สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
สงครามสหรัฐ-ยิว และอิหร่านถลำลึกสัปดาห์นี้ไม่จบก็ครบ 1 เดือนเต็ม ดูเหมือนยังไม่มีใครยอมใคร “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำอเมริกันขู่ฟ้อดๆ จะถล่มโรงไฟฟ้าโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านให้พินาศยับ แต่อีกวันก็ออกมาบอกโลกว่า กำลังเปิดประตูเจรจายุติสงคราม ทางการอิหร่านสวนกลับ “เป็นข่าวปลอม” เจออย่างนี้ สันติภาพกระเด็นไปอีกไกลลิบ
การให้สัมภาษณ์เรื่องเจรจาสันติของ “ทรัมป์” นำไปสู่ข้อกังขาว่า สหรัฐเจรจากับผู้นำอิหร่านตัวเป็นๆ จริงๆ หรือ หรือแค่ดิ้นเอาตัวรอดไปวันๆ เพราะตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นับแต่สหรัฐยิงขีปนาวุธใส่โรงเรียนเด็กผู้หญิงในเมืองมินาบของอิหร่าน สงครามเปิดฉากทวีรุนแรงเพิ่มขึ้น อิหร่านตอบโต้ชนิดเลือดเข้าตาความสูญเสียทั้งผู้คนในอิหร่าน อิสราเอล และประเทศในตะวันออกกลางรอบตะเข็บสงคราม มีมากมหาศาลลามกระทบไปทั้งโลกรวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจอเมริกันด้วย
ตลาดน้ำมันอลหม่าน ราคาพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ สินค้าแพงไล่ตามต้นทุนขนส่ง ตลาดหุ้น ตลาดทองก็เช่นกันสั่นคลอนไร้ความเสถียร คนทั้งโลกมองเห็นการลงทุนเป็นอีกความเสี่ยง ถอนเงินเอามากอดไว้อบอุ่นใจกว่าเป็นไหนๆ
ประเทศในเอเชียพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ เรือน้ำมันต้องแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านขึงพืดทุ่นระเบิดใต้น้ำเอาไว้จึงเกิดภาวะระส่ำเรือหยุดแล่น ราคาจึงน้ำมันเพิ่มสูงทุกวัน รัฐบาลฟิลิปปินส์อยู่เฉยไม่ได้ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานและสั่งให้ประชาชนทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ ศรีลังกาหยุดงานทุกวันพุธ ชาวศรีลังกาบอกว่าวันนี้มีเงินในกระเป๋าก็จริงแต่รถไม่มีน้ำมันให้เติม
รัฐบาลเกาหลีใต้งัดมาตรการประหยัดน้ำมันเป็นข้อๆ ตั้งแต่ร้องขอให้ชาวเมืองใช้น้ำอาบแต่น้อย กลางคืนหยุดชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ใครขับรถไฟฟ้าให้ชาร์จแบตกับเครื่องชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ให้เต็มที่ พนักงานบริษัทห้างร้านช่วยกันลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันไปใช้บริการขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น
รัฐบาลนายลี แจ-มยอง ยังจ่องัดฟื้นแผนการใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่งอีกรอบในเดือนพฤษภาคม และผ่อนระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการผลิตพลังงานจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 แห่งที่รัฐบาลมีแผนหยุดเดินเครื่องในปีนี้
บางประเทศก็กำลังเดินตามรอยเกาหลีใต้ซึ่งดิ้นสู้กับวิกฤตพลังงาน ด้วยการหันกลับมาพึ่งพาการผลิตพลังงานด้วยเชื้อเพลิงจากซากฟอสซิล
หันมาดูประเทศไทย วิกฤตพลังงานคราวนี้ ผลักให้เศรษฐกิจเข้าสู่ “คิลลิ่งโซน” เต็มพิกัด เพราะราคาน้ำมันกระทบไปทุกภาคเศรษฐกิจ
ชาวนาข้าวนาปรังไม่มีน้ำมันไปเติมเครื่องสูบน้ำใส่นาข้าว ปุ๋ยเคมีแพงซ้ำ ถ้าเหตุการณ์ไม่จบเดือนพฤษภาคม เป็นฤดูเก็บเกี่ยว แต่ต้นข้าวเหี่ยวเฉา ต้นทุนพุ่งชาวนาทั้งเศร้าเครียด
เช่นเดียวกันชาวตังเกเจอน้ำมันเขียวทะลุ 34 บาทต่อลิตร ออกเรือหาปลาไม่คุ้มทุน ตัดใจจอดทิ้งเรือนับพันลำ แรงงานประมงเสี่ยงโดนเลิกจ้างนับแสนคน แถมปัญหายังลามไปถึงอุตสาหกรรมประมงต่อเนื่องหยุดชะงัก ไม่มีปลาป่นที่เป็นวัตถุดิบของการเลี้ยงหมูไก่เป็ด อาหารทะเลแพงซ้ำ
ชาวบ่อกุ้งไม่มีน้ำมันใส่เครื่องปั่นออกซิเจนในบ่อ กุ้งเลี้ยงนับหมื่นนับแสนตัวเกิดอาการเครียดรอวันหมดลมหายใจ
รัฐบาล “หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล จะพาประเทศไปทางไหนมีใครบอกได้มั่ง แค่หาตัวไอ้โม่งตุนน้ำมันยังทำไม่ได้ทั้งที่มีตัวเลขคณิตศาสตร์บอกสถิติการผลิตของแต่ละโรงกลั่นปรากฏเป็นบนจอมอนิเตอร์ทุกวัน
แต่จนถึงวันที่เขียนต้นฉบับปลายมีนาคม รัฐบาลก็ได้แต่โยนชาวบ้านกับสื่อเป็นตัวปั่นให้เกิดปรากฏการณ์แห่เข้าคิวซื้อน้ำมัน
เป็นไปได้ไงน้ำมันที่กลั่นออกมาขายให้คนไทยวันละ 67 ล้านลิตร จู่ๆ ก็ล่องหนไม่มีขายแทบทุกปั๊มทั่วประเทศ บางปั๊มมีแต่จำกัดโควตา ชาวบ้านไปเข้าคิวตั้งแต่ตี 3 กว่าจะได้เติมน้ำมันปาเข้าไป 4 โมงเย็น 13 ชั่วโมงเติมได้ไม่กี่ลิตร
นี่สะท้อนถึงความห่วยในการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดนี้และชวนให้ชาวบ้านเกิดความสงสัย ใครเป็นตัวการ “ตุน”และทำให้สถานการณ์น้ำมันปั่นป่วนกันแน่ ชาวบ้าน-สื่อ หรือนายทุนค้าน้ำมัน?
พูดถึงภาวะเศรษฐกิจอันเป็นผลพวงจากสงครามสหรัฐ ยิว กับอิหร่านแล้ว ยอมรับว่า มองไม่เห็นหนทางสว่างสดใสในระยะอันใกล้ แม้รัฐบาล “หนู 1″จะแปลงเป็นโฉมเป็น “หนู 2” ถึงกระนั้น ยังไม่เชื่อว่า จะแสดงอิทธิฤทธิ์ฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างราบรื่นฉลุย
หันไปดูข่าวพายุลูกเห็บถล่มกรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว กันดีกว่า เหตุเกิดเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็ให้ความรู้สึกตื่นตะลึงกับลูกเห็บขนาดใหญ่เท่ากำปั้นลูกกอล์ฟซัดใส่บ้านเรือน รถยนต์อย่างไม่ลืมหูลืมตา
ลูกเห็บยักษ์ถล่มเกิด 2 วันติดๆ กัน แต่ละครั้งกินเวลากว่าครึ่งชั่วโมง เกิดความเสียหายอย่างหนักหน่วง หลังคาบ้านนับสิบๆ หลังพังยับเยิน บางหลังเป็นรูโบ๋แหว่งๆ กระจกรถยนต์เจอลูกเห็บทะลวงใส่แตก
สาเหตุเกิดจากพายุฤดูร้อนเนื่องจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมาปะทะกับอากาศร้อนจัด เกิดกระแสอากาศหมุนวนในแนวตั้งรุนแรง ส่งผลให้ไอน้ำจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็งตกลงมาจากท้องฟ้าพื้นที่เกิดเหตุขาวโพลน
บ้านเราอย่าประมาทไป ปรากฏการณ์สภาพอากาศแปรปรวนอย่างนี้ อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน กรมอุตุนิยมวิทยาทำนายว่า ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน อากาศประเทศไทยตอนบนร้อนอบอ้าว ร้อนจัดสลับกับมีฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ อุณหภูมิทะลุ 42-43 องศาเซลเซียส
องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกออกมาแถลงซ้ำหลายรอบแล้วว่า โลกใบนี้ไร้สมดุลความร้อนจากแสงอาทิตย์สะสมบนผิวโลก น้ำทะเล ธารน้ำแข็ง และชั้นบรรยากาศมีมากกว่าพลังงานระบายออกสู่นอกโลก (ดูในกราฟิกประกอบ)

“อันโตนิโอ กุแตเรซ” เลขาธิการสหประชาชาติ ผู้ที่เตือนว่าเรากำลังเดินเข้าสู่ภาวะ “โลกเดือด” ( Global Boiling ) เป็นคนแรก และเป็นคนที่จี้เร่งชาวโลกเปลี่ยนพฤติกรรมใช้พลังงานหมุนเวียนแทนพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยไว
วันนี้ชาวโลกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินขีดจำกัด และปล่อยก๊าซพิษสูงจนเกิดผลร้ายกับสภาพภูมิอากาศโลก ดูได้จากดัชนีชี้วัดด้านอุตุนิยมวิทยาหลายตัวแดงเถือกเข้าสู่ระดับอันตราย
เช่น จำนวนปีที่ร้อนที่สุด 11 ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีอุณหภูมิร้อนที่สุดในโลก เท่าที่บันทึกย้อนหลังไปถึงปี 2393 เฉพาะปี 2567 โลกร้อนที่สุด และยังเป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ย 1.5 ?C สูงกว่าอุณหภูมิก่อนโลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม หรือก่อนที่ชาวโลกหันมาใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แม้ว่าปี 2568 อุณหภูมิเฉลี่ยบนโลกลดลงจากปี 2567 เล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 1.43 ?C อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเป็นเพราะปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ชาวโลกปล่อยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นจนกลายเป็นกับดักความร้อน ทำให้ความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์สามารถระบายออกสู่นอกโลกได้น้อยกว่าในอดีต เกิดความไม่สมดุลด้านสภาพภูมิอากาศในวันนี้ (Today’s climate : imbalanced)
ดัชนีชี้วัดอีกตัว ได้แก่ การละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลกซึ่งมาจากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นในระหว่างปี 2567/2568 จัดให้เป็นภาวะเลวร้ายที่สุด
พื้นผิวน้ำแข็งของโลกที่รักษาอุณหภูมิโลกให้มีความเย็น ปัจจุบันความร้อนทำให้พื้นผิวน้ำแข็งละลายจนเข้าสู่ขั้นรุนแรง และส่งผลต่อการสะท้อนแสงของพลังงานแสงอาทิตย์จากพื้นผิวน้ำแข็งกลับสู่ชั้นบรรยากาศน้อยลงไปด้วย นั่นหมายถึงผิวน้ำแข็งเก็บซับความร้อนจากแสงอาทิตย์เอาไว้มากขึ้น
สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากศูนย์ข้อมูลน้ำแข็งและหิมะแห่งชาติสหรัฐ พบว่า จำนวนพื้นที่ที่มีน้ำแข็งปกคลุมในทะเลขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ช่วง 5 วันจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปีนี้มีทั้งสิ้น 15.76 ล้านตารางกิโลเมตร เทียบกับก่อนหน้า 5 วันในเดือนมกราคม-กุมภาพ้นธ์ อยู่ที่ 15.93 ล้านกิโลเมตร แสดงให้เห็นว่า น้ำแข็งปกคลุมโลกมีปริมาณลดลงทำลายสถิติเดิมๆ
น้ำแข็งปกคลุมบนขั้วโลกเหนือมีผลต่อการกระจายความร้อน อากาศบริเวณทวีปยุโรปจะอบอุ่น ถ้าน้ำแข็งละลายลงย่อมมีต่อการไหลเวียนของสภาพภูมิอากาศของยุโรปโดยรวม
กล่าวโดยสรุป อุณหภูมิที่เพิ่มสูงเช่นนี้ย่อมมีผลทำให้สภาพภูมิอากาศโลกแปรปรวนสุดขีดกลายเป็นปรากฏการณ์ “โลกเดือด”
อากาศที่ร้อนอยู่แล้วเป็นร้อนสุดขีด จำนวนวันที่ร้อนขยายนานขึ้น ช่วงเวลาที่เกิดคลื่นความร้อนยาวขึ้น จำนวนวันที่อากาศเย็นลดลง อุณหภูมิติดลบน้อยลง หิมะตกน้อยลงหรืออาจจะตกหนักขึ้นกว่าเดิม
ปรากฏการณ์ “โลกเดือด” จึงยืนยันได้ว่า มาจากฝีมือมนุษย์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และหากสงครามสหรัฐ-ยิว-อิหร่านยืดเยื้อออกไปเป็นเดือน
ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันก็จะยิ่งควานหาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินซึ่งเผาแล้วเกิดก๊าซพิษทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าสภาพภูมิอากาศโลกจะยิ่งเดือดหนักขึ้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
