เปลี่ยนกฎ เปลี่ยนแชมป์ เมื่อ ‘เอฟวัน’ เข้าสู่ยุคใหม่อีกครั้ง
Technical Time-Out | SearchSri
การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ ฟอร์มูล่าวัน ฤดูกาล 2026 เปิดฉากมา 3 สนาม ก็เริ่มมีปรากฏการณ์น่าสนใจเกิดขึ้น
เอฟวันแข่งกันไปแล้ว 3 สนาม กลายเป็น เมอร์เซเดส ที่ผูกขาดความสำเร็จ คว้าแชมป์ได้ทั้ง 3 สนาม
เริ่มจาก จอร์จ รัสเซลล์ คว้าแชมป์ที่ออสเตรเลีย
ก่อนที่อีก 2 สนามที่จีนและญี่ปุ่นจะเป็นชัยชนะของ คิมี่ อันโตเนลลี่ นักซิ่งชาวอิตาเลียนวัย 19 ปี ซึ่งทำสถิติเป็นนักแข่งอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟอร์มูล่าวันที่ขึ้นนำคะแนนสะสมแชมป์โลกประเภทนักขับ
ท่ามกลางข่าวที่น่าตื่นตาตื่นใจดังกล่าว แม็กซ์ เวอร์สตัปเพน แชมป์โลก 4 สมัยหลังสุดจากทีม เรดบูล ปรารภว่าอาจจะตัดสินใจหันหลังให้วงการเอฟวันเมื่อจบฤดูกาลนี้ เพราะไม่สนุกกับการแข่งขันอีกต่อไป
นักซิ่งชาวดัตช์ไม่โอเคกับกฎใหม่ของเอฟวัน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการเน้นใช้ระบบไฟฟ้าที่ทำให้รถสูญเสียความเร็วเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายของทางตรง เนื่องจากกำลังเครื่องยนต์ตกและเข้าสู่กระบวนการสะสมพลังงานใหม่ ยิ่งถ้าเจอแทร็กที่ต้องเน้นใช้พลังงานสูง นักขับต้องใช้เทคนิคยกคันเร่งแล้วปล่อยรถไหล ก่อนจะเหยียบเบรกเพื่อสะสมพลังงาน ซึ่งเวอร์สตัปเพนบ่นเรื่องนี้มาตั้งแต่ทดลองขับรถโมเดลปี 2026 เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว
ผลงานในสนามของเวอร์สตัปเพนปีนี้ หลังผ่านไป 3 สนาม เขายังไม่มีโอกาสได้ขึ้นโพเดียมเลย โดยจบอันดับ 6 สนามแรก ต้องออกจากการแข่งขันสนามที่สอง และจบอันดับ 8 สนามล่าสุด

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการรถสูตรหนึ่งฤดูกาลนี้สอดคล้องกับทฤษฎีหนึ่งซึ่งผู้สังเกตการณ์ของแวดวงกีฬาความเร็วยุคใหม่พูดถึงกันมาหลายปีว่า เอฟวันยุคนี้ทีมไหนปรับตัวเข้ากับกฎใหม่ได้ก่อนก็มักจะผูกขาดความสำเร็จได้ยาวๆ จนกว่าจะประกาศใช้กฎใหม่แบบครั้งใหญ่
เรียกได้ว่ากลายเป็น “แพตเทิร์น” ของวงการเอฟวันในช่วงหลังไปแล้วนั่นเอง
อันที่จริงเอฟวันมีการปรับเปลี่ยนกฎกันทุกปีอยู่แล้ว แต่เวลาปรับเปลี่ยนกฎครั้งใหญ่ที่เกี่ยวกับตัวเครื่องหรือระบบรถ มักจะอยู่ยาวหลายปี ซึ่งก็สะท้อนผ่านความสำเร็จของทีมใดทีมหนึ่งดังที่กล่าวไว้
เช่น ก่อนปี 2014 เป็นยุคของเครื่องยนต์เทอร์โบ V8 และกฎแอโรไดนามิก ตอนนั้น เซบาสเตียน เวทเทล นักขับชาวเยอรมัน ของทีมเรดบูล คว้าแชมป์ 4 ปีติด ระหว่างปี 2010-2013
พอเข้าช่วงยุคไฮบริดปี 2014 เป็นเมอร์เซเดสที่ครองแชมป์โลกประเภทผู้ผลิตนานถึง 8 ปี ระหว่างปี 2014-2021 โดยช่วงเวลาดังกล่าว ลูอิส แฮมิลตัน นักขับสหราชอาณาจักร ครองแชมป์ถึง 6 สมัย มีแค่ปี 2016 ที่เพื่อนร่วมทีม นิโก้ รอสเบิร์ก สอดแทรกขึ้นมาแย่งแชมป์ และในปี 2021 เป็นเวอร์สตัปเพน ดาวรุ่งดวงใหม่ของวงการ เบียดแย่งแชมป์ได้อย่างสนุก และไล่บี้แย่งแชมป์กันอย่างสนุกตื่นเต้นในช่วง 5-6 สนามสุดท้าย
ปี 2022 มีการเปลี่ยนกฎครั้งใหญ่อีกครั้ง (ซึ่งจริงๆ แล้วจะนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2021 แต่ติดปัญหาการระบาดของโควิด จึงเลื่อนมา)
ซึ่งเรดบูลกลับมาผูกขาดความสำเร็จอีกครั้งโดยมีเวอร์สตัปเพนคว้าแชมป์โลก 4 สมัยติด ก่อน แลนโด้ นอร์ริส ของทีม แมคลาเรน ก้าวมาคว้าแชมป์เมื่อปีที่แล้ว

ทฤษฎีว่าด้วยการปรับตัวกับกฎใหม่นั้น อธิบายได้ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า การดีไซน์และสร้างรถแต่ละครั้งต้องยึดคอนเซ็ปต์เดียว ถ้าเริ่มผิดตั้งแต่แรกก็มักจะแก้ไขได้ยาก เพราะกฎของเอฟวันเรื่องเพดานงบประมาณ (เพื่อให้เกิดความแฟร์กับทีมเล็กๆ ไม่ใช่ทุกทีมใช้งบประมาณได้ไม่จำกัด) ทำให้ทีมที่พลาดไม่มีงบประมาณพอในการแก้ไขปัญหาเรื่องการออกแบบรถตามกฎใหม่ได้ทันท่วงที ขณะที่ทีมนำก็จะรักษาความได้เปรียบได้นาน
ทีมที่ศึกษาล่วงหน้านาน ออกแบบรถได้ตรงคอนเซ็ปต์กฎใหม่ ประกอบกับนักขับมีฝีมือ สามารถปรับตัวทำความคุ้นเคยกับรถใหม่ได้ดี ก็จะทำให้ผูกขาดความสำเร็จได้ยาวๆ
สำหรับปี 2026 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งเน้นคอนเซ็ปต์ “รักษ์โลก” โดยเครื่องยนต์ใหม่เน้นไฟฟ้ามากขึ้น (ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าราว 20 เปอร์เซ็นต์) ระบบแอโรไดนามิกเปลี่ยน ทำให้ต้องออกแบบรถใหม่ทั้งหมด
หลังการเริ่มต้นที่ดีของเมอร์เซเดส ก็ทำให้หลายคนเชื่อว่าพวกเขา “ตีโจทย์แตก” กว่าใครและก่อนใคร และเมื่อนักขับดาวรุ่งอย่างอันโตเนลลี่ปรับตัวเข้ากับรถรูปแบบใหม่ได้ดี ก็ทำให้ผลงานของเขาโดดเด่นขึ้นมา

หากยึดทฤษฎีที่ว่า การเปลี่ยนแปลงกฎครั้งใหญ่ของเอฟวันก็เหมือนการ “รีเซ็ต” ยุคสมัย ซึ่งเป็นเรื่องที่แฟนๆ และผู้สังเกตการณ์ว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีคือสิ่งนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวิศวกรออกมาอย่างชัดเจนว่าจะตีโจทย์ได้ตรงเป้าขนาดไหน และทีมที่ทำได้ดีกว่าก็จะได้ครองความยิ่งใหญ่ยาวๆ
แต่ข้อเสียคือ ทีมที่ดีไซน์รถได้ตอบโจทย์ที่สุดมักผูกขาดความสำเร็จนาน การแข่งขันในสนามไม่สูสีเท่าที่ควร และแฟนๆ มองว่ามักจะเดาผลได้ล่วงหน้าจนขาดอรรถรสในการชมการแข่งขัน
แน่นอนว่าบางสนามย่อมมีข้อยกเว้น ด้วยเงื่อนไข ข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ลักษณะแทร็ก หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ภาพรวมของการชิงแชมป์โลกมักไม่ผิดแผกไปจากเดิมนัก ยกเว้นช่วงปลายของยุคกฎใดกฎหนึ่งที่จะเริ่มเห็นบางทีมสอดแทรกขึ้นมาได้หลังใช้เวลาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรถมาหลายปี
สําหรับเอฟวันฤดูกาลนี้ เมื่อจบศึก “เจแปนีส กรังด์ปรีซ์” เมื่อปลายเดือนมีนาคม ก็ได้พักยาว 5 สัปดาห์ หลังจากการแข่งขันที่บาห์เรนและซาอุดีอาระเบียในเดือนเมษายนต้องยกเลิกไปเพราะปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง
ช่วง 5 สัปดาห์ดังกล่าวอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่หลายทีมจะพยายามไม่ทางใดก็ทางหนึ่งช่วยให้การแข่งขันสนามถัดไปมีลุ้นขึ้นมาบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองต่อไป
ขณะที่อนาคตของเวอร์สตัปเพนกับวงการเอฟวันจะสิ้นสุดหลังจบฤดูกาลนี้อย่างที่เขาปรารภไว้ หรือจะได้ไปต่อ
คงต้องรอดูผลงานสนามที่เหลือของเขาเป็นสำคัญ
