bg-single

เปิดโลกวรรณกรรมอิหร่าน ผ่านงานของซาเดกห์ เฮดาแยต

27.03.2026

คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit

“อิหร่าน” ถูกพูดถึงอย่างถี่ยิบทั้งวันทั้งคืนจากสถานการณ์สงครามที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง

            ประเทศนี้สืบทอดมาจาก “เปอร์เซีย” อาณาจักรโบราณที่เคยยิ่งใหญ่ในสมัยอดีต เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่ให้กำเนิดศาสนาโซโรอัสเตอร์

            แต่ปัจจุบันชาวอิหร่านนับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เป็นส่วนใหญ่

            แม้อิหร่านจะไม่ใช่ประเทศเล็กๆ และมีบทบาทไม่น้อยในการเมืองโลก

            ทว่าคนไทยส่วนใหญ่กลับไม่คุ้นเคยมากนัก จนรู้สึกว่าเป็นประเทศห่างไกลและเร้นลับ

            มีชาวไทยน้อยคนที่เคยไปเยือนอิหร่าน และมีภาพจำของประเทศนี้เพียงผิวเผินในเรื่องเฉพาะกลุ่ม

            อย่างเช่น รู้จักเพราะนักร้องนำวงควีน “เฟร็ดดี้ เมอร์คิวรี” เป็นคนเชื้อสายปาร์ซีหรือชาวเปอร์เซีย

            แฟนกีฬาก็อาจคุ้นเคยความเก่งกล้าของทีมฟุตซอลอิหร่าน ส่วนทีมฟุตบอลก็เป็นแถวหน้าของเอเชียเช่นกัน โดยมีนักเตะชั้นนำอยู่มากมาย เช่น อาลี ดาอี, คาริม บาเกรี, อาลี คาริมี, เมห์ดี ทาเรมี, ซาร์ดาร์ อัซมูน, อาลีเรซา จาฮันบักช์ เป็นต้น

            หากเป็นสายภาพยนตร์ก็ต้องรู้จักผู้กำกับระดับตำนานอย่าง “อับบาส เคียรอสตามี” (Abbas Kiarostami) ผู้คว้ารางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อปี ค.ศ.1997 จากเรื่อง Taste of Cherry

ภาพของอิหร่านในสายตาชาวไทยส่วนใหญ่จึงมีอย่างจำกัด ยิ่งเป็นแวดวงวรรณกรรมแล้วก็พอกล่าวได้ว่าแทบไม่มีใครรู้จักนักเขียนอิหร่านเลย และไม่รู้ว่าประเทศนี้มีงานวรรณกรรมเรื่องอะไรบ้าง

            สำหรับในสถานศึกษานั้นยังพอคุ้นเคยกับวรรณกรรมคลาสสิกของเปอร์เซียอยู่บ้างผ่านเรื่อง “รุไบยาต” ของ “โอมาร์ คัยยาม” (Omar Khayyam) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฉบับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

            แต่หากถามถึงวรรณกรรมอิหร่านสมัยใหม่ หรืองานร่วมสมัยก็แทบไม่มีใครรู้จักเลย

            นักเขียนอิหร่านร่วมสมัยเพียงคนเดียวที่ผมเคยอ่านก็คือ “ซาเดกห์ เฮดาแยต” (Sadeq Hedayat) เจ้าของสมญา “คาฟคาแห่งเปอร์เซีย”

            เขาเป็นนักเขียนที่มีประวัติค่อนข้างแปลก พื้นเพเป็นคนในตระกูลสูงศักดิ์ สมาชิกครอบครัวบางคนเป็นรัฐมนตรี บางคนเป็นนายทหารระดับสูง และบางคนเป็นปัญญาชนชั้นแนวหน้าของอิหร่าน

            เฮดาแยตไม่ใช่คนที่มีร่างกายแข็งแรงมากนัก แต่มีสติปัญญาเป็นเลิศ

            เขาได้รับการศึกษาที่หลากหลายทั้งด้านภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศส วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ จากประเทศอิหร่าน เบลเยียม และฝรั่งเศส

            แต่ชีวิตการศึกษาของเขาไม่ราบรื่นเท่าไร ชีวิตส่วนตัวเองก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

            เขามีปัญหาสุขภาพจิตในช่วงปลายของชีวิต อีกทั้งยังเสพสุราและยาเสพติดหลายอย่าง

            ทำให้ท้ายที่สุดก็เดินทางไกลกลับไปปารีส และฆ่าตัวตายที่นั่นจากการรมแก๊สในห้องพักเมื่อปี ค.ศ. 1951 ด้วยวัยเพียง 48 ปี

สิ่งที่เฮดาแยตทำได้ดีที่สุดคือการเขียน โดยผลิตผลงานชิ้นโบแดงออกมาเป็นนวนิยายขนาดสั้น (novella) เรื่อง “นกฮูกตาบอด” (The Blind Owl) ในปี ค.ศ.1936 และรวมเรื่องสั้น “สุนัขจรจัด” (The Stray Dog)

            ช่วงขณะที่โลกกำลังปั่นป่วนไปด้วยไฟสงครามในปี ค.ศ. 1942 งานทั้งสองชิ้นได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว

            โดย The Blind Owl ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า “ฝันสีดำ” แปลโดย “มายา” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2525 และได้รับการตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง

            มาจนถึง พ.ศ.2559 ภายใต้ชื่อผู้แปลว่า “แดนอรัญ แสงทอง” ซึ่งผู้แปลทั้งสองชื่อนี้ก็คือนามปากกาของบุคคลเดียวกันนั่นคือ “เสน่ห์ สังข์สุข” ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2561 และเจ้าของรางวัลซีไรต์ปี พ.ศ.2557 จากรวมเรื่องสั้น “อสรพิษและเรื่องอื่นๆ”

            The Blind Owl เป็นงานแนวเหนือจริง (Surrealism) มีกลิ่นอายคล้ายกับเมตามอร์โฟซิสของฟรานซ์ คาฟคา แต่รุนแรง ดิบเถื่อน และน่าสยดสยองกว่า

            มีทั้งการฆาตกรรม การหั่นศพ การร่วมเพศกับศพ การเสพสารเสพติด การล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ

            เต็มไปด้วยเรื่องชวนสลดหดหู่ ดำดิ่งลงลึกไปถึงจิตใจมนุษย์แม้จะผ่านความฝันก็ตาม

            อย่างไรก็ตาม ความมืดดำหม่นหมองของ The Blind Owl ทำให้ผมได้แต่เพียงดูผ่านๆ เท่านั้น

            ส่วนผลงานของเฮดาแยตที่ผมเคยอ่านจริงจังนั้นไม่ใช่เรื่อง The Blind Owl แต่เป็นเรื่องสั้น The Stray Dog ซึ่งได้รับการแปลเป็นไทยเฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว ส่วนเรื่องอื่นๆ ในเล่มเท่าที่สำรวจก็ยังไม่พบว่าเคยได้รับการแปลเป็นไทย

The Stray Dog ฉบับแปลไทยใช้ชื่อว่า “หมาหลง” ผู้แปลคือ “วิมล กุณราชา” ตีพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือเรื่อง “หนังสือแห่งทราย” ซึ่งเป็นงานรวมเรื่องสั้นนักเขียนเอกของโลก เช่น ฆอร์เก ลูอิส บอร์เกส, ไอแซค อาสิมอฟ, อันตัน เชคอฟ, โอ เฮนรี่, กี เดอ โมปาส์ซัง, เยฟเจนี เยฟตูเชนโก, วิลเลียม ซาโรยัน, มาร์ค ทเวน เป็นต้น

            เรื่องราวของหมาหลงเป็นการบอกเล่าผ่านความคิดและความรู้สึกของหมาพันธุ์สก็อตติชเพศผู้ตัวหนึ่งชื่อ “แพ็ท” ซึ่งพลัดหลงกับเจ้าของ

            เนื่องจากหมาตัวนี้มีอาการติดสัด พอเห็นตัวเมียเข้าก็เลยวิ่งแยกจากเจ้าของเข้าไปหาตัวเมียแล้วเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ทำให้กลายเป็นหมาจรจัดไปในที่สุด

            หลังจากที่ไร้คนดูแล เจ้าหมาจรตัวนี้ก็ต้องตกอยู่ในชะตากรรมที่ยากลำบาก หิวโหย อดอยาก วิ่งเร่หาอาหารประทังชีวิตไปวันๆ ซ้ำยังถูกทุบตีทำร้ายอยู่บ่อยๆ เพราะสุนัขเป็นสัตว์ที่ถูกรังเกียจในสังคมมุสลิม

            โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ทราบว่าศาสนาอิสลามมีทัศนะต่อสุนัขอย่างไร แต่ในเรื่องสั้นหมาหลงฉบับแปล วิมลได้ให้ข้อมูลเอาไว้ในเชิงอรรถว่า “ปกติชาวอาหรับถือว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่ไม่บริสุทธิ์ อีกทั้งกฎหมายและข้อบังคับของศาสนาอิสลามเตือนชาวมุสลิมมิให้สัมผัสคลุกคลีกับสุนัข ทำให้มุสลิมจำนวนมากทอดทิ้งหรือชอบทารุณสุนัข” (ในเชิงอรรถอ้างว่านำข้อมูลนี้มาจากวิกิพีเดียอีกที)

            ผู้อ่านจะสัมผัสการพรรณนาอารมณ์ความรู้สึกของหมาได้ชัด ราวกับว่าหมาตัวนี้เป็นคนบอกเล่าด้วยตนเองแม้ไม่ใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง มีการบรรยายถึงความต้องการความรักความอบอุ่นด้วย ไม่ใช่ต้องการแค่อาหารประทังชีวิตเท่านั้น ดังถ้อยความตอนหนึ่งที่บรรยายว่า

            “สิ่งที่ทรมานใจแพ็ทมากที่สุดก็คือความต้องการการสัมผัส ถึงแม้จะถูกทุบตีและถูกทารุณอยู่เนืองๆ ความรู้สึกของมันยังคงอ่อนโยนและอ่อนไหวเหมือนเด็ก โดยเฉพาะในชีวิตใหม่นี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน มันปรารถนาการสัมผัสลูบไล้มากที่สุด ดวงตาของมันฉายแววอ้อนวอนขอความรักและพร้อมมอบชีวิตให้แก่ใครก็ตามที่จะเมตตาและลูบหัวมันอย่างเอ็นดู”

แม้ว่าเรื่องของความรัก ความอบอุ่น และความสุขจะเป็น “สิ่งสากล” ที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกก็ตาม แต่เมื่อถ่ายทอดผ่านมุมมองของหมาก็นับว่าเป็นลักษณะที่แปลกแยกกับสังคมอิหร่านโดยทั่วไปอย่างยิ่ง     หากอิงตามข้อมูลที่วิมลได้เขียนเชิงอรรถไว้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เฮดาแยตจะเป็นตัวแทนเสียงของหมา อันเป็นสัตว์ที่ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจในสังคม แต่งานชิ้นนี้ก็ไม่ได้ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงเหมือนกับ The Blind Owl ซึ่งโดนแบนจากทางการทั้งในยุคก่อนปฏิวัติอิสลามและหลังการปฏิวัติ ทำให้ The Blind Owl กลายเป็นหนังสือหายากในอิหร่าน

            หมาหลงมีความยาวประมาณ 3,000 คำ สามารถอ่านจบได้อย่างรวดเร็ว เพราะเนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างน่าติดตาม

            ผู้อ่านจะลุ้นเอาใจช่วยการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของหมาที่น่าสงสารตัวนี้

            นับเป็นงานที่อ่านสนุกและมีการจบอย่างหักมุมอีกด้วย

            ส่วนจะหักมุมแบบ Happy Ending หรือแบบโหดร้ายสะเทือนใจนั้นขอให้ท่านอ่านเองดีกว่า

            นักอ่านจะชอบงานของเฮดาแยตหรือไม่ ผมไม่ทราบและมิอาจยืนยันได้

            แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถการันตีได้จากการสัมผัสงานของเฮดาแยตก็คือ สายตาที่ท่านมองวรรณกรรมอิหร่านจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง