หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
งูเห่าตัวนั้น โยกหัวไป-มา ช้าๆ ถ้าผมขยับหรือเคลื่อนไหว งูคงฉกทันที ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเดิน 40 นาทีกลับแคมป์ และอีกสามชั่วโมงถึงหน่วยพิทักษ์ป่า เพื่อขับรถอีกราวๆ สี่ชั่วโมงไปถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
ผมนั่งนิ่ง พยายามคุมสติ มันเป็นช่วงเวลาคับขัน งูอยู่ทางด้านขวามือ ถ้าผมใช้มือซ้ายค่อยๆ หยิบมีดพกข้างเอวหรือจะกระโดดถอยหนีดี แต่คงเป็นไปได้ยากในพื้นที่แคบๆ ของซุ้มบังไพรอย่างนั้น
งูชูคอนิ่ง ถ้าจะฉกมันต้องเอนตัวไปด้านหลัง ผมอาจขยับหนีทัน ผมคิด ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทาง รู้สึกถึงความชื้นในอุ้งมือ เริ่มแสบตาเพราะเหงื่อไหลแถวขมับ
ผ่านไปหลายนาที ผมเริ่มใจชื้น ถ้าผมนิ่งพอ งูอาจเลิกสนใจ เมื่อสักครู่มันคงตกใจเพราะอาการสะดุ้งของผมที่เห็นมันเลื้อยเข้ามาในซุ้มบังไพร ไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีอะไรจริงอย่างที่คิด
หลังโยกหัวไป-มาอีกสองสามครั้ง มันค่อยๆ ลดหัวลง และเลื้อยข้ามเท้าออกไป
งูตัวไม่ยาวนัก แต่ตอนเลื้อยข้ามเท้า ผมรู้สึกว่า มันเป็นงูตัวที่ยาวที่สุดในโลก
งูจากไป ผมถอนใจยาว หยิบผ้าขาวม้าขึ้นมาเช็ดมือและใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ผมมองออกไปข้างนอก แสงยามบ่ายส่องกระทบดงหญ้าเขียว แสงเงางดงาม ทั่วบริเวณว่างเปล่า ไม่มีเก้ง ไม่มีนกขุนแผน แม้แต่เหล่านกเขาเปล้า, นกมูม และนกหกเล็กปากแดง
วันนั้นผมจบวันด้วยความว่างเปล่า ไม่ได้กดซัตเตอร์สักครั้ง
ขณะนั่งเฝ้ารอสัตว์ป่าอยู่ในซุ้มบังไพร ผมรู้สึกราวกับว่าเวลาเดินไปอย่างเชื่องช้า จนบางครั้งรู้สึกเหมือนมันหยุดนิ่ง
ผมแก้ไขความรู้สึกนี้ด้วยการคิดถึงเพียงแค่เวลาสั้นๆ ทีละชั่วโมง ไม่คิดว่าเมื่อไหร่จะค่ำ เสียงลมพัดผ่านใบไม้ เสียงน้ำไหล เสียงนก เสียงแมลงที่ดังซ้ำๆ เหมือนเป็นจังหวะของป่า
และในความเงียบ…ไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่คิด งูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามา มีเสียงไม้พลิกเบาๆ ผมควรจะรู้ตัว แต่ไม่เอะใจ ไม่ได้เตรียมตัว
งูปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของฉากที่ผมไม่ได้คาดไว้
มันชูคอขึ้น แผ่แม่เบี้ย ระยะห่างระหว่างเราใกล้เกินกว่าจะผิดพลาด
ผมรู้ดีว่า ถ้าขยับแม้เพียงเล็กน้อย การตอบสนองของมันจะเร็ว ผมนิ่ง นิ่งจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้น เมื่อไม่มีการคุกคาม งูเห่าค่อยๆ ลดหัวลง แล้วเลื้อยจากไป
เหตุการณ์ทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน
แต่ความนิ่งที่เกิดขึ้นในใจอยู่ต่อไปอีกนาน
ในงานถ่ายภาพวันนั้นอาจเรียกว่า “ว่างเปล่า” แต่ในความว่างเปล่านั้นเอง ผมกลับได้บางอย่างที่ชัดเจนกว่าภาพใดๆ
ในป่า…ความว่างเปล่าคือช่วงเวลาที่ผมเริ่มมองเห็นบางสิ่ง
ผมเข้าป่าพร้อมเป้าหมาย อยากพบสัตว์ป่า อยากได้ภาพ
แต่ผ่านวันเวลามานาน ผมยอมรับความจริงว่า ป่าไม่ทำงานตามความต้องการของผมหรอก ป่าดำเนินไปตามจังหวะของป่าเอง
วันที่ผมไม่ได้อะไร นั่นเป็นวันที่ป่ากำลังสอน
วันนั้นงูตัวหนึ่งทำให้ผมเข้าใจว่า ความนิ่งไม่ใช่แค่การไม่ขยับร่างกาย แต่มันคือการหยุด
อยู่ในเมือง ผมคุ้นเคยกับการพยายามจัดการ ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
แต่ในป่า แม้ว่าจะไปเฝ้าในแหล่งที่สัตว์ป่าจะมา ถูกต้องตามฤดูกาล แต่ผมไม่สามารถสั่งให้สัตว์เดินเข้ามาหาได้
ผมไม่สามารถเร่งให้แสงสวยเร็วขึ้น ตอนที่เก้งสักตัวยืนอยู่และไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่ผมไม่ได้เตรียมใจไว้
สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือ อยู่กับมันให้ได้ การเฝ้ารออยู่กับความว่างเปล่าเป็นส่วนหนึ่งที่มาพร้อมกับงาน

งูเห่าที่ชูคออยู่ตรงหน้า ไม่ใช่แค่สัตว์อันตราย แต่มันคือบทเรียนเรื่อง “ระยะ”
ระยะระหว่างชีวิต
ระยะระหว่างความกลัวกับการตอบสนอง
และระยะระหว่างการอยู่ร่วมกันโดยไม่ทำร้ายกัน ถ้าผมขยับผลลัพธ์อาจเปลี่ยนไป
ผมนึกถึงช่วงเวลาในเมือง หลายครั้งที่ดูเหมือนผมจะ “เร็วเกินไป” ตอบโต้, พูด, ตัดสินเร็วเกินไป
บางสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อล้มเหลว ความนิ่ง…คือทางเลือกที่เหมาะสม
ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะเข้าใจว่า ทุกการกระทำมีผลสะท้อนกลับ
และบางครั้งการไม่ทำอะไรเลยกลับเป็นการกระทำที่ดีที่สุด
ผมคุ้นเคยกับการนั่งรอทั้งวันโดยไม่ได้ภาพ เวลาช่วยให้ผมเรียนรู้ว่า มันไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการได้ใช้เวลาอยู่กับจังหวะที่แท้จริงของป่า
นั่งนิ่งๆ วันละกว่าสิบชั่วโมงบอกผมอย่างหนึ่งว่า ชีวิตไม่ได้เติบโตเฉพาะในช่วงที่เรากำลัง “ทำ”
มันเติบโตในช่วงที่เรากำลัง “หยุด” ด้วยเช่นกัน
ในซุ้มบังไพรแคบๆ ทำให้รู้ว่า โลกข้างนอกกว้างใหญ่เพียงใด
ในวันนั้นผมไม่ได้ภาพสัตว์ป่า แต่ผมได้เห็นความกลัวของตัวเอง ได้เห็นสัญชาตญาณที่พร้อมจะตอบโต้ และได้เห็นว่าเมื่อเราไม่รีบตอบสนอง หลายอย่างจะคลี่คลายไปเอง
ผมได้เรียนรู้ว่า ธรรมชาติไม่ได้ต้องการให้ ผม “เก่งขึ้น” แต่ต้องการให้ “น้อยลง” เพื่อให้ได้ “เห็น” และเข้าใจสิ่งที่ป่าพยายามสอน
คล้ายกับว่า เราคุ้นชินกับการหนีความว่างเปล่าอยู่ตลอดเวลา กลัววันที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลัวการไม่ได้เป็นอะไร
บทเรียนจากการเฝ้ารอในซุ้มบังไพรสอนว่า ความว่างเปล่าเป็นเวลาอันทำให้ผมได้ยินเสียงของตัวเองชัด
ในวันที่คล้ายจะว่างเปล่า ทำให้เข้าใจชีวิต ไม่ได้ต้องการสิ่งใหม่เสมอแต่อาจต้องการ “พื้นที่ว่าง” เพื่อให้สิ่งที่มีอยู่แล้วปรากฏขึ้น
งูเห่าตัวหนึ่งเข้ามาและเลื้อยผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและความเข้าใจ
“ในความว่างเปล่า” สิ่งที่ผมได้จากบ่ายวันนั้นไม่ใช่ภาพ แต่เป็นบทเรียนในโลกที่เราพยายามเติมทุกอย่างให้เต็ม การปล่อยให้มัน “ว่าง” บ้าง อาจเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ได้เห็นความหมายของสิ่งที่มีอยู่จริง….
