bg-single

33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (170)

08.04.2026

บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

33 ปี ชีวิตสีกากี

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (170)

ทุกข์ใจหนัก

ในวันที่ ร.ต.อ.ไพรินทร์ แจ่มจำรัส รอง สวส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ไปยื่นคำร้องขอผัดฟ้องฝากขังจำเลยคดีฉ้อโกงหลายคดี ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เมื่อกลับจากศาลจังหวัดภูเก็ต มาเล่าให้ผมฟังว่า ในระหว่างที่ผัดฟ้องฝากขังอยู่นั้น คนในกระบวนการยุติธรรม เมื่อได้ทราบพฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลย ระบุว่า ว่านี่มันเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติกันชัดๆ

แต่หลังจากที่ทราบว่า ผู้ต้องหาเป็นญาติกับใครก็ได้พูดกับ ร.ต.อ.ไพรินทร์ว่า “ไปบอกเจ้านายของคุณไว้นะ ระวังจะติดคุกนะ” เจ้านายของคุณ นั่นหมายถึงตัวผม

เมื่อผมทราบเช่นนั้น ผมก็ประหลาดใจว่า ผมทำตามหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ผมจะติดคุกได้อย่างไร

แต่ในเวลาต่อมาสิ่งที่ผมประหลาดใจนั้นก็ทำให้ผมหายประหลาดใจ

และนอกจากไม่ประหลาดใจ ยังทำให้ผมทุกข์ใจเพิ่มขึ้นไปอีก

และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2541 ก็ทุกข์ใจจริงๆ ผมทราบว่า ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแล้วกับบิดาได้ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผม พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ เป็นจำเลยที่ 1 กับ พ.ต.ต.วีรวัฒน์ จันทรวิจิตร เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2742/2541 เพื่อดำเนินคดีอาญาในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น, หมิ่นประมาทผู้อื่น ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า, บุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น, ทำให้เสียทรัพย์, ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ, ข่มขู่กรรโชกทรัพย์

อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 157, 309, 310, 326, 337, 358, 362, 365, 392, 393 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4

ในบรรยายฟ้องมีบางส่วนกล่าวหาผมว่า ผมใช้คำพูดว่า “ดูหน้าก็รู้ว่าพวกมึงขี้โกง หลอกลวงชาวบ้านไปทั่ว ไม่ต้องมาพูดดี พวกมึงไปทำอะไรมากูรู้หมด ขี้โกงหมดทั้งตระกูล” และ “ไอ้หน้าขี้โกง ไอ้พวกสิบแปดมงกุฎ ขี้โกงหมดทั้งตระกูล”

กล่าวหาผมกับ พ.ต.ต.วีรวัฒน์ว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชา ใส่กุญแจมือผู้ต้องหา แห่ประจานไปตามท้องถนนและตลาดที่มีประชาชนมามุงดูอยู่เป็นจำนวนมาก

เมื่อผมได้อ่านรายละเอียดในคำฟ้องแล้ว ผมกับ พ.ต.ต.วีรวัฒน์ไม่ได้กระทำการตามที่บรรยายไว้ในคำฟ้องแต่อย่างใด ไม่ได้กล่าววาจาดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทผู้ต้องหากับบิดา ไม่มีการแห่ประจานไปตามท้องถนนและตลาด

ในการตรวจค้นก็ได้รับหมายค้นจากศาลจังหวัดภูเก็ตแล้ว การเข้าไปตรวจค้นในวันดังกล่าว เป็นการกระทำที่มีเหตุอันสมควร เพราะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตามกฎหมาย

คำฟ้องทั้งหมดจึงเป็นเท็จ ทั้งนี้ ก็เพียงเพื่อให้การฟ้องคดีอาญาดังกล่าวเป็นเครื่องมือต่อรองกับผม

วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ผมทราบข่าวจากตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตว่า ผู้ต้องหายังได้ร้องเรียนผมไปยังอธิบดีกรมตำรวจ, คณะกรรมาธิการยุติธรรมสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่านทางสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พล.ต.ต.คงพล สุวรรณรักษ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต จึงมอบหมายให้ พ.ต.อ.สมเจตน์ ศิริกุล รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อรายงานสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทราบต่อไป

เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ผมถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ผมเสียใจที่ทำให้ พ.ต.ต.วีรวัฒน์ จันทรวิจิตร สวส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ต้องพลอยถูกฟ้องไปกับผมด้วย ผมทราบว่า ต้องการที่จะกดดันผมเพียงคนเดียว แต่การที่เอา พ.ต.ต.วีรวัฒน์เข้ามาเพื่อบีบให้ผมตัดสินใจช่วยคดีง่ายขึ้น

เมื่อผมย้ายมาอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตได้ไม่นาน คนส่วนใหญ่ยังไม่มีใครรู้จักผมมาก่อน เมื่อทราบว่าผมถูกฟ้อง จึงมองไปในทางที่ไม่ดี ทั้งมีคนพูดจาดูถูกฝีมือการทำงาน ดูหมิ่นดูแคลนมีคำปรามาสว่าทำงานอีท่าไหนถึงได้ถูกฟ้อง

ทั้งๆ ที่ผมทำตามกฎหมาย เป็นความรู้สึกที่ทำให้ผมกังวล และยังต้องต่อสู้ผจญกับหมู่คนพาลอยู่นานหลายปี ผมมีความตั้งใจที่จะเอาชนะคนพวกนี้ให้ได้ จะไม่มีทางยอมแพ้คนเหล่านี้

ผมเข้าใจคำพูดของคนในกระบวนการยุติธรรมที่พูดกับ ร.ต.อ.ไพรินทร์ แจ่มจำรัส ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว “ไปบอกเจ้านายของคุณ ระวังจะติดคุกนะ”

มันเป็นเช่นนี้เอง

และต่อมาไม่นานนัก มีโทรศัพท์จากนักการเมืองและทำหน้าที่เป็นเลขานุการในกระทรวงใหญ่ โทรศัพท์เข้ามายังห้องทำงานของ พ.ต.อ.ชลิต ถิ่นธานี ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต และบอกกับ พ.ต.อ.ชลิตว่าต้องการจะพูดกับ พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ดังนั้น พ.ต.อ.ชลิตจึงเรียกผมให้ไปที่ห้องทำงาน

เมื่อผมรับโทรศัพท์ เสียงก่นด่าจากปลายสายอย่างเสียๆ หายๆ ก็เกิดขึ้นอย่างรัวๆ โดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว ทั้งยังไม่รับฟังคำชี้แจงใดๆ จากผมทั้งสิ้น

เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองใช้วิธีการบีบบังคับเช่นนี้ ผมรู้สึกตกใจ ประหลาดใจ และไม่เข้าใจ สูญเสียกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเกิดความรู้สึกท้อแท้ เศร้าใจและทำไมผมจึงไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่ดีเลย กลับเป็นฝ่ายที่ไม่ได้รับความยุติธรรมเสียเอง

ถึงจะอย่างไรก็ตาม ผมยังคงยืนยันดำเนินคดีในคดีนี้ต่อไปอย่างเฉียบขาดตรงไปตรงมา เพราะผมมั่นใจว่าผมจับคนไม่ผิดอย่างแน่นอน เพราะหลักฐานมั่นคงแน่นหนามาก

แต่ในเวลานั้น ผู้บังคับบัญชาของผมในจังหวัดภูเก็ต คงจะรู้แล้วว่า ไม่สามารถจะโน้มน้าวใจผมได้

จึงได้เปลี่ยนเส้นทาง เพื่อบีบผมต่อไป

ศูนย์วิทยุ สภ.อ.เมืองภูเก็ตแจ้งผมว่า ได้รับโทรศัพท์จากเลขาฯ ผู้ใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต ให้ผมโทรศัพท์ไปหาผู้ใหญ่คนหนึ่ง และเมื่อโทร.ไปหาผู้ใหญ่คนนั้น ผมก็ถูกสั่งให้เดินทางไปพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ โดยแจ้งว่ามีธุระสำคัญแต่ไม่บอกรายละเอียดอะไรเลย

ผมจึงรู้สึกตกใจ ว่าจะไปพบด้วยเรื่องอะไร และผมเป็นเพียงแค่รองผู้กำกับ เป็นตำรวจบ้านนอก หน้าที่การงานก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

จึงกังวลใจไม่น้อย

เมื่อเดินทางไปถึง ผมยิ่งประหลาดใจ เพราะสถานที่ที่ไปพบเป็นสำนักงาน เป็นห้องที่ใหญ่โต แต่ตกแต่งแบบแปลกตา มันเหมือนหลืบมืดๆ ออกไปแนวทางลึกๆ ลับๆ คล้ายศิลปะออกไปทางจีนๆ และสิ่งที่ยิ่งทำให้ผมประหลาดใจมาก เมื่อเข้าไปในห้องที่ใหญ่โตนั้นคือ เห็นรัฐมนตรีนั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่อยู่ก่อนแล้ว มีเก้าอี้จำนวนหลายตัวเรียงเป็นแถวอยู่หน้าโต๊ะใหญ่นั้น มีคนนั่งอยู่ก่อนผมเข้าไปหลายคน

ผมจำได้ มีผู้ชายและผู้หญิงนั่งคู่อยู่ด้วยกัน เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุหลายคดีหลายพื้นที่ ทั้งคู่เคยไปพบผมมาก่อนแล้วที่ห้องทำงานของผมที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต

วันนี้มาเจอกันอีกแต่คงจะไม่ใช่ด้วยเหตุบังเอิญอย่างแน่นอน

รัฐมนตรีผู้นั้นไม่ได้กล่าวทักทายกับผมเลย เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องเพียงลำพังคนเดียว โดยแต่งเครื่องแบบตำรวจ ผมได้นั่งเก้าอี้ที่ว่าง และฟังรัฐมนตรีได้พูดคุยเรื่องราวของตนเองว่า เมื่อวานนี้ได้ไปกินอาหารอย่างหรู กับท่านหัวหน้าพรรค ราคาอาหารมื้อนั้นเป็นแสนบาท ได้คีบเนื้อที่แสนอร่อย แค่แตะที่ลิ้นก็เหมือนเนื้อนั้นจะละลายไปเลย เป็นการบรรยายความเอร็ดอร่อย ที่ไปรับประทานอาหารมา

ผมไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงรู้สึกว่า คนเป็นใหญ่เป็นโตของประเทศไทย ช่างมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เสียจริงๆ มีวาสนาได้กินแต่ของดีๆ ผมได้ยินกับหู จึงจดจำได้อย่างแม่นยำมาจนถึงทุกวันนี้

รัฐมนตรีพูดทักทายชวนคุยกับคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ในห้องจนจบครบทุกคนแล้ว จากนั้นก็หันมาทักทายผมว่า “อ้าวท่านรองฯ เราเป็นพรรคพวกกันนะ เป็นพี่เป็นน้องกัน เรื่องคดีช่วยๆ กันนะ เราเป็นพรรคพวกเดียวกัน” พร้อมๆ กับหันหน้าไปพยักพเยิดกับบุคคล 2 คนนั้น เหมือนกับได้พูดคุยกันมาก่อนที่ผมจะเข้ามานั่งในห้อง

ผมทำได้แต่เพียงพูดขึ้นมาคำเดียวว่า “ครับ” โดยไม่ได้อธิบายหรือเล่าเรื่องราวให้รัฐมนตรีฟังแต่อย่างใดเลย “ครับ” คำเดียวเท่านั้นจริงๆ

แต่ภายในใจของผมนั้น ผมตั้งใจไว้แล้วว่า “กูไม่ทำให้มึงหรอก” แล้วทุกอย่างก็เหมือนจบกันด้วยดี

จากนั้นผมได้เดินแยกย้ายออกมาจากห้องนั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย
นักวิชาการแนะ ‘2 ยุทธศาสตร์’ กู้ระเบิดเวลา ศก.ไทย!!
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
รัฐบาลสายลมแสงแดด (กับ Singing Cabinet) | สุรชาติ บำรุงสุข
ไพร่ติดมหาวิทยาลัย และกิจกรรมภาคบังคับ ประวัติย่อของนักศึกษาไทย ที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมให้เติบโต
เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง : หนังสือบันทึกความหวังและการต่อสู้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
ตลาดแฝดอสังหาฯ
All-New Lexus ES อลังการขึ้น เจาะ 2 ขุมพลังใหม่ไฟฟ้าและไฮบริด
ผัดพริกหยวกหมูสไลซ์
‘โนเล่’ กับการนับถอยหลังบนเส้นทางลูกสักหลาด?
ยาดีจากหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ สมุนไพรใกล้ตัวแก้พิษงู แก้พิษสัตว์กัดต่อย รักษาแผลน้ำกัดเท้ายามฝน