bg-single

หมู่บ้านคนใบ้ | เรื่องสั้น : สุธีร์ พุ่มกุมาร

03.04.2026

ตั้งแต่มันหายหน้าไปจากสภาวะแวดล้อมของชีวิต ทุกอย่างก็เป็นปกติ บางวันได้ยินเสียงแว่วในหัว ประมาณว่า ก็ดีแล้วไง ไม่มีคนจ้องขัดใจ ไม่ต้องใส่ใจแต่จะเตือนสติตัวเองให้อดทนอดกลั้นต่อคำล่วงเกิน ไม่ต้องหวาดระแวงว่ามันเห็นโพสต์ของผมแล้วจะแสดงความคิดเห็นออกมาแนวไหน แต่เชื่อแบบแหยงๆ ว่าแนวขวางโลกเหมือนเดิม ก็แอบดีใจที่มีมันนี่แหละเป็นขาประจำ คนอื่นหร็อมแหร็มเหลือเชื่อ ได้มาแค่หนึ่งนิ้วโป้ง ดีใจจนเนื้อเต้น หากเป็นรูปหัวใจสีชมพูล่ะ จะตูมตามกันไปถึงไหน

มันไม่ชอบฟังคนอื่นพูดหรอก ซ้ำยังอวดดื้อถือเด่น แปลกใจมากที่ยังแอบคิดอยู่ว่ามันจะไม่มีใครเอา ในที่สุดก็จะเป็นคนไร้เพื่อน เป็นหมาหัวเน่า

เปล่าเลย มันมีเพื่อนเยอะมาก มีแนวโน้มว่าน่าจะทยอยเพิ่มขึ้น เวลาแอบเข้าไปส่องในหน้าไทม์ไลน์ จริงอย่างน่าอิจฉา มันมีเพื่อนแทบเต็มจำนวนพิกัด โพสต์ของมันมีคนแห่กดถูกใจเกินสองร้อยทุกโพสต์ ผมฝืนใจอ่านและคิดตามก็ไม่เห็นมีมุมมองแหลมคมตรงไหนแม้แต่น้อย แต่ทุกครั้งที่โพสต์เด้งขึ้นมาต่อหน้าต่อตาก็ทำใจให้สงบ คิดเสียว่ากำลังอ่านหนังสือแบบเรียนชั้นประถมปีที่ 3 วิชาภาษาไทย แผนกอ่านเอาเรื่องไปเรื่อยๆ แล้วก็ฝืนใจกดรูปหัวใจรักเลยให้มันไป

ตัวเราเสียอีกแทบไม่มีเพื่อน, พันกว่าคนที่มีอยู่นี่นับว่ามากโขอยู่ อาจมีพวกมิจฉาชีพแฝงอยู่บ้าง ช่างมัน ดูแลตัวเองได้ เอาปริมาณไว้ก่อน ตัวเลขก็ยังนิ่งสนิทเหมือนใบไม้ไม่โดนลมมาแรมปี

มันมีบุคลิกผู้นำ ชอบออกหน้าคว้าไมค์ จินตนาการจำลองขึ้นเป็นสถานที่ไฮด์ปาร์ก ไม่สนใจจำนวนคนฟัง คนเดียวมันก็พูด ลีลาอารมณ์ไม่ผิดเพี้ยนต้นฉบับนักไฮด์ปาร์กในตำนาน

มันเป็นนักประดิษฐ์สำนวนกวนๆ ภาษาแปลกๆ แต่ทรงพลัง สามารถโน้มน้าวให้คนฟังเคลิ้มคล้อยตามได้อย่างน่าทึ่ง ชั่วเวลาไม่นานเท่าไรก็ได้ฉายาว่า นักเคลื่อนไหวนามกระเดื่องในหมู่นักอนุรักษนิยมชนชั้นปกครอง ทั้งที่มันถูกจัดจำกัดให้อยู่ในวรรณะศูทรตามเป็นจริงมาแต่ไหนแต่ไร มันกลับเรียกร้องให้เรียกว่ากระฎุมพี มีนักอุดมการณ์ฝ่ายก้าวหน้าบางคนเผลอไผลปากหรือโดยตั้งใจเรียก ไพร่กระฎุมพี มันก็จะจดจำหน้าคนเรียกไม่ยอมลืมไปจนกว่าจะตายจากกัน

สิ่งที่น่าทึ่งขึ้นไปอีกก็คือ มันเรียกความผิดพลาดเผลอไผลทั้งหลายทั้งปวงของคนมีอำนาจหน้าที่ว่า ฮิวแมนเออเร่อ เคยถามหาเหตุผลกับมัน

“ประชดโว้ย คำแก้ตัวสวยหรู มึงก็ควรค้นหาคำแก้ตัวไว้ใช้บ้าง เผื่อว่าวันหนึ่งมึงได้เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมือง คำแก้ตัวเป็นได้ทั้งเกราะกำบังขี้ปากคนเห็นต่างและอาวุธชั้นดี สะสมคลังคำเอาไว้สิวะ ภาษาห่าเหวอะไรก็ได้ ไม่ต้องถามหาความหมายจากพจนานุกรมให้ยุ่งยาก ไม่ต้องรับผิดชอบ”

“กูสัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องการใช้ภาษาไทยกับมึงอีก รวมไปถึงไม่ว่าจะเป็นคำสุภาษิต หรือคำพังเพย”

รอยยิ้มมุมปากของมันเห็นๆ ว่านั่นคือปฏิบัติการเซาะกร่อนบ่อนทำลายภาษาบรรพบุรุษอย่างไม่ต้องสงสัย ผมยังไม่ยอมลืมคำตอบของมันมาจนถึงทุกวันนี้ เนื่องด้วยว่าผมเป็นนักอนุรักษ์ภาษาไทยที่มีความ

ถูกต้องตามจริง และเคารพหลักภาษาของบรรพบุรุษที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างยากลำบาก ใช้ปลายดาบจารึกตัวอักษรลงบนแผ่นหินที่สกัดออกมาจากก้อนเนื้อและหยดเลือด ใช้เวลานานนับร้อยพันปี ถึงขนาดประกาศตัวขอรับเอาพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเป็นสรณะมาตั้งแต่ราคาเล่มละ 30 บาท เห็นใครเขียนคำสะกดผิดเพี้ยน กร่อนคำจนน่าเกลียดก็จะไม่ยอมสงบปากสงบคำ

เคารพรักกันขนาดนี้แล้ว ยังไม่มีคำประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติจากกระทรวงวัฒนธรรมในฐานะผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นกับเขาบ้าง

“ดักดานต่อไปไอ้พวกบัวดอกสุดท้าย”

นี่เป็นสำนวนประดิษฐ์ภาษาแปลกๆ ที่มันทิ้งไว้ก่อนหายหน้าไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ตั้งใจว่าจะรอมันกลับมาอธิบายขยายความจนถึงทุกวันนี้ ไม่แน่นะ ผมอาจไม่ต้องรอนาน เพราะมีข่าวคราวชวนตื่นเต้นเกี่ยวกับนักสำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรมของคนในถิ่นที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 เมตร กับในถิ่นที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไปว่ามีปฏิกิริยาสนองตอบต่อทัศนะคติทางการเมืองอย่างไร

นักสำรวจที่เป็นข่าว แม้ภาพค่อนข้างเบลอ ต่อให้เห็นแค่ด้านข้างหรือแค่ครึ่งตัวก็คือมันนั่นแหละ ไม่ผิดแน่นอน ย่ามหูยาวที่มันสะพายตลอดเวลาราวกับเป็นอวัยวะพิเศษที่งอกเพิ่มขึ้นมาเป็นหลักฐานชั้นดี สะดุดตาเล็กน้อยคือ หนวดเครารุงรังเข้ากับเส้นผมสังกะตังซึ่งดูแล้วน่าจะไม่ได้ตัดมานานประมาณหนึ่ง หรือตั้งแต่วันที่มันพูดกับผมว่า “ดักดานต่อไปไอ้พวกบัวดอกสุดท้าย” แอบคิดไว้เหมือนกันว่ามันด่าประชด ขอให้เจอทีเถอะ จะบอกให้มันรีบๆ ไปรีโนเวตเส้นผมกับหนวดเคราให้ดูดีมีบุคลิกของนักวิจัยสักหน่อยก่อน ก่อนที่ฝูงนกกระจอกมันจะพากันมาทำรัง

ในเนื้อข่าวไม่แน่ชัดว่ามันกำลังทำงานอะไร หมายถึงงานที่ทำแล้วมีเงินซื้อข้าวซื้อน้ำกิน เพิ่มเติมโดยสรุปคือ ค่าเลี้ยงดูชีวิตตัวเองนั่นแหละ ความไม่แน่ชัด ผมเดาว่านักข่าวไม่ว่าสำนักไหนคนไหนก็อยากรู้ แต่เงื่อนไขวิชาชีพมีกรอบคำถาม

“มีอุปสรรคอะไรบ้างกับการทำงานวิจัยและผลที่คาดว่าจะได้” อ่านจากคำถามที่นักข่าวถามแบบภาษาราชการเป๊ะๆ เห็นอยู่ว่าเกรงใจ ส่วนมันก็ตอบแบบสำนวนของมัน

“อุปสรรคมีอยู่ทุกที่ ดีเทลแตกต่างกันไปในแต่ละที่ตามระดับความสูงวัดจากน้ำทะเล ณ เวลาที่น้ำขึ้นสูงสุด” ผมนึกถึงว่า นักข่าวฟังแล้วจะแสดงสีหน้าท่าทางเช่นไร

“คนในถิ่นที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลที่ต่างกัน มีความสำคัญหรือมีผลต่อพฤติกรรมและการดำรงชีวิตอย่างไร” นักข่าวถามต่อ

คำตอบของมันถูกภาพโฆษณาเบียดทับจนแทบมองไม่เห็นตัวหนังสือ ผมปิดโทรศัพท์ ล้มตัวลงนอน…

ครั้งที่ 3 ของวันนี้แล้วที่รถโฆษณาวิ่งผ่านหน้าบ้าน เมื่อเวลาเจ็ดโมงเช้านั่นคือครั้งที่หนึ่ง สายแก่ๆ เป็นครั้งที่สอง

“รถพุ่มพวง” ผมคิดว่าเป็นรถขายกับข้าว แต่ดูผิดธรรมชาติไปสักหน่อย เพราะรถพุ่มพวงออกทำงานเวลาค่อนข้างแน่นอน คือตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ไปจนถึงห้า-หกโมงเย็นโน่นแหละ หากล่วงจากนี้ก็ต้องตามไปดูที่ไซต์งานก่อสร้าง

สองครั้งแรกยังจับใจความไม่ได้ พอครั้งที่ 3 ในหัวมีแต่คำถามของความลังเลสับสน “ใช่เหรอ มันใช่จริงๆ เหรอ” มาแน่ใจว่าใช่ก็มีครั้งที่ 4 รถหาเสียงเลือกตั้งนี่เอง ผมฟันธงแต่มันจบไปเกือบสิบวันแล้วนี่นา ไอ้เลือกตั้งน่ะ เวลานี้เป็นช่วงเวลาอะไรก็ช่างหัวมันเถอะ ได้ยินเสียงเคาะกะละมังดังต่อเนื่องกันมาเกินสัปดาห์ กำลังเข้าสู่โหมดแบ่งงาน

ผมเองก็ยังอารมณ์ค้างอยู่เลย ปีนี้ได้ไปเลือกมาสองครั้ง หากนับเลือกประธานหมู่บ้านรวมด้วยก็เป็นสาม ประชาธิปไตยเบ่งบานเต็มบ้านเต็มเมือง

บรรยากาศหลอนๆ ในคูหายังไม่ทันคลี่คลายดี แล้วนี่กำลังจะเลือกสมาชิกสภาอะไรกันอีกหนอ

พูดจริงนะ เวลานี้ผมค่อนข้างไม่แน่ใจว่าที่บ้านสังกัดอยู่ในเขตปกครองของสภาตำบลหรือเทศบาลกันแน่ ถังขยะหน้าบ้านและที่ห่างออกไปเล็กน้อยมีทั้งของ อบต.และเทศบาล ทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ เข้าใจว่าเป็นกลวิธีกระจายรายได้ตามนโยบายฉันทมติ

ตามนั้น…อย่าถึงขนาดให้ผมเกิดข้อสงสัยว่าผมกำลังยืนอยู่บนแผ่นดินประเทศอะไร ภาวนาไว้ทุกวัน ขออย่าได้เห็นภาพที่นักการเมือง รัฐมนตรีวิ่งหนีประชาชนกระโดดลงน้ำหนีตาย ยังถูกตามลงไปฟาดด้วยท่อนไม้ น่าทุเรศมาก

ป้ายหาเสียงข้างทางจากบ้านผมไปถึงตลาด ระยะทางกิโลกว่า เป็นสตรีตอาร์ตแห่งความฝันและความหวังของใครต่อใคร ส่วนของผมขอเรียกมันว่า สตรีตอาร์ตแห่งกาลเวลา อยากให้ติดอยู่อย่างนั้นอย่าเพิ่งด่วนมาเก็บ ใครเก็บขอให้มือหงิก

เวลารู้สึกหม่นเศร้าคล้ายกำลังจนตรอก ไม่มีแม้ข้าวสารกรอกหม้อ ก็มาเดินแหงนหน้าดูนโยบายชวนฝันที่เขียนบอกไว้เต็มแผ่นป้ายอันเต็มไปด้วยคำถามของพ่อแม่พี่น้องที่เคารพ

อยากให้ทุกพรรคสามัคคีรวมใจกันเป็นรัฐบาลแห่งชาติ เอานโยบายของแต่ละพรรคมามัดรวมกันให้ใช้ได้จริงทั้งหมด ลองนึกดู คนไทยก็จะมีคุณภาพชีวิตดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน ส่วนใครจะซื้อจะขายเสียงก็เปิดเสรีให้ชัดเจน เอาให้โลกตะลึงพรึงเพริด จดจำไปถึงปรโลกก็เปิดประมูลเสียงไปเลย รัฐบาลก็ไม่ต้องเสียงบประมาณเอามาจ้างคนไล่จับคนซื้อเสียงขายเสียง เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย

ประชาธิปไตยกินได้ ดีกว่าประชาธิปไตยลมๆ แล้งๆ แก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะหดหายไปโดยปริยาย เพราะประชาชนมีชีวิตแบบกินดีอยู่ดีย่อมต้องเฉลียวฉลาดขึ้น หลอกยาก

ความคิดดีจะตายอย่างนี้ ผมไม่กล้าแม้แต่จะปริปากให้มันได้ยิน เพราะมันจะเลกเชอร์แบบอารมณ์มาเต็มไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น

สิ่งที่มันพูดติดปากโดยมากคนฟังแล้วเบือนหน้า เนื่องด้วยเป็นการทำซ้ำ ได้ยินได้ฟังมาแล้วหลายเวทีเช่น การซื้อเสียง ขายเสียงเท่ากับเป็นคนขายชาติ ขายแผ่นดิน ขายชีวิต และอื่นๆ ระยะหลังมันเพิ่มเติมคำว่า คนไม่รักชาติเข้ามาด้วย

“รักชาติ ประชาธิปไตย เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน” อันนี้เอาไปประกาศใช้เป็นอุดมการณ์ของชาติได้เลย มันพูดอนุญาตเป็นกิจจะลักษณะไว้ทุกที่ที่มันไป

คำขวัญคุ้นหู แต่ลืมไปแล้ว มันไปจำมาจากไหนซึ่งย่อมมีที่มาอย่างแน่นอน ประเทศไทยมีคนเจ้าบทเจ้ากลอนเยอะ หนึ่งปีปฏิทิน พวกเขาเหล่านั้นสามารถสร้างสรรค์มิติคำขวัญบ้าง บทกลอนบ้าง ไหลออกมาพรืดๆ เป็นสายอย่างกับลูกม้าน้ำ คาดว่าอาจช่วยส่งเสริมให้เด็กรุ่นใหม่ในวันนี้เติบโตไปเป็นคนดีในวันข้างหน้าอย่างทันอกทันใจ

“โตไปไม่โกง”

ตรงเป้าสมดังเจตนารมณ์ของผู้มีอำนาจหน้าที่ และคนประกาศตัวว่ารักชาติบ้านเมือง แต่อาจขัดใจคนบางคนที่ถึงกับยอมเอาการทุจริตขี้โกงไปแลกความรักชาติเอามากอดไว้ คือเลือกคนขี้โกงไว้กอด ถีบหัวคนไม่รักชาติออกไปให้ไกลแสนไกล

นักการเมืองในประเทศไทยแสนดีออกอย่างนี้ มันก็ยังมองไม่เห็นความดี ชอบโพสต์ด่ากระแนะกระแหน ใช้วาจาผรุสวาทขนาดนั้น ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าแอดมินปล่อยให้เผยแพร่ได้อย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ แอดมินกับมันจริตตรงกัน สำนวนปัจจุบันเรียกว่าศีลเสมอกัน แต่แล้วในวันหนึ่ง ผมก็ได้สัมผัสเห็นของจริงที่ซ่อนอยู่ในตัวมัน

วลีเด็ดที่เสมือนพันธสัญญาใจ ระหว่างพรรคการเมืองกับมวลมหาประชาชนถูกก๊อบปี้หรืออาจคิดขึ้นได้เองมาใช้เป็นมอตโตของพรรคการเมือง แล้วแต่ใครจะเห็นว่าข้อความไหนสามารถสร้างความตระหนักรู้ ซาบซึ้งตรึงใจ และปลุกเร้าให้เกิดความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด

ผมเชื่อมากๆ ว่า ในระหว่างที่มันหายหน้าไป มันยังเคลื่อนไหวอยู่กลางสนามแห่งการสู้รบแย่งชิงโดยจับเอาความรักชาติ รักนั่นรักนี่มาเป็นตัวประกัน

ระยะหลัง ผมเริ่มสัมผัสเห็นความเปลี่ยนแปลงของจุดยืนของมันเอนออกจากจุดศูนย์กลางบ้างแล้ว คือมันเลือกข้าง เทใจเข้ากับฝ่ายที่เคยเป็นปรปักษ์อย่างลึกซึ้งเพียงใด และพรรคที่มันเอาใจช่วยนั้นใช้มอตโตประจำพรรคว่าอะไร บางทีมันอาจใช้มอตโตที่มันก็คิดขึ้นเอง แต่ผมไม่ค่อยชอบเพราะฟังดูเร่าร้อน ขาดไร้บรรยากาศประนีประนอมและยังไม่แหลมคมเหมือนเดิม

ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 เมตร กับที่กว่า 200 เมตรขึ้นไปสามารถแยกแยะพฤติกรรมมนุษย์ได้จริงตามที่มันเข้าใจหรือไม่ ยังไม่มีรายงานออกมา ขณะที่คนที่ไปเลือกตั้งเป็นแพ็กเกจ เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ แถมด้วยลงประชามติก็เริ่มทบทวนสิทธิ์และหน้าที่ซึ่งพวกเขาทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ไหนล่ะ ชีวิตที่ดีขึ้น

ผมรอให้มันมาตอบ

ความคาดหวังมาถึงจุดบรรจบความไม่น่าคาดหวัง อีกแล้วเหรอ สุดท้ายก็คือ กุลีการเมือง แบกแล้ว แบกอยู่ แบกต่อ ประชาชนคือผู้ถูกกระทำย่ำยีอย่างแท้จริง ตั้งแต่ยุคของคำว่าประชาธิปไตยระบาดไปทั่วโลก ก่อนเข้ามาระบาดในประเทศไทย

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ประชาชนทั้งประเทศก็เปลี่ยนสถานภาพเป็นกุลีการเมืองโดยสมบูรณ์แบบไม่รู้ตัว…

โพสต์ของอินฟลูฯ คนหนึ่ง ชื่อเพจค่อนข้างคุ้นตา มีคนติดตามเยอะ เรื่องที่นำมาเสนอมักเป็นเรื่องแปลกเหลื่อเชื่อ ยั่วเย้าความอยากรู้อยากเห็น

อ่านเพียงบรรทัดแรก ผมสงสัยว่าคนที่อินฟลูฯ พูดพาดพิงต้องเป็นมันแน่นอน

โชคดีที่แอดมินเพจปักหมุดไว้ด้วย ผมร่างแผนแบบคร่าวๆ สำหรับเดินทางทันที

ภาพเส้นทางคล้ายเคยไป หากใช่เส้นทางนั้น ผมอาจจะได้ใครสักคนเดินทางไปด้วย ขณะนั้นยอมรับว่าคิดสับสนระหว่างใช่ หรือไม่ใช่ คนอย่างมันไม่เข้าไปเกลือกกลั้วกับสิ่งที่น่ารังเกียจ อาจขัดขวางขัดแย้งอุดมคติ มันไม่เคยลืมประโยคติดปากเมื่อเวลาไปอยู่ท่ามกลางฝูงชน

“พ่อแม่พี่น้องที่เคารพรัก คนขายเสียงคือคนขายชาติ…” ไม่รู้ซี ขอความปลอดภัยจงบังเกิดมีแก่มัน การเดินทางของชีวิตผ่านมาได้แต่ละวันคือกำไร

มันคำรามใส่หน้านักการเมืองเวลาออกไปเดินหาเสียงอย่างไม่เกรงใจหน้าไหน ไม่อยากเชื่อว่ามันจะมีชีวิตรอดมาได้ถึงวันนี้ พวกนักหาเสียงเหล่านั้นคือตัวอันตรายสุดๆ แต่ต้องอดทนต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อย ยอมสยบ แสดงบททุกบทอันเป็นแพตเทิร์นสำหรับเป็นแบบฝึกหัดเพื่อเป็นนักการเมืองไม่กลายพันธุ์ คนพวกนี้ยอมตากแดดตากฝนลงทุนขนาดนี้เพื่ออะไร ผมเชื่อแน่ว่ามันเองก็รู้

ศิลปะข้างถนนบางตาไปตามสภาพแวดล้อม บางช่วงมองไม่เห็นเพราะฉีกขาดร่วงหล่นลงไปซุกพงหญ้าเร็วเกินไป มันควรมีอายุยืนกว่านี้อีกหน่อย ศิลปะเหล่านี้ถูกคำนวณความคุ้มค่ามาเป็นอย่างดีจึงกลายเป็นขยะ แทนที่จะเป็นประโยชน์ของประชาชนชายขอบ

เมื่อผมมาที่นี่ครั้งก่อนกับครั้งนี้ ช่วงเวลาห่างกันสิบปี ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดทำให้หลงทาง จำได้กระทั่งหลุมกลางถนนที่เกือบหักพวงมาลัยไม่ทัน มันนั่นแหละตะโกนบอก แปลกตาอยู่บ้างก็คือหลุมถูกขยายขนาด ทั้งความลึกและความกว้าง ตามแรงกระทำทั้งของยานพาหนะและการเคลื่อนที่ของแผ่นดิน

ตรงนี้ ใช่แน่ จำวันที่มันพาผมมาแวะรับเพื่อนเพื่อไปหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านน่าหลงใหลสำหรับมัน “กูอยากมาใช้ชีวิตในบั้นปลายที่นี่” คงเป็นแรงปรารถนาของใครอีกหลายคนโดยไม่ต้องคิดหยุมหยิมถึงการเคลื่อนไหวของชีวิต คล้ายการมองดูภาพวาดวิวทิวทัศน์ธรรมชาติกับองค์ประกอบบ้านหลังเล็กๆ ลงสีสวยเกินจริง แรเงาด้วยแสงชวนผัน รู้สึกสงบเงียบ หากแต่มองข้ามความจริงบางอย่าง

ความฝันซึ่งโดนลมเจ้าเล่ห์หอบเข้ามาแล้วหอบผ่านเลยไปเพียงชั่วระยะสั้นๆ ความฝันจะหวนกลับมาอีก มาพร้อมกับกฎแห่งการควบคุมมนุษย์ผู้อ่อนแอ สยบยอมต่อทุกอำนาจ…

ผมจอดรถในที่ร่มโคนต้นมะม่วง สัมผัสไอเย็นซึ่งลอยมาจากทุกทิศทุกทาง ต่างจากความเย็นในช่องแอร์รถยนต์ ความเย็นที่ถูกส่งออกมากับกลิ่นและเชื้อโรค (หากไม่ขยันล้างฆ่าเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ)

มะม่วงต้นเตี้ยนี้ยืนยันกับผมว่าได้เดินทางมาถึงที่หมายแล้ว ได้ยินเสียงหมาเห่ามาจากสวนหลังบ้าน อันที่จริงอยากเรียกว่าแปลงเกษตรมากกว่า

เขาอยู่กันสองคน (ในวันที่เจอกัน) กับลูกหมาปากมอมหูพับสองตัว ขี้เล่น พื้นที่เหลือจากสร้างบ้านเขาเนรมิตให้เป็นที่อยู่ของต้นไม้ และอีกหลายอย่างตามที่คิดว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถเลี้ยงตัวและหัวใจของเขาสองคนและชีวิตที่จะเกิดมาอีกในวันข้างหน้า หมาสองตัวเห่าเสียงแหบดังมาแต่ไกล โตเป็นหนุ่มกันแล้ว ผมชอบคิดว่าหมาคือสิ่งมหัศจรรย์ที่พระพรหมประทานมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ ขณะนี้ก็ยังคิดเช่นนั้น มันยังจำผมได้

เรา (หมายรวม 5 คน) ทักทายกันพอสมควรตามความเคยชินเช่นครั้งยังไปมาหาสู่ค่อนข้างบ่อย คนชนบทเวลาต้อนรับแขกมักให้ความสำคัญ นอกจากน้ำดื่ม สมาชิกในบ้านมีกี่คน หากไม่ติดทำอะไรอยู่ก็จะออกมาไถ่ถามทุกข์สุขสักครู่ แล้วค่อยขอตัวไปทำธุระต่อ

“อยู่สุขสบายเหมือนเดิม” เขาพยักหน้า ผมมองเจ้าสองตัว ลูบหัวมันเบาๆ พร้อมพูดว่า

“คล้ายไม่ค่อยสบาย เห่าแทบไม่มีเสียง”

“ใกล้เลือกตั้งมันใช้เสียงมากไปหน่อย เดี๋ยวก็หาย” เขาตอบติดตลก

“มาชวนไปเที่ยว ไม่รู้มันเป็นอยู่ยังไง” เขามองดูผมด้วยสายตาแกมเศร้าแล้วเดินไปทางสวนสักครู่หนึ่ง ในมือถือมะละกอสุกและผักต่างๆ

จากตรงนี้ไปถึงหมู่บ้านห่างกันราวสิบกิโล ผมจำวันนั้นได้ดี เราสามคนพูดคุยตามปกติ แต่ผมกำลังหนักใจเมื่อกลับถึงบ้านมีงานหนักรออยู่ รถยนต์ฉาบไปด้วยฝุ่นดินลูกรัง ใต้ท้องรถครูดไปกับสันดิน เพราะรอยล้อเป็นร่องกับกลางถนนพื้นที่สูงไม่เท่ากัน

เรามาถึงหมู่บ้าน ความใดๆ ที่รับรู้มาจากอากาศอาจช่วยได้บ้าง ขอให้ไม่เป็นความจริง เราสองคนตกลงกันว่าจะไม่โทร.หามัน ตลอดเส้นทางไม่เห็นความแปลกเปลี่ยน แม้ขณะเดินเข้ามาถึงกลางหมู่บ้านเต็มๆ ตัว เราพูดคุยกันด้วยความระมัดระวังให้มีเสียงเบาที่สุด ผ่านร้านขายของ เรายิ้มให้ พวกเขายิ้ม…เงียบ หมาสองสามตัวนอนหมอบอยู่ใต้แผงวางของ กลอกตามองตามเรา…เงียบ

ความหวาดระแวง ความกลัว มันโหดเหี้ยมเกินกว่าจะรับไหว ผมไม่อยากเจอตัวมัน

“กลับกันเถอะ รู้สึกอย่างเราไหม เหมือนเดินอยู่ในหมู่บ้านลึกลับท่ามกลางฝูงแวมไพร์”

“มาไกลขนาดนี้แล้ว มันยังไม่ตายแล้วก็ไม่ใช่แวมไพร์” เขาชวนผมไปต่อ สองมือยังถือถุงมะละกอและผัก จึงช่วยแบ่งมาช่วยถือแล้วแวะถามตามแต่จะเห็นใคร เราไม่ได้คำตอบจากใคร หมู่บ้านไม่ใช้เล็กๆ ดูจากบ้านเรือนย่อมเข้าใจได้ มีวัด มีโรงเรียน มีโรงพยาบาลชุมชน มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แต่…มันเงียบ ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหมาเห่าหอนตามที่ควรเป็น แปลกใจไปกว่านั้น ไม่เห็นความแตกตื่นของคนอยากดูของแปลก อยากรู้อยากเห็น

“ไปบ้านผู้ใหญ่” เขารู้จักหมู่บ้านแห่งนี้เป็นอย่างดี ผมเดินตามไป สายตายังกวาดไล่อย่างไม่ยอมสิ้นหวังเผื่อว่าจะได้เห็นมันแบบตัวเป็นๆ

เราฝากของไว้กับผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้มันมารับ หรือผู้ใหญ่จะมีน้ำใจหิ้วไปส่งถึงบ้านมัน

“น่าแปลกใจมาก ไม่มีคนสนใจแห่กันมาดู” ผมพูดขณะขับรถมาส่งถึงบ้านจึงถามเขา เขาตอบว่า

“พอเลือกตั้งเสร็จ หมาหรือคนทั้งหมู่บ้านไม่มีเสียงเหลือเลย…ไม่เว้นแม้แต่ผู้ใหญ่บ้าน”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี