หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ

ในครั้งที่ผมเริ่มต้นใช้เลนส์และกล้องเป็นเครื่องมือ เพื่อทำความรู้จักกับสัตว์ป่า ช่วงเวลานั้นมีคนจำนวนไม่มากนักที่ใช้เลนส์เทเลโฟโต้ เลนส์ใหม่ ราคาสูง ส่วนใหญ่กล้องและเลนส์ที่ผมใช้จะมาจากของสะสมของคนมีเงิน และพวกเขาจะนำมาเปลี่ยนหรือขายที่ร้านกล้องบ้าง

ร้านกล้องจะแจ้งมาว่า มีเลนส์ใช้แล้ว ราคาลดลงมาก จึงเป็นโอกาสที่คนทำงานได้มีเลนส์และกล้องที่ต้องการ

เวลาผ่านมานาน ถึงวันนี้ วันที่คนจำนวนมากมีกำลังมากพอ มีงานอดิเรกด้วยการถ่ายภาพนก, สัตว์ป่า กล้องและเลนส์ราคาไม่ได้ถูกลงหรอก เทคโนโลยีกล้องพัฒนาไปไกล มันตอบสนองคนใช้ได้ตามต้องการ

แต่ดูเหมือนว่า หลายคนใช้กล้องและเลนส์ เป็นแค่ “วัตถุ” เช่นเดียวกับที่รู้สึกกับนกและสัตว์ป่าว่า พวกมันเป็นเพียงวัตถุมาให้ถ่ายภาพ

แต่สำหรับผม กล้องและเลนส์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่เป็นแค่วัตถุ มันเป็นมากกว่านั้น

ผมเคยอ่านงานของคุณวินทร์ เลียววาริณ ที่เขียนถึง ช่างภาพสงครามในยุค 60-70 ซึ่งเมื่อเข้าสมรภูมิส่วนใหญ่จะใช้กล้อง Nikon F Series เป็นเครื่องมือ

อย่างเช่น Don McCullin ช่างภาพสงครามชาวอังกฤษ

สำหรับ Don กล้องไม่เพียงทำหน้าที่บันทึกภาพ แต่มันช่วยชีวิตเขาไว้ โดยการรับกระสุนปืนแทน

ผมอ่านแล้วก็นึกถึงประสบการณ์ที่กล้องช่วยผมไว้

เมื่อวันหนึ่ง มันรับเขี้ยวเสือโคร่งแทนผม

หลังเปลี่ยนจากกล้องฟิล์ม มาเป็นกล้องดิจิทัล ในช่วงแรกๆ ผมใช้ Nikon เช่นกัน

แต่จะพูดว่า กล้องกับเลนส์ 300 มม.ตัวนั้นได้ช่วยชีวิตผมไว้คงไม่ถูกนัก เพราะเสือมีเจตนาเพียงแค่สั่งสอน ไม่ได้คิดจะเอาจริงสักเท่าใด

อีกทั้งก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ควรพูดถึงนักหรอก มันเป็นความอ่อนด้อย ละเมิดไม่เคารพกฎการรักษาระยะห่าง หรือระยะที่ให้เกียรติกัน

อย่างไรก็เถอะ เลนส์ 300 ที่หักสะบั้นเพราะเขี้ยวเสือก็ช่วยผมไม่ให้พบกับอาการบาดเจ็บมากนัก นอกจากรอยขีดข่วนเย็บสี่เข็มบริเวณโหนกแก้มและแผลเป็นเล็กๆ ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ

กล้องพาผมไปไกล ไปป่าหลายแห่งบนโลกใบนี้ นำพาให้ผมได้มีโอกาสพบเจอคนซึ่งไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอพบสิ่งดีๆ ในชีวิต

ข้อสำคัญ มันเป็นเครื่องมือซึ่งนำพาให้ผมได้ทำความรู้จัก เรียนรู้บทเรียนต่างๆ จากสัตว์ป่า และรู้จักตัวเอง

กล้องก็เป็นเช่นเดียวกับเครื่องมือต่างๆ มันทำหน้าที่ตามเหตุผลของคนที่ใช้ โดยเฉพาะกับการใช้มันเพื่อบันทึกภาพธรรมชาติ

มีความจริงอยู่ว่า หากเริ่มต้นด้วยเหตุผลซึ่งผิด ผลลัพธ์ย่อมจะผิดเช่นกัน

ควายป่า : โดยปกติ การเข้าใกล้เกินระยะอนุญาต สัตว์ป่าจะตื่นหนี ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่บึกบึนน่าเกรงขามเพียงใด

สิ่งสำคัญที่ผมได้รับจากการทำงานในป่า กล้องและเลนส์ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบันทึกภาพ

แต่มันสอนผมในเรื่องของระยะ ไม่ใกล้เกินไปจนรบกวน และไม่ไกลเกินไปจนมองไม่เห็นความจริง

กล้องพาผมไปไกล แต่ในอีกด้านก็นำเข้าไปใกล้ในพื้นที่ที่ทุกชีวิตดำเนินไปตามหน้าที่ของมัน ทำให้ผมรู้ว่า ในป่า ผมเป็นคนแปลกหน้าที่ทำได้ก็เพียง “ขออนุญาตอยู่ร่วม”

การแนบสายตากับช่องมองภาพแต่ละครั้ง จึงไม่ใช่แค่การเล็งแต่มันคือการตัดสินใจว่าจะเข้าไปใกล้แค่ไหนจะหยุดอยู่ตรงไหน และยอมไม่กดชัตเตอร์ เพื่อแลกกับการไม่ทำให้ชีวิตตรงหน้าสะดุ้งตกใจ หรือเปลี่ยนพฤติกรรมไป

แรกเริ่มผมคิดว่า กล้องคือเครื่องมือที่ทำให้ “ได้ภาพ” แต่เมื่อใช้มันไปนานพอ จึงเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว กล้องกำลังสอนให้ผม รู้จัก “ระยะ” ระยะเป็นสิ่งสำคัญในป่า สัตว์ทุกตัวมีระยะของมันเองระยะปลอดภัย ระยะระแวง และระยะที่มันจะยอมให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของมันได้

เวลาส่วนใหญ่ ผมนั่งนิ่งๆ อยู่ในซุ้มบังไพรตลอดทั้งวัน ไม่ได้กดชัตเตอร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ภาพที่ตั้งใจไว้ไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เรียกว่าความเข้าใจเกิดขึ้นแทน เวลาทำให้เห็นว่ากล้องเป็นเครื่องมือก็จริง แต่ก็สอนว่า การไม่ได้ภาพ ทำให้ “เข้าใจ” ได้มากกว่า สัตว์ป่าดำเนินไปตามวิถีของพวกมันอยู่แล้ว ไม่ว่าผมจะอยู่ตรงนั้นหรือไม่

กล้องและเลนส์คือเครื่องมือที่ทำให้ยอมรับว่า ผมไม่ได้สำคัญไปกว่าสิ่งที่กำลังบันทึกภาพ

สําหรับผม สิ่งที่กล้องสอนในป่าไม่ได้จบอยู่แค่ในป่า มันสอนว่าในสังคมของคนก็ต้องการ “ระยะ” เช่นกัน

เราเข้าไปใกล้กันเกินไปในบางครั้ง ใกล้จนลืมไปว่าอีกคนหนึ่งก็มีพื้นที่ของเขา

ผมคิดว่าบางความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวไม่ใช่เพราะไม่พยายาม แต่เพราะไม่รู้จัก “ระยะที่พอดี”

พยายามเข้าไปอยู่ในโลกของใครบางคน โดยที่เขายังไม่พร้อมจะเปิดประตู เหมือนกับสัตว์ป่าที่ตื่นหนี เพราะเราทำให้มันรู้สึกไม่ปลอดภัย

คุณสมบัติของเลนส์เทเลโฟโต้คือให้เราเห็นรายละเอียดที่อยู่ไกลๆ แต่ในชีวิตบางเรื่องอาจต้องถอยออกมา เพื่อเห็นภาพทั้งหมด

ที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญนั้นไม่ใช่ระยะของเลนส์ แต่คือความตั้งใจของคนที่ถือมันอยู่

เมื่อคุ้นเคยกับการใช้เลนส์ ผมเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง ภาพที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชัดเพียงอย่างเดียว

แต่มันขึ้นอยู่กับ “จังหวะ” เสี้ยววินาทีที่ถูกต้อง แสงที่พอดี

ผมเคยคิดว่า ถ้าพยายามมากพอ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นตามต้องการ

แต่บทเรียนต่างๆ สอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ใช่ความพยายาม แต่คือ “จังหวะที่ใช่”

ป่าสอนให้ผมเรียนรู้ที่จะรอ การรอแบบนี้ไม่ได้มีความคาดหวังสูงแต่เต็มไปด้วยการยอมรับ และผมพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการรอก็มักจะมีคุณค่ามาก

ทำงานอยู่ในป่า ผมเข้าใจอีกสิ่งหนึ่ง การบันทึกภาพธรรมชาติกับภาพสงครามมีความคล้ายคลึงกัน

ภาพจากสมรภูมิ ไม่ว่าจะสวยงาม น่าหดหู่ หรือให้ความรู้สึกใดๆ ก็ตาม เบื้องหลังมันคือโศกนาฏกรรม

ภาพธรรมชาติในป่า, สัตว์ป่า, นก หากละเมิดไม่เคารพให้เกียรติสิ่งที่ถ่าย มองว่าพวกมันเป็นเพียงวัตถุ เบื้องหลังย่อมเป็นโศกนาฏกรรมเช่นกัน

ผมเริ่มต้นด้วยการใช้กล้องและเลนส์เป็นเครื่องมือ บทเรียนจากสัตว์ป่าทำให้ผมเข้าใจเรื่องของ “ระยะ”

เริ่มด้วยการใช้กล้องเป็นเครื่องมือ ถึงวันหนึ่ง มันกลายเป็นชีวิต…



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’