Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ในขณะแนวรบแรกวัดกันที่เทคโนโลยีเป็นหลัก แนวรบสองที่ Illumina ซัดกับ Roche ด้วยชั้นเชิงธุรกิจและจิตศรัทธาของทีมทำงาน
ช่วงต้นปี 2010 ถึงกลางปี 2011 มูลค่าหุ้นของ Illumina เพิ่มสูงขึ้นมาต่อเนื่องตามผลประกอบการจากราว $30 ต่อหุ้นขึ้นไปทะลุ $70 ต่อหุ้นในเวลาแค่ปีครึ่ง
แต่แล้วพอเข้าไตรมาสที่สามของปี 2011 หุ้นก็ร่วงเอาๆ จนลงมาอยู่ที่ราว $27 ตอนสิ้นปีนั้น
ปัจจัยหลายอย่างส่งผลต่อการดิ่งเหวของหุ้น Illumina ในช่วงเวลานั้นทั้งการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นจากฝั่ง Life Technologies ที่กล่าวไป
ยอดขายฝั่งเครื่อง HiSeq 2000 สินค้าตัวหลักที่ไม่ออกมาเปรี้ยงปร้างอย่างที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้ อาจจะเป็นเพราะตลาดฝั่งศูนย์จีโนมใหญ่เริ่มอิ่มตัว หรือไม่ก็เป็นผลจากนโยบายรัดเข็มขัดการใช้จ่ายภาครัฐ (Budget Control Act 2011) ที่ทำให้ลูกค้าหลักอย่างแล็บวิจัยภาครัฐหรือตามมหาวิทยาลัยที่ปกติแล้วขาดแคลนเงินทุนวิจัยจากรัฐบาลที่จะเอามาซื้อ DNA sequencer จนพาหุ้นร่วงกันทั้งวงการ
25 มกราคม 2012 Roche คู่แข่งตัวฉกาจที่รอจังหวะอยู่ก็ประกาศจะกว้านซื้อหุ้นของ Illumina ในราคาหุ้นละ $44.50 สูงกว่าราคาปิดเมื่อเดือนก่อนถึงกว่า 60% มูลค่ารวมอยู่ที่ 5.7 พันล้านดอลลาร์แพงที่สุดตั้งแต่ Roche ไปซื้อ Genentech บริษัทไบโอเทคในตำนานในราคา 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อสามปีก่อน
“นี่คือราคาเต็มที่และยุติธรรมแล้วสำหรับ Illumina” Severin Schwan ผู้บริหารสูงสุดของ Roche แถลง

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
ฝั่ง Illumina รีบออกแถลงการณ์ประณาม Roche ในวันรุ่งขึ้น Jay T. Flatley ผู้บริหาร Illumina เรียกมันว่าการฉกฉวยโอกาสที่น่ารังเกียจในช่วงเวลาที่หุ้นร่วงชั่วครั้งคราว และกดมูลค่าของ Illumina ต่ำเกินศักยภาพที่แท้จริงไปมาก
นักวิเคราะห์หลายสำนักมองความพยายามฮุบสตาร์ตอัพไบโอเทคโดยบริษัทยาขนาดใหญ่ด้วยความกังวล
หลายครั้ง เหตุการณ์แบบนี้ตามมาด้วยการเปลี่ยนทีมบริหารเดิม เทคโนโลยีโดนดอง นักวิจัยรุ่นบุกเบิกย้ายออก ฯลฯ เพราะบริษัทยาพวกนี้ใหญ่เกินไปที่จะมาโฟกัสดูแลกิจการที่ซื้อมา ไม่ก็สนใจแต่ผลกำไรระยะสั้นมากว่าวิสัยทัศน์เปลี่ยนโลกแบบสตาร์ตอัพ
บ้างก็ว่าที่ 454 ไม่ค่อยโตใต้ร่ม Roche ก็เพราะโดนปัญหานี้ ส่วน Flatley เองก็มีประสบการณ์เคยขายสตาร์ตอัพไบโอเทคตัวเองให้บริษัทยาเอาไปดองไว้จนเสียของเช่นกัน
Illumina งัดมาตรการที่เรียกว่า “poison pill” หรือยาพิษสยบพวกขี้ฮุบ โดยตามกลยุทธ์ป้องกันตัวนี้หากมีความพยายามซื้อหุ้นบริษัทไปเกิน 15% โดยไม่ผ่านบอร์ดบริหาร ทาง Illumina มีสิทธิ์เปิดขายหุ้นจำนวนมากให้ผู้ถือหุ้นเดิมในราคาพิเศษต่ำว่าตลาดจนทำให้มูลค่าบริษัทที่ผู้พยายามฮุบพุ่งสูงไปเกินจะซื้อได้

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
เพื่อเลี่ยงยาพิษนี้ Roche ฉวยโอกาสที่บอร์ดบริหาร 4 คนจาก 9 คนของ Illumina (รวมทั้ง Flatley ผู้เป็น CEO) จะหมดวาระกลางปีนี้ ยื่นเสนอรายชื่อบอร์ดชุดใหม่ที่เป็นฝั่งตัวเองเข้าไป นอกจากนี้ยังเสนอให้เพิ่มจำนวนบอร์ดจาก 9 คนเป็น 11 คน
ดังนั้น ถ้าได้อีก 2 คนที่เติมเข้าไปด้วย Roche ก็จะกุมอำนาจโดยสมบูรณ์
“รายชื่อกรรมการที่เราเสนอประกอบด้วยผู้บริหารที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและมีชื่อเสียง ซึ่งเราเชื่อว่าหากได้รับการเลือกตั้ง จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นของ Illumina เราเชื่อว่ากรรมการที่เสนอชื่อจะพิจารณามูลค่าของข้อเสนอจาก Roche อย่างรอบคอบ และรับรองว่า Illumina จะดำเนินการเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น” Schwan ประกาศกร้าว
“เรายังคงต้องการที่จะเจรจาอย่างสร้างสรรค์กับ Illumina เพื่อร่วมกันพัฒนาแผนกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นของ Illumina และธุรกิจที่รวมกันของเรา แม้ว่าเราจะพยายามหลายครั้งแล้ว แต่ Illumina ก็ไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมในการเจรจาอย่างจริงจังเกี่ยวกับการทำธุรกรรม
Roche ยังได้อัพราคาซื้อหุ้นขึ้นไปอีกที่ $51 ต่อหุ้น มูลค่ารวม 6.1 พันล้านดอลลาร์

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
18 เมษายน 2012 การประชุมประจำปีของ Illumina คือศึกชี้ชะตาครั้งสำคัญ
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงินและการลงทุนชั้นนำอย่าง Capital Research Global Investors, Baillie Gifford & Co, Sands Capital Management, LLC, Morgan Stanley Investment Management, ฯลฯ จะต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเอาบอร์ดบริหารชุดเดิมที่ยืนกรานจะปกป้องที่สร้าง Illumina ด้วยกันมา
หรือว่าจะเอาทีมใหม่ที่ Roche หวังว่าจะเป็นสะพานเชื่อมสำหรับการเข้าซื้อกิจการ
ถ้ามองจากมุมผลตอบแทนการลงทุนล้วนๆ ข้อเสนอของ Roche ก็ถือว่าไม่แย่ ได้ขายหุ้นทำกำไรในราคาสูงเกินตลาด ได้ไปอยู่ใต้ปีกบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่มั่นคงพิสูจน์ตัวเองผ่านกาลเวลามาแล้วกว่าศตวรรษ
แต่ถ้ามองจากมูลค่าแท้จริง อนาคตของตลาดการถอดรหัสพันธุกรรม และจากฝีมือของทีมบริหารรุ่นบุกเบิก Illumina น่าจะไปได้ไกลกว่านี้มาก มูลค่าต่อหุ้นสูงกว่านี้อีกมาก
สุดท้ายผู้ถือหุ้นใหญ่โหวตเลือกอย่างหลัง ทีมบริหารเดิมที่นำโดย Flatley ชนะถล่มทลาย Roche ยอมถอยทัพปล่อยข้อเสนอหมดอายุตามระเบียบ
“เรายังคงนับถือในทีมงานของ Illumina แต่ราคาเกินกว่า $51 ต่อหุ้นเราให้ไม่ได้จริงๆ” Schwan ยอมรับ

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
หลังจากนั้นหุ้น Illumina ก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเรื่อยจนกลับไปทะลุ $70 ต่อหุ้นอีกครั้งกลางปี 2013 ครบรอบหนึ่งปีพอดีกับเหตุการณ์หุ้นตกครั้งใหญ่
ฝั่ง Roche ความกระตือรือร้นที่จะฮุบกิจการ Illumina นอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณให้ตลาดเห็นอีกว่า DNA sequencer ตัวเก่งที่ชื่อ 454 ในมือเริ่มจะถึงทางตัน
เมษายน 2013 หนึ่งปีหลังเสร็จศึกกับ Illumina กิจการ 454 เริ่มถูกลดขนาด เลย์ออฟคนงาน จน Roche ประกาศยุบแผนกนี้ทิ้งทั้งหมดในอีกครึ่งปีหลังจากนั้น
ในช่วงเวลาเดียวกันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในฝั่ง Life Technologies เช่นกัน
Thermo Fisher Scientific เป็นยักษ์ใหญ่เก่าแก่ในตลาดอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เก่าแก่ว่า Beckman เก่าแก่กว่า Perkin Elmer ที่เราเคยอ่านเรื่องราวกันไปเมื่อหลายตอนก่อนโน้นเสียอีก
สินค้าในมือมีสากกะเบือยันเรือรบในวงการวิทยาศาสตร์ของแท้ กล้องจุลทรรศน์ กระดาษลิตมัส ปิเปต โมเดลกายวิภาค ไปจนถึงเคมีภัณฑ์ในห้องแล็บสารพัดอย่างรวมทั้งงานชีวโมเลกุลด้วย
ต้นปี 2013 มูลค่าบริษัทอยู่ที่เกือบสามหมื่นล้านดอลลาร์ใหญ่กว่า Life Technologies เกือบเท่า และสูสีกับแผนกตรวจวินิจฉัยของ Roche ทั้งแผนก
เมษายน 2013 Thermo Fisher เข้าซื้อกิจการ Life Technologies ด้วยมูลค่า 1.36 หมื่นล้านดอลลาร์ กลายเป็นปลายักษ์ตัวใหม่ในวงการถอดรหัสพันธุกรรม มีทั้ง Sanger, SOLiD, Ion Torrent ฯลฯ สารพัดอาวุธที่ตกทอดมาจากปลาใหญ่กินปลาเล็กครั้งไม่ถ้วนในวงการ
ส่วน Illumina ยังต้องรับศึกด้านที่เหลือที่เราจะมาดูกันต่อคราวหน้า
