คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
บทความนี้ไม่ใช่การฟอกขาวให้กับการซื้อเสียง และไม่ได้ล้างผิดให้กับข้อครหาเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส อันส่อให้เห็นว่าน่าจะมีการทุจริตครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2569
แต่จุดมุ่งหมายของบทความนี้คือการอธิบายและทำความเข้าใจเรื่องการซื้อเสียงว่ามีลักษณะที่ซับซ้อน (complicated) และมีเหตุมีผล (rational) กว่าที่คนทั่วไปเข้าใจและมักถูกตีความไปในทางลบแต่เพียงด้านเดียว
ซึ่งทำให้ขาดความเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในไทย
โดยเฉพาะพื้นที่ชนบท อันมีโลกทัศน์และวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากผู้คนในสังคมเมือง
กระทั่งทำให้เกิด “วาทกรรมการซื้อเสียง” ในแบบที่เป็นการเหยียดชาวบ้านและแบ่งแยกประชาชนในเมืองกับชนบทออกจากการกัน
บังเกิดอคติเรื่อง “โง่ จน เจ็บ” ที่มองชาวบ้านว่าขาดจิตสำนึกและเจตจำนงทางการเมือง สามารถซื้อได้ด้วยเงินไม่กี่บาท
ซึ่งท้ายที่สุดวาทกรรมนี้ไม่เพียงแต่เหยียดชาวบ้านว่าโง่ ส่วนชาวเมืองฉลาดเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ทัศนคติต่อต้านประชาธิปไตยไปจนถึงรังเกียจการเลือกตั้ง
ดังที่เคยได้เห็นมาแล้วในช่วงของการเมืองสีเสื้อ ตั้งแต่ยุคของกลุ่มคนเสื้อเหลืองหรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ไปจนถึงยุคของคนเสื้อหลากสีหรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
คําว่า การซื้อเสียงหรือ Vote Buying ในสังคมไทยนั้นได้รับการบอกเล่าและจดจำในลักษณะที่เป็นการแลกเปลี่ยนคะแนนเสียงกับเงินตราแบบ “ซื้อมาขายไป”
โดยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรับเงินเพื่อแลกกับคะแนนเสียงของตนตามราคาที่นักการเมืองเสนอให้โดยผ่านหัวคะแนน
เมื่อนักการเมืองที่ซื้อเสียงได้รับการเลือกตั้งและเข้าไปถือครองอำนาจรัฐได้แล้ว พวกเขาก็จะเข้าไป “ถอนทุนคืน” ด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นผ่านสารพัดวิธี ซึ่งเป็นการโกงงบประมาณของแผ่นดินแล้วกอบโกยเข้าสู่กระเป๋าตัวเอง
ดังนั้น ผู้ที่ขายเสียงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลไกฉ้อฉลนี้ไปด้วย อันเป็นการบ่อนทำลายประเทศชาติไม่ให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มที่
ลักษณะของพฤติกรรมการซื้อสิทธิ์ขายเสียงดังกล่าวสามารถอธิบายการเลือกตั้งในช่วงปี พ.ศ.2500 – 2540 ได้เป็นอย่างดี
คือตั้งแต่สมัยของ “สามจอมพล” (สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส) จนมาถึงยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
และในช่วงปลายของยุคนี้เองที่ได้เกิดทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่แยกลักษณะ โลกทัศน์ และพฤติกรรมทางการเมืองของคนต่างจังหวัดกับคนกรุงเทพฯ ออกจากกัน
ตามวลีที่ว่า “คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล”
เหตุผลที่คำอธิบายเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในฐานะที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อประชาธิปไตยสามารถอธิบายการเมืองไทยในช่วงนั้นได้ดี ก็เนื่องจากการเลือกตั้งใหญ่ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้
การเมืองระดับชาติยังอยู่ห่างไกลจากผู้คนในชนบท ไม่ว่าใครจะได้เป็นนายกฯ หรือพรรคใดได้เป็นรัฐบาลก็ไม่มีผลต่อชีวิตของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด
การเลือกตั้งจึงไม่มีความหมายกับชีวิตชาวบ้านอย่างจริงจัง ส่วนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยสมัยนั้นก็ถูกกำกับโดยพลังของ “รัฐราชการ” แบบที่เฟรด ดับเบิลยู ริกส์ (Fred W. Riggs) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันเรียกว่า “Bureaucratic Polity”
ดังนั้น ชาวบ้านจึงมองไม่เห็นความสำคัญของการออกเสียงเลือกตั้งในระดับชาติมากนัก และคิดว่าการต้องสละเวลาทำมาหากินเพื่อเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นการเสียเวลา
ด้วยเหตุนี้แทนที่จะนอนหลับทับสิทธิ์หรือไม่ก็ไปโหวตโนในคูหา พวกเขาจึงรับเงินจากหัวคะแนนในฐานะที่เป็นสินน้ำใจและค่ารถค่าเสียเวลา แล้วออกไปเลือกคนที่พวกเขาเองก็รู้จักมักคุ้นอยู่แล้ว ซึ่งพอจะช่วยเหลือพวกเขาได้บ้างในยามจำเป็น

การที่ชาวบ้านคิดว่าเลือกใครก็เหมือนกัน ฉะนั้น เลือกคนที่มีน้ำใจก็ยังดีกว่า ทำให้เกิดการใช้เงินหว่านลงมาสู่พื้นที่ในช่วงฤดูเลือกตั้ง กระทั่งดำเนินไปสู่วงจรการทุจริตคอร์รัปชั่นดังที่ได้กล่าวมาในตอนต้น
คำอธิบายเรื่องการซื้อเสียงแบบเดิมจึงสามารถอธิบายการเมืองไทยในช่วง พ.ศ.2500-2540 ได้
ทว่าเมื่อมีการปฏิรูปการเมืองหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ อันนำมาสู่การเกิดรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 หรือ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยครั้งใหญ่หลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นการเกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่สองพรรคแข่งขันกันคือพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์
เกิดการแข่งขันกันเสนอนโยบาย และนโยบายที่หาเสียงนั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีผลต่อชีวิตของชาวบ้านจริงๆ เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน บ้านเอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทร โอทอป โอดอส เป็นต้น
ภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยที่เปลี่ยนไปขนานใหญ่นี้ได้ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตระหนักว่าคะแนนเสียงของตนมีความสำคัญ
ดังนั้น เงินเพียงไม่กี่ร้อยจึงซื้อพวกเขาไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้เงินจึงมีผลต่อการเลือกตั้งน้อยลง แม้จะยังคงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งอยู่ก็ตาม หากแต่เป็นปัจจัยรอง มิได้เป็นปัจจัยหลักอีกต่อไป
ลักษณะของการซื้อเสียงในช่วงนี้อธิบายได้ว่า แม้นักการเมืองยังคงหยิบยื่นเงินทองให้กับประชาชนผ่านหัวคะแนนอยู่ก็ตาม แต่กลับไม่ได้การันตีว่าจะได้รับชัยชนะหรือไม่
โดยมีผลวิจัยจำนวนมากที่ชี้ว่าชาวบ้านรับเงินจากผู้สมัครหลายเบอร์ แล้วตัดสินใจเลือกคนและพรรคที่พวกเขาชื่นชอบ ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติของตัวนักการเมือง นิสัยใจคอ ผลงานที่ผ่านมา พรรคที่สังกัด แนวนโยบายที่นำเสนอ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีสิทธิ์ออกเสียงกับผู้สมัคร หรือไม่ก็ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกับหัวคะแนน เป็นต้น
เพราะฉะนั้นการซื้อเสียงจึงไม่ได้เป็นการยื่นหมูยื่นแมว ไม่ได้เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินกับเสียงโหวตแบบซื้อมาขายไปในตลาด
หากแต่มีความหมายอย่างอื่น
นอกจากรัฐธรรมนูญ 2540 จะส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในการเมืองไทยอย่างใหญ่หลวงแล้ว
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายสิบปีก็ยังทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยเปลี่ยนไปขนานใหญ่ด้วย
สิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดก็คือการเกิดขึ้นของชนชั้นใหม่
ทำให้ประชาชนแต่ละกลุ่มมีความหลากหลายและสลับซับซ้อนกว่าในอดีตมาก
เกิดชนชั้นกลางที่สามารถแยกย่อยไปเป็นชนชั้นกลางใหม่หรือชนชั้นกลางระดับล่าง ชนชั้นกลางระดับกลาง และชนชั้นกลางเก่าหรือชนชั้นกลางระดับบน
ซึ่งมีผลต่อคำอธิบายเรื่องการซื้อเสียงด้วยเช่นกันว่าประชาชนรับเงินจากหัวคะแนนมาในความหมายว่าอะไรกันแน่
ซึ่งในงานวิจัยเรื่อง “ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” ของ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย และคณะ เมื่อปี พ.ศ.2556 ได้พบว่า ชาวบ้านไม่ได้มองเงินที่หัวคะแนนจ่ายในแง่ลบ และไม่ได้คิดว่าเป็นการแลกคะแนนเสียงกับเงินแบบการซื้อขายในตลาด หากแต่เป็นสินน้ำใจที่ควรได้รับอยู่แล้วเมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง
อันสะท้อนให้เห็นในเชิงสัญลักษณ์ว่าพวกเขายังคงมีความสำคัญ ได้รับการยอมรับ และเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายเดียวกันกับหัวคะแนนและผู้สมัครซึ่งเป็นคนในพื้นที่เดียวกันนั่นเอง
ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ตระหนักในสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของตน
อีกทั้งยังมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะเลือกหรือไม่ ผ่านอำนาจต่อรองจากการร้องขอให้แก้ปัญหาหรือผลักดันสิ่งที่ต้องการ
ตลอดจนมีการประเมินผลงานผ่านข้อมูลข่าวสารและสายสัมพันธ์ที่มองเห็นกันในระยะยาวด้วย
