‘ศิลปินของโลก’ ชื่อ ‘เจฟ ซาเตอร์’ ไม่หมกมุ่นเรื่อง ‘ความเป็นไทย’ แต่ต้องสร้าง ‘สิ่งใหม่ๆ’ อยู่เสมอ
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
เว็บไซต์ข่าวบันเทิงระดับโลกอย่าง “วาไรตี้” เพิ่งเผยแพร่สกู๊ปสัมภาษณ์ศิลปินชาวไทย “เจฟ (วรกมล) ซาเตอร์”
โดยวาไรตี้แนะนำว่าเจฟเริ่มต้นเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยการทำงานเพลงมาเป็นระยะเวลาร่วม 10 ปี แต่แล้วเขาก็กลายมาเป็นสตาร์ผู้โด่งดังข้ามทวีปหลังจากเข้าไปมีส่วนร่วมกับซีรีส์ไทยเรื่องหนึ่ง
ปัจจุบัน “เจฟ ซาเตอร์” มีสถานะเป็นทั้งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของสินค้าแฟชั่นสุดหรู “วาเลนติโน” เขากำลังโปรดิวซ์ซีรีส์ของตัวเอง และยังเป็นศิลปินไทยที่มียอดผู้ฟังเพลงทั่วโลกสูงที่สุดเป็นอันดับสองในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง “สปอติฟาย” เป็นรองเพียงแค่ “ลิซ่า แบล็กพิงก์” เท่านั้น
แน่นอนว่า โลกกำลังจับตามองศิลปินไทยรายนี้

เจฟเล่าให้วาไรตี้ฟังว่า ความฝันแรกสุดของเขาคือการได้ร้อง ได้เล่น ได้แสดงดนตรี อย่างไรก็ตาม หลังจากทำงานในอุตสาหกรรมเพลงไทยมาร่วมหนึ่งทศวรรษ เจฟกลับยัง “แจ้งเกิด” ไม่สำเร็จ
จากนั้น เขาจึงหันไปรับงานแสดง รวมทั้งได้มีโอกาสร้องเพลงประกอบซีรีส์บอยเลิฟ (ซีรีส์วาย) เรื่อง “คินน์พอร์ช เดอะซีรีส์”
การรับงานแสดงดังกล่าวไม่เพียงเปิดพรมแดนให้เจฟก้าวไปสู่งานบันเทิงแขนงใหม่ๆ แต่ยังช่วยปลดล็อกให้ “เส้นทางดนตรี” ของเขาพุ่งทะยานไปอย่างก้าวกระโดด
ปัจจุบัน เจฟเป็นศิลปินในสังกัด “วอร์นเนอร์ มิวสิค” เขามียอดผู้ติดตามกว่า 13 ล้านรายในทุกแพลตฟอร์ม มีคอนเสิร์ตที่ขายตั๋วหมดเกลี้ยงในหลายประเทศทั่วเอเชีย และได้ขึ้นแสดงบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2025 ที่ประเทศไทย

ตอนนี้ เจฟเปิดบริษัทครีเอทีฟอิสระส่วนตัวชื่อ “Studio On Saturn” ซึ่งเขานิยามว่านี่เป็นบริษัทขนาดเล็ก ที่มีคนทำงานเพียง 4 คน แต่ทุกคนคือทีมงานชั้นเยี่ยม ผู้ถูกคัดสรรมาอย่างละเอียดลออ
เจฟต้องการให้บริษัทของตนเองทำงานอย่างเป็น “อิสระ” ที่สุด เพื่อดูแลประคับประคองให้เขา “ไม่สูญเสียตัวตน” ไปกับอุตสาหกรรมบันเทิง
ตัวอย่างที่ตอบโจทย์ดังกล่าวชัดเจน ก็คือ “แฮปปี้ เอนดิ้ง” ซีรีส์ที่เจฟจะรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์, คนเขียนบท, คนทำดนตรีประกอบ และนักแสดงนำ ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งมีแผนจะแพร่ภาพทั่วโลกในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ หลังจากอยู่ในกระบวนการผลิตมายาวนานถึง 2 ปี
“ผมโปรดิวซ์ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนตอนทำเพลง คือผมจะขุดลึกลงไปในทุกๆ รายละเอียด ผมไม่อยากเผยแพร่ผลงาน ที่แม้แต่ตัวเองในฐานะคนทำก็ยังรู้สึกไม่แฮปปี้กับมัน” เจฟอธิบายให้สื่อต่างชาติฟัง

ขณะที่อัลบั้มเพลงชุดใหม่ของเขาอย่าง “Red Giant” กลับเป็นผลงานที่พยายามจะตอบทั้งโจทย์ธุรกิจและโจทย์ความคิดสร้างสรรค์ไปในคราวเดียวกัน
ชื่ออัลบั้มมาจากปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ซึ่งก่อนหน้าที่ดวงดาวดวงหนึ่งจะดับสลายลง มันจะต้องขยายตัวใหญ่ขึ้นก่อนระเบิดออกไปสู่การมีชีวิตใหม่ ไม่ต่างอะไรกับการที่เจฟต้องการปิดฉากบทตอนหนึ่งในฐานะศิลปินของตนเอง เพื่อจะเริ่มต้นบทตอนใหม่
อัลบั้มชุดนี้จะเปิดตัวควบคู่กับโปรแกรมคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ที่ครอบคลุมพื้นที่ 5 เมืองในทวีปอเมริกาใต้ และ 7 เมืองของทวีปเอเชีย
นอกจากนั้น เจฟยังทดลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการปล่อยเพลงใหม่ในภาษาอังกฤษ (อินเตอร์เนชันแนล อีพี) ไปพร้อมกับการปล่อยเพลงใหม่ในภาษาไทย แม้นี่จะเป็นเรื่องเสี่ยง แต่เจฟก็คงต้องขอลอง ด้วยเหตุผลว่า
“เมื่อคุณไม่ได้ปล่อยเพลงใหม่ในภาษาไทยมาสักระยะหนึ่ง กระแสของคุณในอุตสาหกรรมเพลงไทยและวงการบันเทิงไทยก็จะค่อยๆ จางหายไป ผมจึงจำเป็นต้องปล่อยเพลงใหม่สองภาษาไปพร้อมๆ กัน”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือโชคช่วย ที่เจฟต้องไปเปิดคอนเสิร์ตที่บราซิล ชิลี เปรู และสองเมืองในเม็กซิโก เพราะก่อนหน้านี้ “คินน์พอร์ช เดอะซีรีส์” (และซีรีส์วายไทยอีกหลายเรื่อง) ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้ชมในประเทศเหล่านี้
ยิ่งกว่านั้น การที่เจฟขึ้นไปแสดงบนเวทีการประกวดนางงามจักรวาล ก็ทำให้เขามีฐานแฟนคลับในอเมริกาใต้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม เมื่อวาไรตี้สอบถามถึงกระแสดนตรี “ที-ป๊อป” (เพลงป๊อปไทย) ที่กำลังพุ่งสูงเด่นในระดับโลก เจฟกลับแสดงความเห็นต่อประเด็นนี้อย่างรอบคอบระมัดระวัง
“พวกเรา (บุคลากรในวงการเพลงไทย) ทุกคนพยายามที่จะผลักดันให้ขอบเขตของเพลงไทยขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ใหญ่ขึ้นๆ แล้วผมก็รู้สึกภาคภูมิใจกับการได้เป็นศิลปินที่เป็นตัวแทนของประเทศไทย แต่ผมไม่อยากหมกมุ่นกับเรื่องนั้นมากเกินไปนัก เพราะมันจะทำให้ผมสูญเสียตัวตน มันจะทำให้ผมต้องแบกรับความกดดันไว้สูงจนเกินไป”
ตรงกันข้ามกับการพยายามครุ่นคิดถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย เจฟกลับวางเป้าหมายให้ตัวเองว่า เขาต้องสรรค์สร้าง “สิ่งใหม่ๆ” อยู่เสมอ
“สิ่งที่ผมต้องทำ ก็คือการปล่อยเพลงใหม่ๆ ที่ผู้คนจะหาฟังไม่ได้ในพื้นที่อื่นๆ เราต้องพยายามเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง แล้วเป็น ‘เจฟ ซาเตอร์ เวอร์ชั่นใหม่’ ในทุกๆ ปี”
เช่นเดียวกับการวัดผลลัพธ์ความสำเร็จในระดับนานาชาติ ที่เจฟไม่ได้ใช้ “จำนวนแฟน” เป็นมาตรวัด แต่เขากลับมองไปที่ระยะหรือขอบเขตของการเดินทางมากกว่า
“สำหรับผม ผมก็แค่อยากไปเจอแฟนๆ ทั่วโลก ผมอยากเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้พบปะกับแฟนๆ เหล่านั้น ในประเทศของพวกเขา”
ข้อมูลจาก https://variety.com/2026/music/news/jeff-satur-happy-ending-red-giant-1236702135/
