซลเซียส เป็นเวลาต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 3 เดือน
เบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียแล้วทำนายว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” มาแน่นอน
ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมซึ่งเป็นฤดูร้อนของประเทศในซีกโลกเหนือ แต่ยกระดับเข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือไม่นั้นยังไม่มีข้อสรุป
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า ซึ่งเป็นองค์การมหาชนของบ้านเรา ได้ออกมายืนยันว่ากลางปีนี้จะมีปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยอ้างผลวิเคราะห์การพยากรณ์ของสำนักอุตุนิยมวิทยา 12 สำนักทั่วโลก พยากรณ์ว่า อุณหภูมิของประเทศไทยจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ขณะที่ปริมาณน้ำฝนหลายพื้นที่มีแนวโน้มต่ำกว่าหรือใกล้เคียงค่าเฉลี่ยปกติ
องค์การมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือโนอา (NOAA) ระบุว่า ปรากฏการณ์ลานีญาซึ่งเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนเย็นลง ลากยาวมาถึงต้นปีนี้กำลังเข้าสู่ภาวะความเป็นกลาง
และอาจยกระดับขึ้นเป็นเอลนีโญช่วงเดือนมิถุนายน
กล่าวเฉพาะ “เอลนีโญ” เมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น สภาพภูมิอากาศในบางพื้นที่จะผันแปรจากปกติ
พื้นที่ใดเคยมีฝนตกชุกๆ ก็จะแห้งแล้ง ส่วนบางพื้นที่ที่แห้งแล้งกลับมีฝนตกหนัก
ยกตัวอย่าง เอลนีโญทำให้พื้นที่ในอินโดนีเซียแล้ง อากาศร้อนจัด ทั้งที่โดยปกติแล้ว ในช่วงเวลานั้นอินโดนีเซียจะมีฝนตกชุก
แต่อีกซีกโลกฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ปกติแห้งแล้งกลับมีฝนตกชุก
เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปี 2540-2541 รุนแรงมากจนเรียกได้ว่าเป็นซูเปอร์เอลนีโญ เพราะอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วทั้งตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก
เพิ่มขึ้น 2-5 องศาเซลเซียส หรือค่าเฉลี่ยสูงเกินกว่า 28 °C ซึ่งสูงกว่าค่าปกติ
ความร้อนสะสมในน้ำทะเลกลายเป็นมวลพลังงานมหาศาลที่มีผลต่อสภาพภูมิอากาศโลก อุณหภูมิผิวโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ย หลายภูมิภาคได้รับผลกระทบ เช่นต้นปี 2540 ตอนเหนือและตะวันออกของออสเตรเลียมีฝนตกน้อยมาก จนทำให้เกิดความแห้งแล้ง พอมาถึงปลายเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลียสูงกว่าค่าปกติ เกิดปัญหาไฟป่าเผาผลาญลามทั่วรัฐวิกทอเรีย และนิวเซาท์เวลส์นานหลายสัปดาห์
ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2540 อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย รวมถึงไทย พม่า ลาว เขมร และเวียดนามเกิดภาวะแล้งสุดขีด
ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาตะวันตกฝนตกน้อยกว่าปกติ ฝั่งทางสหรัฐอเมริกาตะวันออก เกิดความแห้งแล้งระหว่างเดือนเมษายน-ตุลาคม เมื่อเข้าหน้าหนาวก็หนาวน้อยลง
ส่วนคาบสมุทรอินเดีย ครอบคลุมอินเดีย บังกลาเทศ เนปาล ศรีลังกา เกิดฝนตกชุกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงสิ้นปี 2540 ทวีปแอฟริกาตะวันออก ฝนตกหนักเช่นกันทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในเคนยา ยูกันดา รวันดา และตอนเหนือของแทนซาเนีย


ปรากฏการณ์เอลนีโญปี 2540 ยังทำให้การก่อตัวของพายุโซนร้อนฝั่งตะวันออกมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ เพิ่มขึ้นจาก 16 ลูกเป็น 17 ลูก ยกระดับเป็นพายุเฮอร์ริเคนที่มีขนาดรุนแรงมาก 7 ลูก จากปกติ 5 ลูก สร้างความเสียหายให้กับทวีปอเมริกาเหนือ
ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ในปี 2540 เกิดพายุหมุนเขตร้อน มีรูปแบบและลักษณะผิดปกติมาก อย่างเช่น พายุไต้ฝุ่น 2 ลูกเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะญี่ปุ่นเร็วกว่าปกติในเดือนมิถุนายน และพายุไต้ฝุ่นลินดาเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนและภาคใต้ของไทยตอนต้นเดือนพฤศจิกายน สร้างความเสียหายให้กับเวียดนามอย่างหนัก
กรณีตัวอย่างพายุชี้ให้เห็นว่า มีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์เอลนีโญในอดีต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ถ้าเกิดซูเปอร์เอลนีโญในช่วงกลางปีนี้จะมีความรุนแรงมากกว่าในอดีต เนื่องจากปริมาณก๊าซพิษสะสมในชั้นบรรยากาศโลกมีปริมาณเข้มข้นมากขึ้น และระบบภูมิอากาศโลกไม่สามารถระบายความร้อนที่ถูกปล่อยออกมาซูเปอร์เอลนีโญแต่ละครั้งได้ทัน
ซูเปอร์เอลนีโญยังทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและคายความร้อนออกมามากกว่าปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ คือปี 2540-2541, ปี 2558-2559, ปี 2566-2567
อุณหภูมิเมื่อปี 2566 สำนักบริการด้านสภาพแวดล้อมของสหภาพยุโรประบุว่า เป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนที่มนุษย์จะนำเชื้อเพลิงจากซากฟอสซิลมาเผาผลาญสร้างพลังงานราว 1.48 °C ถือว่าปี 2566 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกเป็นสถิติเอาไว้
สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษได้วิเคราะห์ข้อมูลอุณหภูมิโลกตั้งแต่เกือบทุกๆ วันของเดือนกรกฎาคมปี 2566 ทำสถิติใหม่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565
ปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2566-2567 แม้อยู่ในขั้นธรรมดาไม่ได้ยกระดับเป็นซูเปอร์ แต่การเปลี่ยนผ่านจากปรากฏการณ์เอลนีโญกลับไปสู่ความเป็นกลางเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าปกติ ขณะที่ปรากฏการณ์ลานีญา ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วอยู่ในภาวะอ่อนกำลัง ด้วยเหตุนี้อุณหภูมิในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นและความร้อนสะสมนานขึ้น จนมีแนวโน้มเป็นซูเปอร์เอลนีโญอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนทำนายเอาไว้
ประเทศไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยแล้งที่เป็นผลพวงมาจาก “ซูเปอร์เอลนีโญ”
ฤดูฝนที่ทิ้งช่วงยาวและรุนแรง ชาวนาชาวไร่จะต้องเตรียมรับมือกับภาวะเช่นนี้ให้ได้
จะหาทางกักเก็บน้ำไว้ล่วงหน้าได้อย่างไร โดยไม่ต้องรอน้ำจากเขื่อนเพราะภัยแล้งทำให้น้ำในเขื่อนมีปริมาณลดลง
คิดวิธีใหม่ๆ รดน้ำให้พืชไร่ได้อย่างประหยัด หรือมองหาลู่ทางปลูกพืชที่ทนแล้งทนร้อน
สงครามในตะวันออกกลางยังไม่จบกระทบกับคนไทยถ้วนหน้า
ถ้ามาเจอ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ภัยแล้งลามทั้งประเทศ เท่ากับวิกฤตซ้อนวิกฤต
มองไปข้างหน้า ภาวะโดยรวมของประเทศไทยค่อนข้างหนักหนาสาหัสจริงๆ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
