bg-single

สงครามและจริยธรรม ในประวัติศาสตร์สหรัฐ

21.03.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ  อาภรณ์สุวรรณ

การทำสงครามต่อประเทศอื่นของสหรัฐไม่เคยที่จะไม่ล้ำเส้นของจริยธรรมและศีลธรรม นั่นคือการทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ไม่ใช่เป้าหมายของการสู้รบ และไม่ใช่ด้วยเหตุบังเอิญ หากแต่มาจากคำสั่งเบื้องบนที่ให้ทำลายถึงชีวิตหรือกำจัดให้สิ้นซาก ทั้งทหารเจ้าหน้าที่และบรรดาโครงสร้างของรัฐบาลทางการทหาร และยุทธปัจจัยที่เป็นเป้าหมายอันชอบธรรมของการทำสงคราม

นับแต่การทำสงครามจักรวรรดินิยมครั้งแรกกับสเปน ในกรณีคิวบาที่ต่อไปถึงฟิลิปปินส์ในปลายศตวรรษที่ 19 สหรัฐได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในอำนาจจักรวรรดินิยมเทียมเท่าจักรวรรดิเก่าๆ ก่อนหน้านี้ และหนึ่งในบทบาทของการเป็นมหาอำนาจจักรวรรดิคือ ความสามารถในการทำลายล้างและสร้างความหายนะให้แก่คู่ต่อสู้ได้อย่างไร้ความเมตตา

ชัยชนะของสงครามไม่ว่าด้วยวิธีการอะไรทั้งถูกและผิดทางศีลธรรมมักได้รับการจดจำในด้านบวก ความเลวร้ายของมันถูกบดบังด้วยคำสรรเสริญในความยิ่งใหญ่และอานุภาพของรัฐ

ดังคำแถลงคำโตของประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐมนตรีสงครามของเขาทุกวันต่อการทำลายล้างอิหร่านอย่างมโหฬาร

คำโปรดของทรัมป์ขณะนี้คือ “การทำลายล้างให้สิ้นซาก” (obliterated) ส่วนคำว่าการสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์เป็นคำที่เขาเกลียดที่สุด เป็นข่าวลวง


เพียงวันแรกของการถล่มบุกทำลายล้างอิหร่านก็สามารถปลิดชีพผู้นำสูงสุดทางศาสนา ผู้นำทหาร และรัฐบาลนับครึ่งร้อย ด้วยการยิงระเบิดขีปนาวุธนับร้อยเข้าใส่ห้องทำงาน

ขณะที่ผู้คนกำลังตื่นเต้นกับข่าวใหญ่นี้ ไม่นาน ต่อมาก็ปรากฏอีกข่าวที่เล็กกว่า แต่ข้อความและเนื้อหาตรงกันข้ามเลย มันคือการยิงระเบิดใส่ที่ทำการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ที่ขึ้นชื่อในความโหดเหี้ยมในการปราบปรามประชาชนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล

แต่ผลที่ไม่คาดคิดคือ มีโรงเรียนเด็กหญิงอยู่ในบริเวณนั้นด้วย เป็นที่ตั้งแห่งหนึ่งของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านที่ได้โยกย้ายออกไปแล้วก่อนที่จะดัดแปลงมาเป็นโรงเรียนเด็กหญิง

รายงานข่าวบอกว่า เด็กนักเรียนหญิงเสียชีวิตไปทั้งหมดกว่า 150 คนในการทำลายล้างครั้งเดียว ทางการสหรัฐอ้างว่าซีไอเอให้ข้อมูลที่ผิดไป

เท่านั้นเอง เรื่องหนึ่งที่ขาดหายไปจากเวทีข่าวและวิเคราะห์ข่าวทั้งหลายคือ มิติทางศีลธรรมก็ปรากฏออกมาทุกสื่อมวลชนที่พากันซักถามประธานาธิบดีทรัมป์ว่าเหตุการณ์นั้นท่านรู้ไหม

แน่นอน คำตอบของทรัมป์ก็เหมือนทุกเรื่องที่เขาตกเป็นจำเลย คือการปฏิเสธทันควันแล้วรีบโยนเผือกร้อนให้อิหร่านไป บอกว่า ระเบิดโทมาฮอว์กอิหร่านก็เคยซื้อไปจากอเมริกา

วันหนึ่งผมเห็นภาพข่าวที่มีคนนำมาถ่ายทอดตามเฟซบุ๊กและไลน์ เป็นภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่งในห้องทำงานรูปไข่ ห้อมล้อมไปด้วยสาธุคุณและนักเทศน์ชายหญิงจำนวนมาก ที่ส่งพลังจิตผ่านทางมือไปยังทรัมป์ซึ่งนั่งนิ่งเหมือนถูกมนตร์

แรกเห็นผมนึกว่าเป็นภาพล้อที่มีคนทำขึ้นมาด้วยปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

แต่วันต่อมาเฟซบุ๊กของคุณวีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ให้คำวิจารณ์ว่า “นึกว่าเป็นมีมล้อเลียนที่ใช้เอไอเจนเนอเหรต ตกลงเป็นภาพจริงอะค่ะ ทรัมป์กำลังรับพลังจากผู้นำทางศาสนาจากทั่วประเทศ นอกจากฟอกขาวตัวเองจากอาชญากรรมเลวทรามลามกที่หลุดออกมาจากเอ็ปสตีนไฟล์ นี่ยังเป็นการพยายามทำให้การถล่มอิหร่านกลายเป็นครูเสดเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย น่าสยองและน่าสะอิดสะเอียนแท้”

ผมจึงแน่ใจว่าภาพนี้เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในทำเนียบขาว

“สงครามศักดิ์สิทธิ์” ถูกต้อง สงครามในอดีต แม้โหดร้ายทารุณแค่ไหน แต่ทุกคนทั้งที่ไปรบหรืออยู่แนวหลังก็จินตนาการว่ามันเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ ทุกอย่างกระทำ ไม่ว่าดีเลวชั่วร้ายปานใดก็ไม่ผิดเพราะมันเป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์

ถามว่า อเมริกาเคยทำสงครามศักดิ์สิทธิ์แบบนี้บ้างไหม

ตอบอย่างผิวเผินก็น่าจะไม่เคย

สงครามศักดิ์สิทธิ์อย่างครูเสดที่เกิดในศตวรรษที่ 11-13 สหรัฐก็ยังไม่เกิดเป็นประเทศ จึงไม่มีประวัติศาสตร์การสู้รบทางศาสนาเหมือนประเทศรุ่นพี่ในยุโรป

แม้การปฏิวัติอเมริกาที่นำไปสู่การสร้างสาธารณรัฐเอกราชแห่งแรกในโลกของคนอเมริกันก็ไม่ถูกทำให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะอุดมการณ์การปฏิวัติอเมริกาเป็นปรัชญาโลกธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ มาจากปรัชญาแสงสว่าง (ทางปัญญา) ของยุโรปที่วิพากษ์คติความเชื่อศาสนาคริสเตียนอย่างหนัก เช่น ทฤษฎีสัญญาประชาคมของจอห์น ล็อก ในเรื่องสิทธิทางธรรมชาติ อเมริกันไม่จำเป็นต้องอาศัยพระเจ้าในการปฏิวัติจากอังกฤษ

สงครามครั้งที่สองของคนอเมริกันได้แก่สงครามกลางเมือง เป็นการสู้รบด้วยกำลังระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ โดยทั่วไปเชื่อว่า ผู้นำและกองทหารภาคเหนือทำการสู้รบด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ของความเป็นเสรีชนและพิทักษ์เสรีภาพของปัจเจกบุคคล หรือตอบอย่างสั้นๆ ว่า คือพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั่นเอง

แต่ถ้าถามว่าแล้วผู้นำและกองทหารและประชาชนภาคใต้ซึ่งอยู่ภายใต้ระบอบทาสนั้น พวกเขาต่อสู้เพื่ออะไร

เป็นคำถามที่พวกเรานักศึกษาปริญญาเอกในประวัติศาสตร์อเมริกาเคยใช้ถามกันในห้องสัมมนา พบว่าส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าคนใต้สู้เพื่ออะไร หากไม่ใช่เพื่อรัฐธรรมนูญและเสรีภาพ ก็ในเมื่อปฏิเสธเสรีภาพแก่พวกทาสผิวดำแล้วจะเหลือปรัชญาเสรีภาพอะไรให้รักษาอีกเล่า

หลายปีต่อมา ผมถึงค้นพบและเข้าใจคำตอบข้างบนนี้ ผู้นำและคนภาคใต้เก่าสู้เพื่อพระเจ้าและคำสอนอันเป็นนิรันดร์ของศาสนจักร

เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อมนุษย์และตัวเขาเองในฐานะที่เป็นคนใต้หรือนายทาส

ใช่แล้ว พวกเขานำเอาคำสอนและศรัทธาในคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ที่กลายเป็นนิกายอีแวนเจลิคอลออกมาใช้

จนต่อมานักประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์เรียกว่า “โลกทรรศน์อีแวนเจลิคอล” (Evangelical Worldview) อันตรงข้ามกับโลกทรรศน์เสรีนิยมของภาคเหนือและยุโรปโดยสิ้นเชิง

เสาหลักของโลกทรรศน์นี้อันแรกคือ การยอมรับในพระคัมภีร์ไบเบิลว่าคือคำพูดของพระเจ้าและเป็นผู้ชี้นำทุกอย่างในชีวิตรวมถึงการเมือง

บทบาทของปัจเจกชนก็มีแต่คือการเชื่อว่าจะได้ไป “เกิดอีกครั้ง” (“born again”) ผ่านการยอมรับในพระเยซูเจ้า ทุกคนมีพันธกิจต้องเผยแผ่คริสเตียนไปทั่วโลก (Evangelism) สุดท้ายเชื่อในความสัมบูรณ์ของศีลธรรมว่าดีเลวถูกผิดถูกกำหนดไว้แน่นอนก่อนแล้วโดยพระเจ้า ไม่ต้องมาต่อรองผ่านวัฒนธรรมหรือเสียงข้างมาก (Moral absolutism)

อีกเสาหลักในทางเทววิทยาคือ สำนึกอย่างแรงว่าอเมริกาก่อตั้งขึ้นมาให้เป็นชาติคริสเตียน พร้อมกับมีพันธสัญญาพิเศษกับพระเจ้า นั่นคือคนอเมริกันคือคนที่พระเจ้าเลือกสรรเหมือนกับคำสอนในพระคัมภีร์เก่าเรื่องคนอิสราเอลที่พระเจ้าเลือก และความเชื่อในวันสุดท้ายของโลก ดังนั้น ประวัติศาสตร์จึงก้าวเดินไปสู่วันสิ้นโลกของมนุษย์ ซึ่งหลังจากนั้นพระเยซูจะฟื้นคืนชีพกลับมา

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ความคิดว่าโลกนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับซาตาน และความขัดแย้งทางการเมืองก็สามารถมองว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างคนดีกับคนเลวได้ (ซึ่งบังเอิญมาตรงกับความคิดแบบอนุรักษนิยมไทยได้อย่างไม่น่าเชื่อ)

ภายใต้โลกทรรศน์และความเชื่อแบบอีแวนเจลิคอลนี้ แม้ทำให้แนวคิดการมองโลกและการเมืองของคนอเมริกาเป็นอนุรักษนิยมเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ให้ความหวังในการปฏิรูปสังคมไปในทิศทางและจุดหมายที่พวกเขาเชื่อ ในขณะที่ภาคเหนือและตะวันออกเป็นแบบทุนนิยมเสรีมากกว่า

ภาคใต้เก่าเชื่อในไบเบิลและคำสอนของพระเจ้า พวกนั้นวิพากษ์และไม่ยอมรับคติความเท่าเทียมกันของคนในระบบทุน

หากแต่เชื่อว่าระบบทาสคือความสัมพันธ์ทางสังคมที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนใต้ปฏิรูปสังเคราะห์พวกทาสให้ดีขึ้น

ผมคิดว่า ช่วงประวัติศาสตร์ที่ทำให้โลกทรรศน์อนุรักษ์นี้ผงาดและมีบทบาททางการเมืองสูงขึ้นได้แก่ช่วงสงครามกลางเมือง เพราะผู้นำการเมืองภาคใต้ไม่อาจใช้ประโยชน์จากลัทธิเสรีนิยมได้เต็มที่

คติความเชื่อเดียวที่พวกเขาสามารถอ้างอิงและสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบการเมืองแบบทาสได้นั้น คือโลกทรรศน์อนุรักษ์อิงศาสนาเท่านั้น

แต่ทรรศนะและโลกทรรศน์นี้ถูกทำให้ตกขอบไปหลังจากภาคใต้เก่าพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมือง

แต่ร่องรอยและซากเดนของมันยังดำรงอยู่และหาทางฟื้นคืนกลับมา เมื่อชนชั้นนายทาสได้รับการอภัยโทษและกลับมายึดอำนาจรัฐภาคใต้กลับจากมือของฝ่ายก้าวหน้าและจากคนผิวดำในช่วงฟื้นฟูบูรณะประเทศหลังสงครามกลางเมือง (Reconstruction) พรรครีพับลิกันภายใต้ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน จึงเป็นบันไดก้าวแรกของการฟื้นคืนชีพโลกเก่าที่หายไปของอดีตโลกทรรศน์ชนชั้นนายทาส

คนที่งุนงงและสงสัยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะเอียงขวามาก้าเกิดและมีพลังได้อย่างไร

 คำตอบคือ พวกเขาอยู่กันมากับความคิดการเมืองตกขอบนานแล้ว เพียงแต่ยังยึดอำนาจรัฐไม่ได้ เพราะฝ่ายเสรีนิยมและซ้ายใช้พลังของระบบทุนนิยมและการเมืองระหว่างประเทศที่เป็นสองขั้วในยุคสงครามเย็น มากำกับและชี้นำรัฐบาลอเมริกัน

กระทั่งหลังโลกาภิวัตน์และการปะทุขึ้นของนวัตกรรมดิจิทัลที่ทำให้ฐานะนำของอเมริกากลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

เปิดโอกาสให้ทรัมป์และหัวหมู่เอียงขวาทั้งหลายออกมาปลุกระดมมวลชนของเขาออกมาจนยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ และตั้งรัฐบาลขวาสุดขั้นได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกหลังสงครามกลางเมือง

ดังนั้น เราจะไม่เห็นปัญญาชน นักคิดนักวิทยาศาสตร์และปรัชญาอเมริกันชื่อก้องโลกออกมาปกป้องและพิทักษ์ประธานาธิบดีทรัมป์และขบวนมาก้า

จะมีก็แต่ผู้นำทางวิญญาณและศาสนาของอีแวนเจลิคอลและปัญญาชนมือสองกับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์เท่านั้นที่จะยืนหยัดกับเขาจนถึงวันสิ้นโลก

สงครามทำลายล้างซาตานอิหร่านจึงเป็นบันไดแรกของการบรรลุภารกิจดังกล่าวนั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน