bg-single

เชลยศึกสงครามลาว (24) ความห่วงใยจากสหาย

15.04.2026

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (24)

ความห่วงใยจากสหาย

ปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2514 เมื่อจัดทำแผนการรบขั้นต้นทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นลง นายพลเหงียน ฮู อัน ก็เดินทางกลับฮานอยเพื่อบรรยายสรุปต่อนายพลเกี๊ยปและฝ่ายเสนาธิการ การประชุมจัดขึ้นที่ห้องประชุมเล็กของคณะกรรมาธิการทหารกลางซึ่งอยู่ชั้นบนของ “ลานมังกร” (Dragon Courtyard) ที่ประชุมให้ความเห็นชอบกับแผนการรบโดยมีการอภิปรายไม่มากนัก ตอนท้ายการประชุมนายพลเกี๊ยปกล่าวว่า “สหายต้องมั่นใจในชัยชนะเมื่อเปิดฉากเข้าตี ขณะที่จะรุกเข้าล่องแจ้ง ก่อนจะเริ่มเข้าตี ต้องสร้างถนนสำหรับการส่งกำลังและส่งกำลังบำรุงเป็นลำดับแรก”

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีมติระงับแผนในส่วนที่จะส่งกำลังกรม 866 กรม 148 และกองพันแซปเปอร์แทรกซึมเข้าพื้นที่ล่วงหน้า ขณะที่มีความเชื่อมั่นว่า กำลังของนายพลวังเปาในทุ่งไหหินจะถูกกวาดล้างหมดสิ้นจึงจะไม่มีการต่อต้านที่ล่องแจ้ง นายพลเหงียน ฮู อัน ไม่โต้แย้งในประเด็นนี้ และยังคงเชื่อมั่นว่าแผนการรบนี้จะได้ผล

นอกที่ประชุมที่ฮานอย นายพลเหงียน ฮู อัน ถูกวิจารณ์ลับหลังว่า มองโลกในแง่ดีเกินไป และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในพื้นที่ ในการสนทนาหลังเลิกประชุมที่โถงทางเดิน สหายจากกองพล 312 บอกเหงียน ฮู อัน ว่า “อย่าประมาท… สหายรัก เราไม่เพียงแค่จะเข้าตีกำลังของวังเปา แต่รวมถึงอเมริกันและหุ่นเชิดเวียดนามใต้”

แผนการรบ บก.ผสม 333 : “ตั้งรับแบบคล่องตัว”

แนวความคิดในการเตรียมรับศึกครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง มาจากประสบการณ์การรบที่ผ่านมาของฝ่ายเราและข้อเสนอแนะของนายพลวังเปา คือการยืนหยัดตั้งรับอย่างเหนียวแน่นในฐานที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง เพื่อให้ข้าศึกต้องอยู่รวมกำลังในพื้นที่โล่งระหว่างการเข้าตี กลายเป็นเป้าหมายเปิดที่อ่อนแอต่อการถูกโจมตีทั้งด้วยปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศของฝ่ายเราซึ่งได้เปรียบเหนือกว่า แม้ด้านหนึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อกองกำลังในฐานที่มั่นที่ต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดี

แผนตั้งรับลักษณะนี้สอดคล้องกับหลักนิยมทางยุทธวิธีที่เรียกว่า “การตั้งรับแบบคล่องตัว” หรือ Mobile Defense

นอกจากนั้น การสู้รบที่ยืดเยื้อจะส่งผลดีต่อฝ่ายเรา เนื่องจากฝ่ายเวียดนามเหนือมีจุดอ่อนที่ไม่สามารถทำการรบได้ยาวนานนัก เนื่องจากปัญหาเส้นทางการส่งกำลังบำรุงที่ยากลำบากและยาวไกล โดยเฉพาะการใช้กำลังขนาดใหญ่ซึ่งต้องการการส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติมจำนวนมหาศาล รวมทั้งยุทธวิธีหลักการยิงข่มด้วยอาวุธหนักอย่างรุนแรงเพื่อทำลายที่หมายทำให้เกิดความสิ้นเปลืองกระสุนเป็นอย่างมาก และจะนำไปสู่ความขาดแคลนในที่สุดหากการรบยืดเยื้อ จนต้องยกเลิกแผนการเข้าตีและถอนกำลังกลับพร้อมด้วยความสูญเสียอย่างหนักในหลายครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะความล้มเหลวในการปฏิบัติตามแผนยุทธการ CAMPAIGN 74 B ของกองทัพเวียดนามเหนือเมื่อต้นปี พ.ศ.2514 อันเป็นผลจากการตั้งรับอย่างเหนียวแน่นของทหารไทยที่บ้านนาและแนวรบหน้าสกายไลน์ที่ฝ่ายเวียดนามเหนือคาดไม่ถึง ซึ่งสร้างปัญหาการส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติมในการสู้รบที่ยืดเยื้อจนนำไปสู่ความล้มเหลวของฝ่ายเวียดนามเหนือในที่สุด

นายพลวังเปาเป็นผู้เสนอแนวความคิดนี้ในการเตรียมรับการรุกครั้งใหม่ของข้าศึกในฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงในปลายปีนี้ ซึ่ง “เทพ” รวมทั้งที่ปรึกษาซีไอเอเห็นด้วย จากนั้นก็เสนอความคิดนี้ต่อไปยังวอชิงตันเพื่อเตรียมการรบในขั้นต่อไปซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบเช่นเดียวกัน และพร้อมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการเสริมสร้างความแข็งแรงของที่มั่นตั้งรับ รวมทั้งจะให้ความสำคัญสูงสุดในการระดมการโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินรบกองทัพอากาศทั้งจากฐานบินเวียดนามใต้และประเทศไทยอย่างเต็มที่ ทหารช่างสหรัฐ และแอร์อเมริกาสนับสนุนสิ่งอุปกรณ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับที่มั่นของทหารไทยในทุ่งไหหินอย่างเต็มที่

กลยุทธ์สามประสาน

สําหรับกำลังรบในพื้นที่ บก.ผสม 333 ได้วางแผนการดำเนินกลยุทธ์ในภาพรวมโดยกำหนดให้ ทหารม้ง ทำหน้าที่แนวหน้าสุดเป็นฉากกำบังด้วยการรบแบบกองโจรตามความถนัดเพื่อรบกวนและแจ้งเตือนการเข้ามาของข้าศึกโดยหลีกเลี่ยงการรบแตกหัก ทหารเสือพราน ทำหน้าที่ป้องกันแตกหักต่อฐานยิงสนับสนุนทหารปืนใหญ่ ทหารปืนใหญ่ ใช้ขีดความสามารถยิงทำลายที่หมายอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยมีกำลังทางอากาศทั้งของท้องถิ่นและกองทัพอากาศสหรัฐสนับสนุน

ทหารม้ง : รบแบบกองโจร

กองกำลังท้องถิ่นของนายพลวังเปาระดมกันออกลาดตระเวนอย่างเต็มที่ในทุ่งไหหิน ทั้งทำหน้าที่แจ้งเตือน ทั้งทำการรบก่อกวนแบบกองโจร รวมทั้งการสร้างฐานตั้งรับแบบเคลื่อนที่ (Mobile Defense Position) โดยไม่รบแตกหัก เพื่อเสริมการรบแตกหักต่อกำลังทหารไทยที่ทำการตั้งรับแบบยึดพื้นที่ในพื้นที่ลึกเข้ามา

นายพลวังเปากำหนดให้หน่วยทหารม้ง กรม GM-22 รับผิดชอบพื้นที่ชายขอบด้านใต้ของทุ่งไหหิน กรม GM-23 รับผิดชอบพื้นที่ระหว่างฐานยิงคิงคองกับแพนเทอร์ และที่สำคัญสูงสุดคือ กรม GM-21 รับผิดชอบมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทุ่งไหหินเพื่อแจ้งเตือนการเข้ามาของกองกำลังเวียดนามเหนือ

หน่วยทหารม้งเหล่านี้จะไม่มีการสร้างฐานที่มั่นถาวรแบบทหารไทย เพราะภารกิจที่ได้รับมอบไม่มีการรบแตกหักเพื่อยึดรักษาพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถใช้ความได้เปรียบในการรบแบบสงครามกองโจรอันเป็นคุณลักษณะเด่นของชาวม้งอย่างเต็มความสามารถ

กำลังทหารม้งที่ใช้เป็นหน่วยแจ้งเตือนและรบเคลื่อนที่แบบกองโจรเหล่านี้มีจำนวนประมาณ 1,800 นาย แต่ในระหว่างกลางเดือนธันวาคม พ.ศ.2514 ที่จะมีการรบแตกหักนั้น จำนวนทหารประมาณครึ่งหนึ่งเดินทางกลับบ้านเพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่ตามประเพณีของชาวม้ง

ทหารเสือพราน : ปักหลักคุ้มครองฐานยิงสนับสนุน

ในส่วนกำลังทหารราบเสือพรานของไทยรวมทั้งสิ้นประมาณ 4,000 นายในพื้นที่การรบทุ่งไหหินขณะนั้น จะใช้กำลังประมาณ 2,000 นาย เพื่อป้องกันฐานยิงมัสแตงบนสันสกายไลน์ และฐานยิงไลอ้อนซึ่งอยู่ทางตะวันตกของภูเทิง และใช้กำลังอีกประมาณ 1,000 นาย ป้องกันฐานยิงคิงคองซึ่งอยู่ด้านเหนือของภูเทิง

ส่วนกำลังที่เหลืออีกประมาณ 1,000 นาย แบ่งป้องกันฐานยิงแพนเทอร์ สติงเรย์ และคอบร้า

ลำดับความเร่งด่วนในการยิงสนับสนุน

แผนการยิงสนับสนุนส่วนรวมของปืนใหญ่ กำหนดลำดับความเร่งด่วน ดังนี้

ลำดับความเร่งด่วนแรก คือพื้นที่ด้านตะวันออกของพื้นที่การรบ กำหนดให้อำนาจการยิงหลักมาจากฐานยิงสนับสนุนมัสแตงและไลอ้อนเพื่อป้องกันเส้นทางเข้าจากด้านทิศใต้ของทุ่งไหหิน โดยวางกำลังกองพันทหารเสือพราน บีซี 609 ซึ่งถือว่ามีความเข้มแข็งที่สุดไว้ในตำแหน่งหน้าสุดของพื้นที่การรบบริเวณนี้ที่ภูเก็ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสู้รบที่รุนแรงที่สุด

ลำดับความเร่งด่วนที่สอง คือพื้นที่ทางตอนเหนือของพื้นที่การรบ กำหนดให้อำนาจการยิงหลักมาจากฐานยิงสนับสนุนคิงคองเพื่อระวังป้องกันเส้นทางเข้าจากทางด้านทิศเหนือ

ขณะที่กำหนดให้ฐานยิงสนับสนุนแพนเทอร์ คอบร้า และสติงเรย์ ทำหน้าที่ยิงสนับสนุนแนวป้องกันที่สองเพื่อป้องกันทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ เป็นการเพิ่มความลึกให้กับการตั้งรับ

น่าสังเกตว่า การกำหนดความสำคัญของพื้นที่การรบของทั้ง 2 ฝ่าย คือ บก.ผสม 333 กับฝ่ายเวียดนามเหนือ ต่างกำหนดให้ภูเทิงเป็นที่หมายหลัก และภูเก็งเป็นที่หมายรอง เช่นเดียวกัน

ก่อนพายุร้าย

ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2514 พื้นที่ทางด้านเหนือของทุ่งไหหินตลอดระยะทางบนถนนหมายเลข 4 ระหว่างบ้านบาน (Ban Ban) กับแก่งไก่ (Khang Khay) จนถึงเชียงขวางวิลล์ (Xieng Khoungville) จนจรดด้านตะวันออกล้วนคลาคล่ำไปด้วยทหารเวียดนามเหนือและขบวนลำเลียงสิ่งอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการรุกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

เวลาเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ซีไอเอประจำ บก. ที่อุดรธานีผู้ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบล่องแจ้งในตำแหน่ง CASE OFFICER คือ เจมส์ อี. ปาร์เกอร์ จูเนียร์ ได้เดินทางมายังพื้นที่ทุ่งไหหิน เจมส์ยืนอยู่บนหลังคาบังเกอร์ฐานยิงสนับสนุน “คิงคอง” ของทหารไทยซึ่งอยู่เหนือสุดของพื้นที่ทุ่งไหหินที่ภูเก็ง ขณะที่ทั่วทุกที่มั่น ทหารเสือพราน 4,000 นายกำลังมุ่งมั่นสร้างแนวคูรบ รวมทั้งบังเกอร์ฐานที่มั่นเตรียมรับข้าศึกที่กำลังเคลื่อนเข้ามา เจมส์ทอดสายตาสำรวจไปทั่วพื้นที่ซึ่งกำลังมีการดัดแปลงที่มั่นตั้งรับอย่างประณีต มีการถากถางพื้นที่รอบฐานออกไปเพื่อเปิดพื้นที่การตรวจการณ์และการยิงสอดคล้องกับฉากการยิงป้องกันตัวเองด้วยอาวุธหนักจากบังเกอร์ที่รายล้อมพื้นที่โดยรอบ 360 องศา มีการจัดทำที่มั่นตรวจการณ์เป็นระยะๆ และวางแนวลวดหนามป้องกันตั้งแต่ 4 ถึง 8 ชั้นโดยรอบที่มั่นตั้งรับ

ผู้บังคับฐาน ร.อ.พิชัย ฉินนะโสต (ยศสุดท้ายพลเอก) อดีตหัวหน้านักเรียนนายร้อย จปร. ทหารปืนใหญ่จากหน่วยรบพิเศษซึ่งมีไม่มากนัก พูดภาษาอังกฤษได้ดีเลิศ บอกกับเขาว่า ทหารไทยพร้อมแล้วสำหรับการมาถึงของทหารเวียดนามเหนือพร้อมยิ้มอย่างมั่นใจในชัยชนะ และเชื่อมั่นว่าจะยืนหยัดรักษาที่มั่นไว้ได้อย่างแน่นอน ระหว่างยืนสังเกตการณ์อยู่บนยอดสูงสุดของบังเกอร์ ซีไอเอผู้มาเยือนมีความรู้สึกคล้ายว่าความเคลื่อนไหวทุกขณะของเขาตกอยู่ในสายตาของข้าศึกที่คงแอบซ่อนตัวอยู่ตรงไหนสักแห่งในพงหญ้าสูงท่วมศีรษะรอบๆ พื้นที่รกทึบบนขุนเขารอบทุ่งไหหิน แม้ทุกอย่างจะดูสงบนิ่ง แต่เขาก็มีความรู้สึกว่า “มันเป็นความสงบเงียบก่อนการโหมกระหน่ำของพายุร้าย”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | บทบาท รัฐบาล ภูมิใจไทย การปกป้อง “กล่องดวงใจ”
“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’