bg-single

‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ หวั่นซ้ำรอยต้มยำกุ้ง รัฐบาลแก้เกม ‘ลดอุดหนุน’ ราคาน้ำมัน กวาดเงินทุกกระเป๋า ดูแลกลุ่มเปราะบาง

06.04.2026

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

สงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลก

โดยล่าสุดราคาอ้างอิงน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว

ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มของไทยก็สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40.74 บาทต่อลิตร

“วิกฤตพลังงาน” ที่เกิดขึ้น สำหรับประเทศไทย แรงกระแทกถือว่ารุนแรงเป็นพิเศษ เพราะประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อจีดีพีถึง 7% เรียกว่าสูงสุดในโลก

ขณะที่การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงแรก ดูเหมือนจะเดินเกมผิดพลาด จนทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนทั่วประเทศ

ภาพเข้าคิวรอเติมน้ำมัน ปรากฏการณ์ที่สะท้อนปัญหาวิกฤตพลังงานอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกก็ยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การตรึงราคาน้ำมันโดยให้กองทุนน้ำมันฯ เข้ามาอุดหนุนก็ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

กระทั่งรัฐบาลตัดสินใจที่จะลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีการประชุมนัดพิเศษเมื่อค่ำวันที่ 25 มีนาคม 2569 และมีมติลดชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม

แม้ว่าเป็นนโยบายที่หลายฝ่ายมองว่า การยอมรับความจริง ไม่บิดเบือนกลไกตลาดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

แต่แน่นอนว่า เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการประกาศขึ้นราคากลางดึก รวมถึงระบุว่า มีไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันได้ผลประโยชน์จากการปรับขึ้นราคาครั้งนี้

และสำหรับประชาชนตาดำๆ นั่นคือต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่หมายถึงสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ก็สะท้อนถึงปัญหาต้นทุนและเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า

นี่คือภาพชัดเจนของ สถานการณ์ “วิกฤตพลังงาน” กำลังถาโถมใส่รัฐบาล

โดยเฉพาะปัญหาความเชื่อมั่นจากที่นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้มีคำสั่งให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

เพราะเกิดคำถามมากมายถึง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” จากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้ค้าปลีกน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ

ทำให้เกิดภาพความไม่เชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายแก้วิกฤตพลังงาน และมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลตัดสินใจแก้เกมด้วยการเปิดตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 28 มีนาคม 2569 แถลงข่าว “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” เพื่อทำความเข้าใจถึงสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นกับแนวทางการรับมือของรัฐบาล

นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์

นายอนุทินกล่าวคำขอโทษประชาชน พร้อมยอมรับว่า ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า วันนี้ครบ 1 เดือน สถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่มีสัญญาณการเจรจาที่ชัดเจน ทำให้ทั่วโลกต้องปรับตัวเพื่อยืนระยะกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อยาวนาน ขอให้พี่น้องประชาชนปรับวิธีการใช้ชีวิต รับมือสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน

“ผมต้องขออภัย ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารราคาน้ำมัน เราตัดสินใจใน 15 วันแรก ที่จะพยุงราคาน้ำมัน ไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ตอนแรกที่เกิดเหตุการณ์คิดว่าเป็นการสู้รบที่ไม่ยาวนาน แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ไม่จบเร็ว รัฐบาลก็จะต้องดำเนินการปรับตัว และปรับมาตรการให้เหมาะสม เน้นประคับประคองลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่มีรายได้น้อย กลุ่มเกษตรกร เพื่อที่จะทำให้การดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ดีที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้”

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า วิกฤตในตะวันออกกลางครั้งนี้ ถือเป็นวิกฤตพลังงานทั้งโลก เป็นวิกฤตที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนและไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจบแบบไหน สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือ ชะลอและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสงครามตะวันออกกลางกระทบกับพลังงานทั่วโลก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปัจจัยการผลิตอีกหลายชนิด ซึ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น นำมาสู่ผลกระทบคนทั้งโลกคือ “ราคาพลังงาน”

นายเอกนิติฉายภาพ สิ่งแรกที่ทำคือ ใช้เครื่องมือทุกอย่างที่รัฐบาลมี คือกองทุนน้ำมันเข้าไปดูแลรักษาเสถียรภาพ และชะลอผลกระทบกับประชาชนอย่างเต็มที่ 15 วันแรก แต่ 1 เดือนผ่านไป เป็นที่ชัดเจนสงครามไม่ได้จบเร็ว วิกฤตพลังงานไม่ได้จบเร็ว ทุกประเทศได้รับผลกระทบ

“ประเทศส่วนใหญ่บริหารจัดการโดยไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง ปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามตลาด แต่ประเทศไทยเลือกไม่ปล่อยตามกลไกตลาดทั้งหมด ใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพเท่าที่ทำได้ โดยให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันกระทบประชาชนรุนแรง จึงอุดหนุนอย่างเต็มที่ในช่วงแรก และค่อยๆ ลดการอุดหนุน”

รองนายกฯ เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลต้องลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน เพราะถ้าไม่ลดการอุดหนุน กองทุนน้ำมันฯ จะขาดทุนโดยไม่จำกัด สามารถทำให้เกิดวิกฤตอีกลูกหนึ่งได้ คือ “วิกฤตเศรษฐกิจ”

บทเรียนจากปี 2540 หากรัฐบาลฝืนกลไกตลาดและอุดหนุนโดยไม่มีขีดจำกัด อาจทำให้กองทุนน้ำมันฯ ขาดทุนมหาศาล และนำไปสู่ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เหมือนในสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่มีการแทรกแซงค่าเงินบาทจนสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด ทำให้ต้อง “ลอยตัวค่าเงินบาท” และเกิดวิกฤตผลกระทบวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อนหนักขึ้น

“เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ “ รองนายกฯ เอกนิติย้ำและว่า

รัฐบาลต้องตัดสินใจบริหารจัดการบนเครื่องมือและการเงินที่มีอยู่จำกัด เพื่อไม่ให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต”

โดยตัดสินใจ “ลดอุดหนุน” ราคาน้ำมัน แต่ยังคงมีการอุดหนุนน้ำมันดีเซลอยู่ ต่างกับประเทศอื่นในอาเซียนที่ปล่อยลอยตัวไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันในไทยยังต่ำกว่าประเทศในอาเซียน ในชีวิตผมไม่เคยเห็นน้ำมันไทยราคาต่ำกว่ามาเลเซีย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพราะเราใช้กองทุนน้ำมันฯ มาอุดหนุนไม่ให้กระทบประชาชนมาก แต่ทุกคนต้องปรับตัว

นายเอกนิติอธิบายว่า เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของหลายๆ ส่วน กระทรวงพาณิชย์จึงเข้ามาดูแลไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่กระทรวงคมนาคม นำงบประมาณและเงินจากกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนเลขสวย (ประมูลทะเบียนรถ) มาใช้เพื่อช่วยพยุงต้นทุนค่าขนส่งไม่ให้กระทบประชาชนเกินไป

“เราพยายามทำ ไม่ใช่ไม่ให้กระทบเลย แต่ให้ชะลอผลกระทบ เพราะคนที่ได้รับผลกระทบในภาวะวิกฤต รับแรงกระแทกได้ไม่เท่ากัน”

ขณะที่รัฐบาลมีงบประมาณจำกัด เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่คือเงินภาษีประชาชาชน จึงต้องใช้ให้คุ้มค่าสำหรับการดูแลประชาชน จึงเลือกตัดสินใจใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ดูแลกลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มคนที่รายได้น้อย โดยใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแล

รองนายกฯ เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลมีงบประมาณจำกัด วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลก ทั้งภาครัฐ-เอกชน และประชาชนต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

“วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่รองนายกฯ เอกนิติเน้นย้ำและกังวล ด้วยเพราะงบประมาณที่จำกัด และพื้นที่การคลังของประเทศลดน้อยลง การจะออก พ.ร.ก.เงินกู้มาชดเชยกองทุนน้ำมันฯ หรือดำเนินมาตรการต่างๆ ก็ค่อนข้างมีความเสี่ยงต่อสถานะการคลังของประเทศ

เพราะปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะต่อจีพีดีอยู่ที่ 66% หากรัฐบาลฝืนใช้เงินมหาศาลอุดหนุนราคาน้ำมัน ก็จะทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของจีดีพี ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเล็งปรับลดอันดับของไทยได้

และนี่อาจกลายเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจ” ลูกใหม่ของประเทศไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ดร.มัลลิกา นำทีม Dr.Mallika Skincare ฝึกซ้อมกู้ภัยและดับเพลิงประจำปี ยกระดับความปลอดภัยองค์กร รับมือเหตุฉุกเฉินอย่างมืออาชีพ
“ในหลวง-ราชินี” พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ “ปลัดกระทรวงมหาดไทย” นำคณะเข้าเฝ้าฯ
รมว.กลาโหม เชิญข่าวสดหารือแนวทางเสนอข่าวด้านความมั่นคง ไม่ให้เกิดผลกระทบในนาคต ชี้กรณีแผนที่ทหารไม่มีเจตนาร้าย ที่ผ่านมาข่าวสดและกองทัพประสานข้อมูลกันดีมาตลอด
จริงลวง จริงแท้ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไทยใหม่ ศรีกรุง
สงครามตลอดกาล! ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
3 คนไทย ในบอลโลก
นับถอยหลัง เข้าสู่โลกยุคไร้แผ่นเกม
E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง